เจาะ ‘เทรนด์โลก 2020’ ปีแห่งพลังบวก & การสร้างทัศนคติรับความเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ ของคนทุกเจน

2358

เป็นประจำทุกปีที่ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC จะออก E-Book เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกกระแสโลกในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะเทรนด์ความเปลี่ยนแปลงราย Generation หรือแต่ละช่วงวัย และในปีนี้ TCDC ก็ออก E-Book ฉบับใหม่ “เจาะเทรนด์โลก 2020” เพื่ออัปเดตความรู้ความต้องการของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในประเด็นความเปลี่ยนแปลงของผู้คนแต่ละเจเนอเรชัน สิ่งแวดล้อมและสภาวะรอบตัว สังคมและวัฒนธรรม เทคโนโลยีและนวัตกรรม


เทรนด์โลก 2020 ยิ้มรับปีแห่ง ‘Positive Power’ ของคนทุกวัย

ก่อนที่จะไปอัปเดตทัศนคติต่อความเปลี่ยนแปลงของคนในแต่ละเจเนอเรชัน TCDC ได้สรุปเทรนด์ความเปลี่ยนแปลงของโลกที่ทุกคนมีโอกาสจะได้เห็นในปี 2020 นี้ รวมถึงแนวคิดที่คนแต่ละช่วงวัยควรใช้ในการปรับตัวให้สอดคล้องกับ เทรนด์โลก 2020 โดยเฉพาะกระแสเทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งยุคที่จะถาโถมเข้ามาแบบไม่ให้ตั้งตัว

ปี 2020 เป็นปีที่เป็นหมุดหมายสำคัญ ในฐานะช่วงเวลาที่เราทุกคน ซึ่งเต็มไปด้วยความแตกต่าง จะต้องรวมกันเป็นหนึ่งเพื่อที่จะสร้าง ก่อร่าง และซ่อมแซมสังคมที่บอบช้ำในมิติต่างๆ ด้วยความหวังถึงวันใหม่ การเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 แห่งศตวรรษที่ 21 นี้ จึงเป็นปีแห่งการยกระดับรากฐานอันเป็นโครงสร้างของการเปลี่ยนแปลง

ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเข้าสู่จุดเปลี่ยนในระดับใหญ่ที่สุด คือ การเปลี่ยนแปลงของชนชาติ เชื้อชาติ และศาสนาของคนกลุ่มใหญ่ ระดับรองลงมา เป็นการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยด้านเทคโนโลยีอย่างเรื่อง 5G และจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์ จนถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับที่เล็กที่สุด อย่างเรื่องของวิทยาศาสตร์รหัสพันธุกรรมและอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์

เพราะไม่ว่าจะก้าวหน้าอย่างล้ำสมัย หรือว่าเดินไปบนเส้นทางแห่งการคลี่คลายปมจากอดีต “เราทุกคนต่างต้องการทัศนคติที่ถูกทาง” E-Book ที่เจาะ เทรนด์โลก 2020 บอกไว้ชัดเจน

ทัศนคติที่ถูกทางจะเป็นดั่งพลังในการสร้างสิ่งใหม่ ทลายทุกข้อจำกัดเพื่อให้ได้มาซึ่งวันที่ดีกว่า ในปีนี้การปฏิวัติที่แท้จริงจึงมาในรูปแบบของทางแก้ปัญหา ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่จะลงมือออกแบบอนาคตที่หวังไว้ด้วยตัวเราเอง

ปี 2020 จึงเป็นปีแห่งพลังบวก ปีที่มนุษยชาติเดินหน้าต่อไปได้ด้วยความความเข้าใจที่เกิดขึ้นจากเครื่องมือที่หลากหลาย ทั้งจากกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) สู่การลงมือทำเชิงสร้างสรรค์ (Design Doing)

จากนโยบายเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่การมีชีวิตอยู่อย่างรับผิดชอบต่อสังคม การส่งเสริมการมีส่วนร่วมจนถึงการเห็นความสำคัญของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ทั้งหมดนี้อยู่บนการให้ความสำคัญด้านจิตใจเป็นที่หนึ่ง โดยไม่ละทิ้งนิยามความสุขแสนธรรมดา วัฒนธรรมการแบ่งปันการใช้ชีวิต และความกล้าแชร์ความรู้สึกที่อยู่ลึกในจิตใจกับคนอื่นๆ ส่วนสุดท้าย คือ การสร้างสรรค์ให้เทคโนโลยีก้าวข้ามเขตแดนความเป็นมนุษย์ได้ไกลมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ทั้งหมดนี้เป็นบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ อยู่กับความเปลี่ยนแปลงในทางสร้างสรรค์ ที่คาดว่าทุกคนจะได้เห็นกันในปีหน้า


เผยพลังบวกของคนแต่ละเจน ช่วยขับเคลื่อนปี 2020 ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเชิงสร้างสรรค์ได้จริง

เมื่อเทรนด์โลกปรับเปลี่ยนไป แนวคิดและทัศนคติของคนแต่ละเจนก็มีความเปลี่ยนแปลงไปด้วย ดังนั้น เพื่อแนะแนวทางให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้รู้ทันแนวคิดของคนทุกช่วงวัย E-Book เรื่อง เจาะเทรนด์โลก ปี 2020 จึงได้เจาะลึกเข้าไปในความคิดของกลุ่มคนแต่ละวัย และนำมาบอกเล่าให้ฟังในแบบที่เข้าใจได้ง่ายๆ ดังนี้

Baby boomer (อายุ 55-73 ปี) อายุเป็นเพียงตัวเลข

ทัศนคติ คนกลุ่มนี้มองว่าอายุเป็นเพียงค่ากลางสำหรับเรื่องแฟชั่นและความงาม ปี 2018 บริษัท JWT Intelligence ศึกษาพบว่า 91% ของผู้หญิงอายุระหว่าง 53-72 ปี ต้องการให้โฆษณาต่างๆ ใส่ใจพวกเธอเหมือนประชาชนทั่วไป โดยไม่ถูกจัดหมวดหมู่ว่าอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ขณะที่กระแสเรื่องการเคารพตนเองที่ถูกจุดขึ้นมาโดยเจนอื่น ส่งผลต่อคนในกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ด้วย เพราะจากกระแสนี้นี่เองที่นำมาสู่การรีแบรนด์ใหม่ให้กับคำว่า “Anti-Aging” อย่างกรณีที่ Royal Society for Public Health ประเทศอังกฤษ ได้ผลักดันให้โฆษณาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวยกเลิกการใช้คำว่า “ต่อต้านริ้วรอย” โดยมีเสียงสะท้อนกว่าครึ่งจากเหล่าเบบี้บูมเมอร์ ที่รู้สึกตรงกันว่ารำคาญใจเมื่อเห็นโฆษณาที่มีการรีทัชภาพที่ดูอ่อนวัยเกินจริง ซึ่งแท้จริงแล้วควรคงภาพลักษณ์ที่แท้จริงและให้ความสำคัญกับความรู้สึกของผู้คนมากกว่า

พฤติกรรมและกิจกรรมที่เข้าร่วม เจนที่รวยทั้งเงินและเวลาอย่างเบบี้บูมเมอร์นี้ ยังคงครองแชมป์เรื่องความมั่งคั่งไปจนถึงช่วงปี 2030 ดังนั้น ในการจะดึงดูดคนกลุ่มนี้ แบรนด์ควรนำเสนอความจริงและสิ่งที่จับต้องได้มาเป็นอันดับต้นๆ ในการโฆษณา เช่น ในปี 2018 กุชชี่ (Gucci) ดึงนักแสดง เฟย์ ดันอเวย์ (Faye Dunaway) มาเป็นนางแบบในคอลเล็กชันใหม่ โดยหยิบเรื่องราวของเธอในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 มาเป็นธีมหลัก ซึ่งเป็นช่วงที่เธอประสบความสำเร็จสูงสุด

นอกเหนือจากนี้ เหล่าผู้อาวุโสยังได้สร้าง สุนทรียะแบบไร้เรื่องอายุ นิยามใหม่ของการเสพความสุขจากการทำกิจกรรมที่ชอบ เช่น พวกเขารักการท่องเที่ยวอย่างมีข้อมูล โดยข้อมูลจาก Expedia Group Media Solutions แสดงให้เห็นว่า เบบี้บูมเมอร์กว่า 86% ใช้แล็ปท็อปและอุปกรณ์ไอทีต่างๆ เพื่อค้นหาแรงบันดาลใจในการเดินทาง โดยจะเลือกเฟ้นข้อตกลงที่ดีและคุ้มค่าที่สุดสำหรับการใช้จ่ายต่อครั้ง พร้อมทั้งยังมีการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณก่อนการเดินทางด้วย

สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการที่ต้องการ ถ้าคิดในแง่ว่าเบบี้บูมเมอร์เป็นเจนที่ถือเงินก้อนใหญ่ภายหลังเกษียณ และกำลังสร้างความต้องการบริการทางการเงิน หรือแพลตฟอร์มที่ช่วยวางแผนเพิ่มโอกาสการลงทุน รวมทั้งสร้างความเข้าใจที่ดีเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเงินของตนเองมากขึ้น

นอกจากนั้น เทคโนโลยีที่จะโดนใจเจนนี้อย่างมาก คือ นวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มโอกาส โดยเฉพาะการขนส่งและการเดินทางอย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันเรียกรถยนต์ (Car Sharing) สำหรับคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ เช่น แอปพลิเคชัน GoGoGrandparent ตลอดจนเทคโนโลยีรถแบบไร้คนขับ ซึ่งนับว่าจะเป็นก้าวสำคัญในการปฏิวัติความก้าวหน้าสำหรับการเดินทางของผู้สูงอายุที่อิสระ สะดวก และสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นได้

ศักยภาพต่อธุรกิจ การแผ่ขยายของ Aging Society กำลังครอบคลุมทุกประเทศทั่วโลกก็ว่าได้ ปรากฏการณ์นี้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโครงสร้างประชากรครั้งใหญ่ ซึ่งไม่ได้ส่งผลต่อเรื่องพื้นที่อยู่อาศัยและการดูแลสุขภาพเท่านั้น แต่หมายถึงธุรกิจค้าปลีกที่ต้องปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบป้ายฉลากสินค้า การบริการเดลิเวอรี ขณะที่เจนเบบี้บูมเมอร์บางกลุ่มตัดสินใจลดขนาดจากบ้านหลังใหญ่ สู่พื้นที่พักอาศัยขนาดเล็กลง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ รวมทั้งอุปกรณ์เสริมและปรับปรุงบ้านอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ปีหน้า การออกแบบจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาและเติมเต็มช่องว่างระหว่างวัย

Gen X (อายุ 44-54 ปี) กลุ่มตลาดทรงพลังที่ต้องจับให้มั่น

เจนเอ็กซ์ก็เป็นตัวแทนของกลุ่มตลาดที่ทรงพลัง ด้วยจำนวนที่มีมากกว่า 1.4 พันล้านคนทั่วโลก โดยจีนเป็นประเทศที่มีจำนวนเจนเอ็กซ์มากที่สุดในโลกตามด้วยอินเดีย อเมริกา ตามลำดับ ทั้งนี้สัดส่วนของเจนเอ็กซ์ต่อประชากรทั้งหมดที่สูงสุดพบในประเทศยุโรปตะวันตก ซึ่งส่งผลต่ออัตราการบริโภคของเจนนี้ในแทบทุกภูมิภาค

บุคลิกที่น่าสนใจของคนเจนนี้ คือ เรียนรู้ที่จะนำความรู้ต่างๆ ไปปรับใช้กับความเป็นจริง การหยิบยกเอากรณีตัวอย่างหรือโอกาสในการได้ทดลองทำจริงเพื่อค้นหาคำตอบหรือแสดงให้เห็นทักษะต่างๆ จึงเป็นกุศโลบายที่ได้ผลกับเจนนี้

มีรายงานล่าสุดที่น่าสนใจเกี่ยวกับคนเจนเอ็กซ์จาก Marketing for the Jilted Generation โดย Linklin ระบุว่า 51% ของเจนเอ็กซ์ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย รู้สึกกดดันกับการต้องมีบ้านที่สวยงาม เนื่องจากการมีบ้านที่สวยนั้นสำคัญต่อคนเจนเอ็กซ์ เพราะเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงรสนิยม ความเป็นอิสระ และสะท้อนภาพลักษณ์ของตนเอง

พฤติกรรมและกิจกรรมที่เข้าร่วม เจนเอ็กซ์เป็นเจนที่ใช้จ่ายมากเมื่อเปรียบเทียบกับเจนอื่น แต่แบรนด์ต่างๆ กว่า 54% กลับมองข้ามโอกาสทางธุรกิจกับเจนนี้ไปอย่างน่าเสียดาย เพราะคนวัยนี้เป็นกลุ่มที่มีพลังทั้งเรื่องการใช้จ่าย การดูแลครอบครัว ตลอดจนการมีส่วนร่วมตัดสินใจทางการเมือง ก็อยู่ในมือของคนเจนเอ็กซ์ เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งอย่างที่แท้จริง

ในเรื่องของการเดินทางท่องเที่ยว เจนนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นนักเดินทางที่มีครอบครัวเป็นศูนย์กลาง โดย 70% ของเจนเอ็กซ์ ท่องเที่ยวโดยให้ครอบครัวเป็นศูนย์กลาง เน้นสร้างความสุขให้กับสมาชิกทุกคนอย่างเท่าเทียมตลอดทริป โดยกว่า 65% เลือกสถานที่ท่องเที่ยวเป็นพิพิธภัณฑ์ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม

สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการที่ต้องการ ด้วยตารางชีวิตที่วุ่นวายและความรับผิดชอบต่อครอบครัว ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่า “Me Time” หรือช่วงเวลาสำหรับตัวฉัน จึงเป็นของมีค่าที่สุดสำหรับเจนเอ็กซ์ นำไปสู่การวางแผนให้ตรงต่อเวลาอยู่เสมอและไม่มองข้ามรายละเอียดอันจุกจิก การมองหากิจกรรมสำหรับเข้าสังคมซึ่งสามารถเติมเต็มชีวิตได้ในเวลาอันสั้น ทำให้เกิดกิจกรรมใหม่ เช่น Yoga Brunch ซึ่งเป็นการรวมการออกกำลังกายเข้ากับการเข้าสังคมไปด้วย

ศักยภาพต่อธุรกิจ เจนเอ็กซ์ได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายที่รักครอบครัวอย่างที่กล่าวมา ดังนั้น นวัตกรรมสินค้าและบริการที่ช่วยประหยัดเวลา เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพ ความเป็นอยู่ และผลิตภัณฑ์ต่อต้านริ้วรอย ทั้งเพื่อตนเองและคนในครอบครัว จึงดึงความสนใจจากเจนเอ็กซ์ได้ไม่ยาก

ด้วยอุตสาหกรรมเพลงและแฟชั่นในช่วงวัฒนธรรมหนุ่มสาวยุค 1990 ทำให้เจนเอ็กซ์เติบโตมาท่ามกลางความเท่ ซึ่งยังคงมีลมหายใจจนถึงวันนี้ และเนื่องจากพวกเขามีกำลังซื้อมหาศาล จิตวิญญาณของวัฒนธรรมความเท่นี้จึงยังคงอยู่ ดังนั้น ทั้งคอนเสิร์ตร้านอาหาร เสื้อผ้า และสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ทำให้ “Middle Age” กลับมารู้สึกว่าเป็น “Middle Youth” ได้ จะสามารถครองใจผู้บริโภคเจนนี้ได้แน่นอน

Gen Millennial (อายุ 23-38 ปี) สร้างสุขได้ด้วยตนเอง

ทัศนคติ เป็นเจนที่ชื่นชอบการทำอะไรตามใจตนเองโดยไม่ยึดตามกระแสหลัก เป็นมนุษย์ JOMO หรือ Joy of Missing Out สามารถเติมเต็มทุกวันได้แม้ไม่ออกจากบ้าน หรือเสพความบันเทิงในโลกอินเทอร์เน็ต ด้วยการสร้างกิจกรรมเสริมสุขภาวะที่ดีต่อร่างกายและจิตใจ ตั้งแต่การเดลิเวอรีอาหารดีๆ มารับประทาน การเลือกสรรวิธีปรนนิบัติผิวพรรณ และเพิ่มความบันเทิงจากทีวีหรือรายการโทรทัศน์สตรีมมิง นี่เป็นวิธีเข้าถึงการพักผ่อนแสนสุขของคนเจนนี้

คนเจนมิลเลนเนียลมักเลือกที่จะลงทุนกับการกู้ยืมหรือผ่อนบ้าน ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่เร็วกว่าเจนเบบี้บูมเมอร์ และยังยินดีที่จะจ่ายเงินให้กับประสบการณ์ที่แปลกใหม่ หรือสร้างโมเมนต์ที่ดี เพื่อโพสต์บนสื่อโซเชียลมีเดีย แม้ว่าจะต้องจ่ายในราคาที่สูงขึ้นหากเทียบกับการซื้อของแบรนด์เนมที่จับต้องได้ โดยอ้างอิงตัวเลขได้จากรายงานการตลาดของ Eventbrite แพลตฟอร์มผู้ให้บริการตั๋วเข้าร่วมงานอีเวนต์ที่ระบุว่า ชาวมิลเลนเนียล 72% ยินดีจ่ายเงินให้กับประสบการณ์ที่ยากจะเข้าถึง โดยไม่เขินอายที่จะใช้บัตรเครดิตจนเต็มวงเงินภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

พฤติกรรมและกิจกรรมที่เข้าร่วม ชาวมิลเลนเนียลชื่นชอบการซื้อของออนไลน์เป็นชีวิตจิตใจ เปรียบเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ของการใช้ชีวิต การคัดเลือกสินค้าที่ดีที่สุดหรือได้ราคาคุ้มค่าที่สุดเป็นเหมือนชัยชนะของการช้อปปิง ยิ่งไปกว่านั้น คือ การได้รับประสบการณ์ซื้อของทางออนไลน์ที่ไม่เหมือนใคร อย่างการออร์เดอร์สินค้าพรีเมียมหรือสินค้าที่มีคุณสมบัติแตกต่างเฉพาะบุคคล การได้รับสินค้าลดราคาเฉพาะลูกค้าวีไอพีตลอดจนการเป็นสมาชิกที่ได้รับสิทธิพิเศษทั้งหมดนี้เป็นความภูมิใจเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถตอบโจทย์การตัดสินใจเรื่องการใช้จ่ายได้

สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการที่ต้องการ ในปี 2018 ผลสำรวจทั่วโลกจาก International Workplace Group พบว่า หลายบริษัทเริ่มปรับเปลี่ยนการจ้างงานที่สามารถทำได้จากที่บ้านและรับอัตราพนักงานฟรีแลนซ์มากขึ้นถึง 56% ซึ่งเป็นที่มาของชุมชนคนทำงานที่บ้านที่เป็นชาวมิลเลนเนียลมากถึง 75%

บ้านสำหรับชาวมิลเลนเนียลยุคนี้จึงจำเป็นต้องเอื้อต่อการทำงานยุคใหม่ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อม อุปกรณ์ หรือเฟอร์นิเจอร์ สิ่งเหล่านี้ต้องตอบโจทย์การทำงานที่สมดุลกับการใช้ชีวิต ทั้งการให้บริการเครื่องมือดิจิทัล มี Wi-Fi ที่รวดเร็วมากพอ ฯลฯ

ศักยภาพต่อธุรกิจ ร้านค้าที่สามารถตอบโจทย์การสร้างบรรยากาศ Feel Like Home จะกลายเป็นแลนด์มาร์กที่ดี เพราะถึงแม้ว่าชาวมิลเลนเนียลจะชื่นชอบการใช้บริการร้านค้าออนไลน์เป็นอันดับต้นๆ แต่การออกไปใช้บริการที่ร้านค้าออฟไลน์ก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะคนกลุ่มนี้จะตัดสินใจไปหน้าร้านก็ต่อเมื่อออกไปแล้วจะได้รับสิทธิพิเศษดั่งลูกค้าคนสำคัญ ได้ประสบการณ์การบริการที่มากกว่าร้านทั่วไป หรือได้รับส่วนลดในราคาที่ดีกว่าการใช้บริการทางออนไลน์

ชาวมิลเลนเนียลขึ้นชื่อเรื่องการปรับตัวเข้ากับเจนอื่นได้ดี และยินดีจะเข้าร่วมหรืออยู่ร่วมกับคนเจนอื่นในบริบทต่างๆ ดังนั้น ธุรกิจที่จะเข้ามารับพฤติกรรมเหล่านี้คือธุรกิจ “แชร์” ไม่ว่าจะเป็น Co-Living, Co-Working หรือแม้แต่ธุรกิจแชร์รถอย่าง Ride-hailing ก็จะครองใจคนเจนนี้ได้แน่นอน

Gen Z (อายุ 4-24 ปี) เจนที่เปิดกว้างและปรับตัวได้ดีที่สุด

ทัศนคติ เจนซีได้ชื่อว่าเป็นผู้บริโภคที่ใจกว้างที่สุดในการตั้งรับกับสิ่งแปลกใหม่ หรือการเปลี่ยนค่านิยมใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม พวกเขาวางแผนการใช้ชีวิตเป็นการลงทุนสำหรับชีวิตระยะยาว ขณะเดียวกัน เจนนี้ยังคิดวิธีการหาเงินตั้งแต่อายุยังน้อย รวมถึงมีทัศนคติเรื่องการเรียนต่อและทำงานที่ต่างจากเจเนอเรชันก่อนๆ ตรงที่เด็กวัยนี้ไม่แยกการเรียนและงานออกจากกัน เพราะถือว่าการเรียนคือการเดินทางสู่ชีวิตวัยทำงาน ดังนั้น หากรู้ความชอบของตัวเองในช่วงวัยเรียนก็สามารถลงมือทำงานที่เกี่ยวข้องได้เลย

นอกจากนั้น รายงานจาก Common Sense Media เปิดเผยว่ากลุ่มคนวัยนี้ใช้เวลาอยู่ในโลกออนไลน์เฉลี่ยยาวนานถึง 9 ชั่วโมงต่อวัน และมีจำนวนถึง 60% ที่ใช้โซเชียลมีเดียเทียบเท่ากับการถือศีล คือจำเป็นต้องเช็กตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นจะรู้สึกไม่ทันโลกและผิดต่อเพื่อนในโลกโซเชียล

พฤติกรรมและกิจกรรมที่เข้าร่วม แม้เจนซีจะเสพติดสื่อโซเชียลแต่พวกเขาก็เป็นคนขี้เหงามากที่สุดเช่นกัน เพราะการเติบโตมาพร้อมกับโลกออนไลน์ จึงทำให้ไม่ถนัดด้านการแสดงออกและสื่ออารมณ์กับผู้คนในโลกแห่งความจริง หรือถ้าต้องการแสดงออกก็มักจะเล่นใหญ่ด้วยการแสดงออกอย่างสุดขั้ว ดังนั้น การเลือกใช้ช่องทางออนไลน์หรือแพลตฟอร์มของเด็กกลุ่มนี้ จึงมักเลือกจากช่องทางที่ให้พื้นที่ส่วนตัว รู้สึกปลอดภัย และสามารถโพสต์รูปหรือเขียนข้อความได้อย่างอิสระโดยไม่ถูกจับผิด

สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการที่ต้องการ Eco-Friendly เป็นคุณสมบัติต้นๆ ที่คนเจนซีใช้ในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและการบริการ โดยผลสำรวจปี 2018 จาก Piper Jaffray พบว่าภายใน 1 ปี เจนซีอเมริกันใช้จ่ายไปกับสินค้าสกินแคร์และผลิตภัณฑ์เสริมความงามเพิ่มขึ้น 18% ซึ่งนับว่าเร็วกว่าคนกลุ่มมิลเลนเนียลในช่วงวัยเดียวกัน และผลิตภัณฑ์ที่เจนซีให้ความสนใจมักอยู่ในกลุ่มสินค้าที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ รู้จักดูแลตัวเองไม่เฉพาะในเด็กผู้หญิง และพบว่า 85% ของลูกค้าช่วงอายุ 12-24 ปี เข้าไปรักษาสิวที่คลินิกความงามบ่อยจนกลายเป็นความเคยชิน

ศักยภาพต่อธุรกิจ เจนซีไม่อินกับการซื้อสินค้าหรือเข้าร่วมกิจกรรมจากอินฟลูเอนเซอร์ นิยามของการทำตามกระแสของเจนซีคือ การมองหาความต่างในวัฒนธรรมย่อย ด้วยการค้นข้อมูลจากศูนย์กลางการรวมตัวของผู้ชอบสิ่งที่เหมือนกัน หรือสร้างแพลตฟอร์มและรวมตัวผู้ที่สนใจเรื่องเดียวกันด้วยตนเอง กล้าที่จะเข้าไปในสังคมต่างเมืองซึ่งมีวัฒนธรรมที่แตกต่าง ไลฟ์สไตล์นี้เรียกว่า Friendly Digital Nomad เพราะไม่เพียงเข้าไปในแหล่งชุมชนต่างถิ่น แต่การท่องเที่ยวสไตล์เจนซียังชื่นชอบการสร้างประสบการณ์ร่วมกับคนในชุมชน อย่างการร่วมทำแคมเปญกับชาวบ้านเพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อม

Gen Alpha (แรกเกิด-9 ปี) เกิดมาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย

ทัศนคติ เด็กที่โตขึ้นมาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิทัลครบครันนี้ จะมองเทคโนโลยีเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน การค้นหาความรู้หรือสิ่งแปลกใหม่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกวันจนแทบไม่ต้องถามพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ที่คอยให้คำแนะนำ โดยจะเติมเต็มความรู้และค้นหาคำตอบได้เองจากการเปิดอินเทอร์เน็ต ใช้โซเชียลมีเดีย หรือเรียนรู้ทักษะรอบตัวจากยูทูบ

เจนอัลฟาคือเจเนอเรชันแรกที่ถูกปลูกฝังเรื่องสุขภาวะ (Well-Being) ตั้งแต่วัยเด็กโดยเจนเอ็กซ์และเจนมิลเลนเนียล เพื่อมุ่งหวังให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต เด็กอัลฟาจึงสามารถปรับตัวและรับกิจกรรมเชิงจิตวิทยาได้ดี เช่น การเลือกรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย

พฤติกรรมและกิจกรรมที่เข้าร่วม เด็กอัลฟารู้ตัวว่าตนเองจะต้องเติบโตอย่างมีคุณภาพ พวกเขายินดีที่จะตอบสนองต่อกิจกรรมต่างๆ ที่สามารถเอื้อประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจ โดยมีงานวิจัยจาก Harvard ระบุว่า ร่างกายและสมองของเจนอัลฟาสามารถปรับตัวต่อกิจกรรมที่โรงเรียนเตรียมไว้ได้ดี ขณะเดียวกันก็สามารถแยกประสาทการรับรู้เมื่อต้องนอนหลับและพักผ่อน เด็กเหล่านี้สามารถใช้เวลาหลับได้อย่างมีคุณภาพหากเทียบกับเด็กวัยเดียวกันในเจเนอเรชันอื่น

สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการที่ต้องการ รายงานจากสหประชาชาติระบุว่า ภายในปี 2050 พ่อแม่ที่เป็นกลุ่มมิลเลนเนียลจะผลักดันครอบครัวสู่ชุมชนเมือง เพื่อโอกาสที่ดีสำหรับอนาคตลูกน้อย ดังนั้น ภายใต้ปัจจัยที่มีข้อจำกัดด้านเนื้อที่ในเขตเมือง จึงต้องอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลสร้างโลกเสมือน Extended Reality (XR) เพื่อเปิดกว้างประสบการณ์การใช้ชีวิตในพื้นที่คับแคบให้แปลกใหม่และท้าทายตลอดเวลา

ศักยภาพต่อธุรกิจ รายงานสำรวจจาก Mintel ระบุว่าพ่อแม่ชาวมิลเลนเนียลมักเลือกเสื้อผ้าให้ลูกน้อยที่อายุต่ำกว่า 12 ปี ด้วยเสื้อผ้าที่ไม่ระบุเพศ อีกทั้งยังเป็นเสื้อผ้าในสไตล์ที่ดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่าอายุ ในขณะเดียวกันมีการทดสอบเชิงจิตวิทยาที่ชวนเด็กผู้ชายเข้า The Phluid Project ร้านเสื้อผ้าที่เน้นจุดขายคือเป็นเสื้อผ้าที่ไม่แบ่งแยกเพศในนิวยอร์ก พบว่าเด็กรู้สึกสบายใจที่จะเดินในร้านที่จำหน่ายเสื้อผ้าไม่ระบุเพศ หรือเข้าไปในโซน GenderFree ด้วยตนเอง แทนที่จะเลือกเข้าร้านเสื้อผ้าเด็กโซนผู้ชายโดยเฉพาะ


ที่มา : E-Book เจาะเทรนด์โลก 2020: Positive Power (13 ก.ย. 2562) Resource : Creative Thailand เผยแพร่ในเว็บไซต์ TCDC


ยังมีอีกหลายเทรนด์ให้อัปเดต เพื่อเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทุกด้านที่จะเข้ามาในปี 2020 อย่างมีสติ

ชี้เป้า ความท้าทายที่ต้องก้าวผ่าน เพื่อขับเคลื่อน ‘เศรษฐกิจไทย ปี 2563’ ให้ไปได้ไกลดังหวัง

‘Classic Blue’ 19-4052 รหัสนี้จำให้ดี โทนสีเด่น Pantone Color of the year ปี 2020

อาชีพ 2020 ชี้เทรนด์-ทักษะ-แรงจูงใจ 8 อาชีพสุดฮิต ติดอันดับในโลกเทคโนโลยีและดิจิทัล