ปัญหาเดียวกับแวดวงการศึกษา วงการกีฬา เด็กเกิดน้อย ไม่มีตัวตายตัวแทน ภาพสะท้อน “คีริน ตันติเวทย์”

808

การกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งของสมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 30 ณ ประเทศฟิลิปปินส์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ถือเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ไม่น้อย จากสมาคมที่ถูกปรามาสด้วยห่างหายจากความภูมิใจมาอย่างยาวนาน แต่กลับประสบความสำเร็จเกินความคาดหมายอย่างมาก


จากเดิมที่วงการกรีฑาไทยเคยเป็นเทพแห่งอาเซียนและถึงขั้นเคยเป็นเต้ยในเอเชียคือ ยุคทองของ สุชาติ แจสุรภาพ และต่อเนื่องมาจนนักกรีฑารุ่นน้องทั้งประเภทลู่และประเภทลาน โดยเฉพาะทีมวิ่งผลัด 4×100 ทั้งชายและหญิงซึ่งเป็นที่เกรงกลัวของคู่แข่งเป็นอย่างมาก แต่แล้วก็ค่อยๆ เฟดตัวลงจนกระทั่งห่างหายไร้ร้างบัลลังก์เหรียญ

ปัญหาสำคัญก็คือ การขาดช่วงของการสานต่อความสำเร็จจากรุ่นสู่รุ่น พูดอีกแบบก็คือ ไม่มีตัวตายตัวแทน แม้เราจะมีโรงเรียนกีฬาในการสร้างคน มีโควตาช้างเผือกสำหรับนักกีฬาในการเรียนต่อระดับอุดมศึกษา และมีการจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติในระดับต่างๆ ทว่า ก็ดูเหมือนจะไม่เพียงพอต่อความต้องการจำนวนนักกีฬาชั้นนำ

ไม่ต้องเอ่ยถึงการทำลายสถิติในวงการกรีฑาโลก เอาแค่ซีเกมส์ที่มีคู่แข่งเพียง 10 ประเทศ และเอาเข้าจริงก็มีคู่ขับเคี่ยวเจ้าเหรียญทองกรีฑาแค่ 2 หรือไม่เกิน 3 ชาติเท่านั้น นักกรีฑาทีมชาติไทยยังว่างเว้นจากความสำเร็จที่เคยสร้างชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน ยิ่งมาประสบกับปัญหาเด็กเกิดน้อยในยุคปัจจุบันเข้าไปอีก ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่

เราจึงได้เห็นการดิ้นรนของสมาคมกีฬาต่างๆ ที่ก็ประสบปัญหาเด็กเกิดน้อยเช่นเดียวกันทำให้ขาดช่วงการสานต่อถ่ายเลือดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเทนนิส ว่ายน้ำ ยิมนาสติก ยิงปืน มวยสากลสมัครเล่น แม้กระทั่งกอล์ฟ สนุกเกอร์ จะมีข้อยกเว้นก็คือ เทควันโด ยกน้ำหนัก วอลเลย์บอลที่ดูเหมือนจะมีการทำงานอย่างเป็นระบบมากที่สุดต่อปัญหานี้

ทางออกหนึ่งซึ่งหลายประเทศนิยมทำกันคือการนำเข้าลูกครึ่งดาวรุ่งจากต่างประเทศที่มีเชื้อสายหรือสัญชาติไทย ไม่ของคุณพ่อก็ของคุณแม่ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เป็นโมเดลที่สิงคโปร์และฟิลิปปินส์ แม้กระทั่งอินโดนีเซีย คู่แข่งสำคัญในชาติอาเซียนเคยใช้และประสบความสำเร็จมาแล้ว จะมีก็แต่มาเลเซีย และกลุ่มประเทศอินโดจีนที่มีแนวคิดชาตินิยมเท่านั้น

ไทยเราเองก็เริ่มทนไม่ไหวกับการหานักกีฬาเยาวชนขึ้นไปป้อนทีมชาติชุดใหญ่ไม่ทันทำให้ขาดความต่อเนื่อง เราจึงได้เห็นรายชื่อนักฟุตบอลลูกครึ่งจำนวนมากที่ฟังชื่อและนามสกุลแล้วคิดว่าเป็นนักบอลยุโรปหรือตะวันออกกลางติดทีมชาติชุดใหญ่กันหลายต่อหลายคน ทั้งทีมชายและทีมหญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการจักรยาน ไม่ว่าจะเป็น อแมนดา คาร์ หรือ จาย อังค์สุธาสาวิทย์ ที่แจ้งเกิดจากซีเกมส์และเอเชียนเกมส์มาแล้ว

คีริน ตันติเวทย์ หรือ “คีแรน” (Kieran)

โดยซีเกมส์ครั้งล่าสุดนี้ สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ก็ได้มีนักกีฬาลูกครึ่งแจ้งเกิดเป็นซุป’ตาร์กรีฑาอีกดวงคือ คีริน ตันติเวทย์ หรือ “คีแรน” (Kieran) นักวิ่งปอดเหล็กเลือดใหม่ของวงการกรีฑาโลกอายุ 22 ปี นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ ชั้นปี 4 ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา

“คีแรน” เคยเป็นดาวโรจน์ของวงการกรีฑาสหรัฐฯ โดยหนังสือพิมพ์ The Washington Post เคยตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ลง Section กีฬามาแล้ว และในซีเกมส์ครั้งนี้ “คีแรน” คว้ามาได้ 2 เหรียญทองจากการวิ่ง 5,000 เมตร และ 10,000 เมตร โดยเป็นนักกรีฑาคนแรกที่ไม่ได้อยู่ร่วมในช่วงพิธีรับเหรียญเนื่องจากรีบกระโดดขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับไปสอบที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกาทันที  หลังจากทำเรื่องขอกลับมารับใช้ชาติเป็นการชั่วคราว

สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการสร้างนักกีฬารุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทนนักกีฬารุ่นพี่ได้ไม่ทันการณ์ของทีมนักกีฬาไทย ดังที่ได้วิเคราะห์มาทั้งหมด ซึ่งปัญหาของวงการกีฬาก็เช่นเดียวกับปัญหาที่เกิดขึ้นในแวดวงการศึกษา คือเด็กเกิดน้อย ทำให้ไม่มีตัวตายตัวแทนที่จะมารับช่วงต่อ เพราะสร้างคนขึ้นมาไม่ทัน ดูได้จากภาพสะท้อนในกรณีศึกษาของ “คีแรน” คีริน ตันติเวทย์ดังที่เขียนมานั่นเอง