จีนปั้นเกษตรอาชีวะ 1 ล้านคน ยกระดับชนบทสู่ดินแดนศิวิไลซ์ด้านอาหาร

5421

เมื่อไม่กี่วันก่อน เพจเฟซบุ๊กของไชน่า ซินหัว นำรายงานข่าวเล็กๆ ชิ้นหนึ่งของไชน่า เอ็ดดูเคชั่น เดลี่ มาเผยแพร่ สรุปเนื้อหาได้ว่า จีนได้ดำเนินการก่อตั้งโรงเรียนคุณภาพ 100 แห่ง เพื่อผลิตผู้มีความรู้ความสามารถทางด้านการเกษตรและการฟื้นฟูชนบท โดยโรงเรียนที่ก่อตั้งขึ้นมานี้จะมีทั้งที่เป็นวิทยาลัยอาชีวศึกษาด้านการเกษตร โรงเรียนวิทยุและโทรทัศน์การเกษตร รวมทั้งศูนย์อาชีวศึกษาระดับอำเภอ


ในเนื้อหาของข่าวระบุว่า การขยับขยายวิทยาลัยอาชีวศึกษาในปี 2019 ได้เปิดประตูแห่งการศึกษาระดับสูงแก่เกษตรกร ซึ่งถือเป็นมาตรการสำคัญในการฟื้นฟูการอาชีวศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร และการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

ข่าวนี้ได้เปิดเผยด้วยว่ามีเกษตรกรราว 35,000 คน รวมถึงสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ระดับหมู่บ้านและคณะกรรมการหมู่บ้านมากกว่า 6,000 คน ได้สมัครเข้าเรียนในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร

โดยรัฐบาลจีนตั้งเป้าหมายฝึกอบรมให้เป็นเกษตรกรมากความรู้ความสามารถที่ได้รับการศึกษาระดับอาชีวะและรู้จักบุกเบิกตลาดจำนวน 1 ล้านคน ภายในเวลา 5 ปี เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเกษตรกรรมและพื้นที่ชนบท รวมถึงชี้นำการเพิ่มรายได้ของเพื่อนร่วมอาชีพด้วย


5 แนวทางการพัฒนาเกษตรกรของจีน

ด้วยจำนวนประชากรที่มีมากถึง 1,367 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งโลก ขณะเดียวกัน มีพื้นที่เพาะปลูกทางด้านการเกษตรเพียงร้อยละ 6 ของโลก แต่ต้องเลี้ยงคนร้อยละ 20 ของโลก ดังนั้น ความมั่นคงด้านอาหาร จึงเป็นภารกิจสำคัญที่สุดภารกิจหนึ่งที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

โดยรัฐบาลจีนได้วางแนวทางการพัฒนาเกษตรกรไว้ 5 ด้าน ได้แก่

  • 1. เร่งพัฒนาความทันสมัยทางการเกษตรและการเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาทางการเกษตร
  • 2. เพิ่มรายได้เกษตรกรและสร้างแรงจูงใจในการเพิ่มสิทธิประโยชน์แก่เกษตรกร
  • 3. ส่งเสริมการพัฒนาชนบทให้มีความทันสมัย
  • 4. เพิ่มกิจกรรมการพัฒนาชนบทและการปฏิรูปอย่างเข้มข้น
  • 5. สร้างความเข้มแข็งด้านกฎหมาย

ให้เบ็ดดีกว่าให้ปลา

จากข้อมูลของ วัชราภรณ์ พรหมพินิจ และ กฤษณะ สุกันตพงศ์ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครหนานหนิง สะท้อนแนวทางการพัฒนาเกษตรกรของจีนว่าใช้หลักการให้เบ็ดดีกว่าให้ปลา คือ กุญแจไขความสำเร็จในการขจัดปัญหาความยากจนในพื้นที่ (เกษตร) ชนบทห่างไกลของกว่างซี โดยรัฐบาลกว่างซีมองว่า ก่อนอื่นต้องสร้างถนน ไฟฟ้า น้ำประปา และนำเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้าไปใช้ส่งเสริมประสิทธิภาพของการบริหารจัดการภาคการเกษตรในพื้นที่ และการค้าสินค้าเกษตรออนไลน์ก่อน

Liuzhou Guantang Bridge

ยกตัวอย่าง เมืองหลิ่วโจว (Liuzhou) แม้จะได้ชื่อว่าเป็นเมืองอุตสาหกรรมชั้นนำ และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของกว่างซี แต่ยังมีพื้นที่ชนบทห่างไกลอีกไม่น้อยที่เป็นพื้นที่เกษตรยากจน ภาครัฐได้นำแนวคิดการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาการค้าออนไลน์เพื่อสร้างรายได้ให้กับสินค้าเกษตรขั้นปฐมภูมิหรือขั้นต้น ขณะเดียวกัน เมืองหลิ่วโจวกำลังเร่งพัฒนาภาคการเกษตรสู่อุตสาหกรรมการเกษตร ด้วยการใช้โมเดลความร่วมมือระหว่าง “บริษัท + ฟาร์มเกษตร + เกษตรกร(ยากจน)” โดยบริษัทกับเกษตรกรทำข้อตกลงร่วมกัน เกษตรกรมีหน้าที่ปลูกพืชผลเกษตรให้ได้คุณภาพที่ดี โดยบริษัทจะรับซื้อในราคาที่สูงกว่าราคาท้องตลาด ให้การฝึกอบรมเพื่อสร้างงานสร้างอาชีพให้เกษตรกรเหล่านี้

ดังกรณีศึกษาของล่าย หยวนหยวนที่มีส่วนสำคัญช่วยให้คนในหมู่บ้านหลุดพ้นจากความยากจน หลังเรียนจบ เธอตัดสินใจกลับไปทำงานที่อำเภอยรงอัน เมืองหลิ่วโจว ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอ เริ่มบุกเบิกธุรกิจส้มทองซึ่งเป็นสินค้า OTOP ท้องถิ่นผ่านระบบ e-Commerce จำหน่ายไปทั่วประเทศจีน ปรากฏว่าสหกรณ์ของเธอจำหน่ายส้มทองได้เกือบ 30 ล้านหยวน และช่วยให้เกษตรกรกว่า 350 ครัวเรือนหลุดพ้นจากความยากจน

นอกจากนี้ การพัฒนาธุรกิจ e-Commerce ยังช่วยส่งเสริมให้เกิดการรวมแปลงเป็นเกษตรแปลงใหญ่ที่มีขนาดการผลิตคุ้มค่าต่อการลงทุน (economy of scale) ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร และวิสาหกิจชุมชน ช่วยให้การบริหารจัดการด้านต่างๆ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อาทิ การจัดการแหล่งน้ำ การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม การหาตลาดรองรับ และการกำหนดมาตรฐานการผลิต


2020 ปฏิรูปเกษตรกรนำสมัย

ในแผนปฏิบัติการของรัฐบาลจีนปี 2017 ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้ประกาศต่อคณะกรรมการกลาง พรรคคอมมิวนิสต์จีนว่า จะผลักดันการปฏิรูปภาคเกษตรครั้งใหญ่ของจีน โดยจะทำให้ภาคเกษตรของจีนมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น และเป็นเครื่องจักรแห่งการเติบโตตัวใหม่ของเศรษฐกิจจีน รวมทั้งทุ่มเงินประมาณ 450 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 16 ล้านล้านบาท ผ่านธนาคารเพื่อพัฒนาการเกษตร นำมาใช้ปฏิรูปการเกษตรของจีนให้ทันสมัย ภายในปี 2020 โดยได้ออกแผนปฏิบัติการปฏิรูปเกษตรกรรมนำสมัย ตั้งแต่ปี 2016-2020 อาทิ

  • เน้นสร้างนวัตกรรมในภาคเกษตร ส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับภาคเกษตร ปฏิรูปการผลิตตั้งแต่ระดับไร่นา
  • สนับสนุนให้เกิดสตาร์ทอัพทางด้านเกษตร ผู้ประกอบการใหม่ ส่งเสริมชาวชนบท เกษตรกร ให้สามารถทำธุรกิจได้
  • เน้นเพิ่มคุณภาพผลผลิต ความปลอดภัย ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภาคเกษตร ส่งเสริมเครื่องมือแก่ชาวไร่ชาวนา
  • จะต้องมีไร่นาคุณภาพ 53 ล้านเฮกตาร์ หรือ 331 ล้านไร่ ภายในปี 2020 
  • ฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีแก่เกษตรกร รวมถึงเรื่องความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม

การพัฒนาเกษตรอาชีวะของจีนในวันนี้จึงถือเป็นอีกก้าวจากความต่อเนื่องของนโยบายนั่นเอง


ความมั่นคงด้านอาหาร ไม่ได้สำคัญสำหรับคนจีนเท่านั้น แต่สำคัญสำหรับคนทั้งโลก

เพื่อ ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ รู้ไหมว่าสังคมโลกกำลังทำอะไรเพื่อ ‘อุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร’ ?

ถอดบทเรียน ยืมมือ ‘Agtech เทคโนโลยีทางการเกษตร’ และ R&D พลิกโฉมอุตสาหกรรมการเกษตรไปสู่ ‘เกษตรอัจฉริยะ’