Ford v Ferrari ภาพแสดงแทน การกลืนกลายของอาณานิคม

562

แฟนกอล์ฟทุกท่านย่อมต้องรู้จัก Ryder Cup เป็นอย่างดี

แต่สำหรับคอกีฬาทั่วไปที่อาจไม่คุ้นเคยแบบลงลึก Ryder Cup คือการแข่งขันกอล์ฟที่เป็นการดวลกันระหว่างทีมกอล์ฟสหรัฐอเมริกากับทีมกอล์ฟยุโรปที่สู้กันมาอย่างยาวนาน 93 ปี (.. 1927 – 2020)

จากที่ผมเคยร่ายมหากาพย์ สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน หรือการคุ้ยประวัติศาสตร์อเมริกาฉบับย่นย่อ ในช่วงต้นทศวรรษ 1920 นั้น อเมริกากำลังอยู่ในยุคทองของการพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นห้วงเวลาฟื้นฟูชาติใหม่หลังบอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่ 1

โดยเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่ารกรากสหรัฐอเมริกาเป็นการประกอบสร้างกัน 2 ส่วนระหว่างผู้อพยพชาวยุโรปกับคนผิวสีที่ไม่ว่าจะเป็นอินเดียนแดง ทาสแอฟริกัน หรือชาวฮิสแปนิก แต่การต่อสู้ขับเคี่ยวกันทางความคิดเห็นจะเป็นรูปรอยการปลดแอกอเมริกาจากยุโรป

อิทธิพลจากรากวัฒนธรรมยุโรปที่หยั่งลึกลงไปในแผ่นดินโลกส่งผลสะเทือนต่อคนอเมริกันยุคประกาศอิสรภาพเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางสังคม เห็นได้จากการสร้างวรรณกรรมจำนวนมากของนักเขียนอเมริกันที่พยายามแสดงให้เห็นรากความคิดที่ไม่ยอมขึ้นหรือตกอยู่ใต้ปรัชญาของยุโรป

ในทางการเมืองการต่อสู้ระหว่างสหรัฐอเมริกากับยุโรปประสบความสำเร็จเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ปี ค.. 1776 หรือที่รู้จักกันดีว่าเป็นวันประกาศอิสรภาพจากจักรวรรดิอังกฤษ โดยนัยหมายรวมถึงยุโรปแผ่นดินใหญ่ด้วย

สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ เมื่อการเปลี่ยนผ่านสิ้นสุดลง ยุโรปที่มีระบบศักดินาอันแข็งแกร่งและหยั่งรากลึกจากยุคโบราณกลับหลอมละลายระบอบนี้เข้ากับยุคสมัยได้มากกว่าอเมริกา ที่แม้จะประกาศตัวเป็นเสรีนิยมบูชาความเท่าเทียมแต่เมื่อพิจารณาลึกลงไปในทฤษฎีบริการจากสำนักอเมริกันต่างๆ แล้วอเมริกานี่เองที่เป็นชาติซึ่งใช้ระบอบศักดินาผู้ยกย่องวัฒนธรรมใช่ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับนายมากที่สุดในโลก!

ส่วนในทางเศรษฐกิจที่มีรากฐานจากนวัตกรรมและวิทยาการต่างๆ ซึ่งต้องยอมรับว่ายุโรปคือ รากอันแข็งแกร่งของวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ทั้งมวลโดยอเมริกาได้พยายามสู้ในประเด็นนี้มาตลอดและประสบความสำเร็จเกินหน้ายุโรปในหลายเรื่องดังมีทำเนียบผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาต่างๆ ของอเมริกาเป็นเครื่องพิสูจน์

อย่างไรก็ดีต้องยอมรับว่า ในมุมมองของภาคอุตสาหกรรมยุโรปเป็นผู้เริ่มต้นก่อน ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมหรือวิทยาการทั้งหลาย และโดยเฉพาะรสนิยมทางศิลปะที่จะส่งผลถึงรสนิยมการใช้ชีวิตทางวัฒนธรรมด้วย


รถยนต์คือ หนึ่งในภาพแสดงแทนของการกลืนกลายทางอาณานิคมระหว่างยุโรปและสหรัฐอเมริกา

ภาพจำของคนทั่วโลกก็คือ ความหรูหราสง่างามที่มาพร้อมสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของรถยุโรป ขณะที่รถไอ้กันนั้นขึ้นชื่อเรื่องความกว้างใหญ่ทรหดอดทนและฟังก์ชันการใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาย่อมเยา ส่วนญี่ปุ่นที่เราไม่ได้เอ่ยถึงในบทความนี้คือต้นแบบของรถจอมประหยัดและราคาถูกเช่นกัน

มีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งซึ่งเพิ่งเข้าฉายและออกจากโรงไปเงียบๆ นั่นคือ Ford v Ferrari

ผมมองว่าหนังเรื่องนี้คือภาพแสดงแทน การกลืนกลายของอาณานิคม ที่ดีอันหนึ่ง หากจะพิจารณาในประเด็นที่เขียนมาทั้งหมดข้างต้น

“…ยอดขายเราไม่ดี ผมคิดว่า เป็นเพราะเรามีวิธีคิดที่ผิดมาโดยตลอด ดูอย่าง Ferrari สิ พวกเขาแข่งรถชนะมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว ขณะที่เราไม่เคยเลย ผมว่า ต่อไปนี้ เราต้องคิดเหมือน Ferrari กันแล้ว…” หัวหน้าฝ่ายการตลาดของ Ford กล่าว

“…ถถถถถ พวกอิตาเลียนผลิตรถทั้งปีน้อยกว่าเราผลิตรถแค่วันเดียว อีกอย่าง เราซื้อกระดาษทิชชู่มากกว่างบที่พวกเขาใช้ผลิตรถเสียอีก คิดเหมือน Ferrari มันดีตรงไหนหือ…” หัวหน้าโครงการ Ford Racing แย้ง

“…Ferrari ถูกจดจำในประวัติศาสตร์ว่าเป็นผู้สร้างรถที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล คุณคิดว่านั่นเป็นเพราะพวกเขา ผลิตรถได้มากที่สุดงั้นหรือ โนเลย เป็นเพราะแบรนด์ของเขาต่างหาก Ferrari มันคือสัญลักษณ์ของชัยชนะครับ!” หัวหน้าฝ่ายการตลาดของ Ford พูด

Ford v Ferrari ไม่ใช่หนังแข่งรถเหมือนภาพยนตร์ตระกูล Fast & Furious เพราะนอกจากฉากแข่งรถแล้ว แง่มุมของการดำเนินธุรกิจที่เต็มไปด้วยระบบเจ้าขุนมูลนายสไตล์อเมริกันนั้นมีความแหลมคมมาก

หนังได้วิพากษ์วัฒนธรรมองค์กรสไตล์อเมริกันได้อย่างเจ็บแสบ โดยเฉพาะการชิงดีชิงเด่นในองค์กรที่เต็มไปด้วยการเลื่อยขาเก้าอี้แทงข้างหลังและเหยียบหัวกันขึ้นไปด้วยการหาจุดอ่อนโจมตีกันทุกวิถีทาง

ใครที่ประจบไม่เป็น ก็อย่าหวังจะเจริญก้าวหน้าในระบบศักดินาแบบนี้

หนังเรื่อง Ford vsFerrari ย้ำประเด็นนี้ด้วยการนำเสนอมิตรภาพแบบ Gentlemen ระหว่างพระเอกกับพระรอง ซึ่งเป็นคนของ Ford ที่นอกจะต้องต่อสู้กับ Ferrari อย่างดุเดือดแล้ว พวกเขายังต้องรับมือผู้บริหารระดับสูงของ Ford เอง แปลไทยเป็นไทยก็คือ พวกเขาต้องต่อสู้กับการเมืองในองค์กร หรือวัฒนธรรมศักดินาในองค์กรอย่างเลือดพล่านไปพร้อมๆ กัน

หมายความว่า Ford v Ferrari เรื่องนี้ คือภาพแสดงแทนการกลืนกลายของอาณานิคม ระหว่างศักดินาเก่ากับศักดินาใหม่นั่นเองครับ