ถอดบทเรียน ปี 2562 การใช้ “Telemedicine แพทย์ทางไกล “ยกระดับบริการสาธารณสุขให้เท่าเทียม เดินหน้า Thailand Medical Hub

จากสถิติล่าสุดขององค์การอนามัยโลกได้กำหนดค่าเฉลี่ยแพทย์ 1 คน ต่อจำนวนประชากร 439 คน แต่ประเทศไทยมีค่าเฉลี่ยแพทย์ 1 คน ต่อจำนวนประชากรถึง 2,065 คน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 4.7 เท่า

ส่วนแพทย์เฉพาะทาง จากผลการศึกษาเดียวกันนี้พบว่า ไทยมีอัตราส่วนจักษุแพทย์ 1 คน ต่อประชากร 47,900 คน และจำนวนแพทย์ผิวหนังในไทยไม่รวมพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร มีแพทย์ประมาณ 100 คนเท่านั้น

สรุปว่าการเข้าถึงบริการสาธารณสุข โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ห่างไกลยังขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ทางออกที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง คือ การวางระบบ Telemedicine การแพทย์ทางไกลที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งคาดว่าถ้าทำได้จริงจะช่วยประหยัดงบประมาณรัฐได้กว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี 


รู้จัก เทคโนโลยี Telemedicine  “แพทย์ทางไกล” ให้มากขึ้นกว่าเดิม

บทความใน Block : Zero cro ได้ให้ความรู้เรื่อง Telemedicine หรือ เทเลเมดิซีน โดยเริ่มจากนิยามของเทคโนโลยีทางการแพทย์นี้ว่าหมายถึง

“การใช้เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารต่างๆ หรืออุปกรณ์มัลติมีเดีย มาช่วยส่งเสริมด้านการดูแลสุขภาพไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลแค่ไหนก็ไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป”

“รากศัพท์ของ Telemedicine มาจากภาษากรีก ซึ่งสามารถแยกออกเป็น Tele หมายถึง ระยะทาง และ Medicine ที่มีรากศัพท์จากภาษาละตินที่ว่า “Mederi” หมายถึง การรักษา แต่ถ้าจะเรียกเป็นภาษาไทยก็มักจะ ได้ยินว่า “การแพทย์ทางไกล” “โทรเวชกรรม” “โทรเวช ” “คลินิกแพทย์ออนไลน์” “เทเลเมดิซีน” ทับศัพท์ เป็นต้น”

ดังนั้น ประโยชน์ของ เทเลเมดิซีน สรุปได้ดังนี้

  • ทําให้การรักษาพยาบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงยกระดับมาตรฐานการให้บริการต่างๆ ต่อผู้ป่วย มีความถูกต้อง แม่นยํายิ่งขึ้น
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงการรักษา ผู้ป่วยที่อยู่ห่างไกลไม่จําเป็นต้องเดินทางและสามารถเข้าถึงการตรวจรักษาและได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ทันท่วงที
  • เป็นประโยชน์กับแพทย์ผู้รักษา ในการติดตามการรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่อยู่ห่างไกลจากโรงพยาบาล เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน หอบหืด เป็นต้น
  • ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโดยรวม ระยะเวลาของแพทย์ในการเดินทางเพื่อมารักษาพยาบาล และช่วยให้ผู้ป่วยลดระยะเวลาการนอนพักรักษาในโรงพยาบาล
  • มีประโยชน์ในการให้การศึกษาทางการแพทย์ เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้คำแนะนำทางการแพทย์

ส่วนรูปแบบของ เทเลเมดิซีน หรือ แพทย์ทางไกล ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ก็ได้แก่

  • ระบบให้คำปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญจะให้คำปรึกษาหรือวินิจฉัยสุขภาพโดยการพูดคุยและสอบถามอาการผู้ป่วยผ่านกล้องวิดีโอเพื่อใช้ประกอบการวินิจฉัย
  • ระบบเฝ้าระวัง ตัวอย่างหนึ่งของระบบนี้คือ เฝ้าระวังสุขภาพที่บ้าน โดยการนำอุปกรณ์ตรวจวัดต่างๆ ไปติดตั้งที่บ้าน โดยข้อมูลสัญญาณชีพถ้าสัญญาณชีพที่ส่งมามีความผิดปกติก็จะแจ้งให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาโดยทันที
  • ระบบให้ข้อมูลสุขภาพ เป็นระบบที่ให้บริการสอบถามความรู้เรื่องสุขภาพ หรือให้คำปรึกษาโรค โดยผู้ใช้สามารถสืบค้นข้อมูลโดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือปรึกษาออนไลน์กับผู้เชี่ยวชาญ
  • ระบบเรียนรู้ทางการแพทย์ เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และเผยแพร่ความรู้ให้กับแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ โดยระบบจะทำหน้าที่รวบรวมความรู้ ผู้ใช้สามารถสืบค้นข้อมูลหรือเผยแพร่ข้อมูลความรู้เพื่อประโยชน์ด้านการศึกษาได้

และรูปแบบการให้บริการข้างบนเป็นเพียงส่วนหนึ่งการแพทย์ทางไกลมีให้บริการในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามพัฒนาการของเทเลเมดิซีน ยังคงมีอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม เพื่อพัฒนาให้ลักษณะและรูปแบบการบริการในอนาคตอาจเปลี่ยนแปลงไป และมีรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา


อัปเดตความพยายาม ใช้ Telemedicine ยกระดับบริการสาธารณสุขไทยให้เท่าเทียม

อย่างไรก็ดี การจะมีระบบ Telemedicine ที่มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีโครงสร้างโทรคมนาคมที่ดีและทันสมัย โดยเฉพาะระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศ

ที่ผ่านมา ทางรัฐบาลก็มีความพยายามที่จะพัฒนาการประยุกต์ใช้งานบริการทางการแพทย์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชนบท (Telehealth) ในพื้นที่เน็ตชายขอบ อ้างอิงตามการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปี 2562

โครงการ Telehealth ที่ว่านี้ เป็นรูปแบบของการนำเทคโนโลยี Telemedicine มาใช้ควบคู่กับนวัตกรรมทางการแพทย์และระบบโทรคมนาคมเฉพาะทางรองรับระบบดูแลสุขภาพทางไกล เช่น การใช้ซอฟต์แวร์ที่มีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยในการคัดกรองโรค ระบบให้คำปรึกษาด้านสุขภาพทางไกล เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงบริการทางการแพทย์โดยไม่ต้องเดินทางไปที่โรงพยาบาล และเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ลดความเหลื่อมล้ำของประชาชน

จากวันนั้นถึงวันนี้ ระบบ Telehealth ได้นำมาใช้จริงแล้วในหลายพื้นที่ เน้นให้บริการใน 4 โรคหลัก คือ เบาหวาน-ความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตถึง 75% ของคนไทย และโรคที่ขาดแคลนแพทย์เฉพาะทาง ได้แก่ โรคทางจอตา เป็นผลสืบเนื่องมาจากโรคเบาหวาน และโรคผิวหนัง เป็นหลัก


ต้นแบบพัฒนา 4 แอปพลิเคชัน Telemedicine ช่วยชีวิตผู้ป่วยได้มากขึ้น

เพื่อให้เห็นภาพการปรับเอาระบบ Telehealth มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง ขอหยิบเอาต้นแบบ โครงการพัฒนาต้นแบบของเทคโนโลยีที่ช่วยในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉินทางไกลในชนบท โดยผ่านเครือข่ายดิจิทัลความเร็วสูง (ระยะที่ 2) โดย มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง คณะแพทยศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ รวมถึงหน่วยงานทางการแพทย์หลายหน่วยงานในจังหวัดพิษณุโลก โดยมี ศ.ดร.ไพศาล มุณีสว่าง คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นหัวหน้าโครงการ

“ระบบแพทย์ทางไกลที่ตอบโจทย์ คือ ระบบโทรศัพท์ทางไกล ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน สามารถให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเชื่อมต่อ ให้คำปรึกษาได้ตลอดเวลา ปัจจุบัน ซึ่งเข้าสู่โครงการระยะที่ 2 มีโรงพยาบาลเข้าร่วมโครงการฯ และเชื่อมกับระบบประมาณ 289 แห่ง จากในระยะแรกมี 13 แห่ง แบ่งเป็น โรงพยาบาลในจังหวัดพิษณุโลก 157 แห่ง และโรงพยาบาลในจังหวัดสุโขทัย 132 แห่ง”

การพัฒนาระบบแพทย์ทางไกลนี้ ผ่านการศึกษาวิเคราะห์ถึงปัญหาด้านการสื่อสาร การใช้และแก้ไขด้วยระบบเทคโนโลยี การเข้าถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้เหมาะสมทุกช่วงเวลา และพฤติกรรมส่วนใหญ่ของแพทย์ที่พร้อมให้คำปรึกษาแบบเร่งด่วนฉุกเฉิน ดังนั้น การผลักดันระบบแพทย์ทางไกลผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ และด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารปัจจุบันและในอนาคตที่มีความรวดเร็วมากขึ้น

ในระยะนี้เองได้ผลลัพธ์ที่เป็นแอปพลิเคชันต้นแบบ และเริ่มการใช้งานจริง 4 แอปพลิเคชัน ด้วยกัน ที่เข้ามารองรับลักษณะการใช้งานที่ต่างกันของ แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ ประชาชน รวมถึง อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ประกอบด้วย แอปพลิเคชัน หมอรู้จักคุณ NU med, หมอรู้จักคุณ PCC Team, หมอรู้จักคุณ ภาคอสม. และ หมอรู้จักคุณ ภาคประชาชน

NU MED APP

ยกตัวอย่าง แอปแรก คือ หมอรู้จักคุณ NU MED เชื่อมหมอกับคนไข้ เป็นแอประบบการให้คำปรึกษาทางไกลผ่านสมาร์ทโฟน สำหรับแพทย์และพยาบาล ซึ่งได้พัฒนาฟังก์ชันการจัดตารางเวรเพื่อให้คำปรึกษา สามารถสนทนาและส่งข้อมูลภาพและวิดีโอแบบกลุ่มได้ สามารถค้นหาข้อมูลผู้ป่วยด้วยเลขบัตรประชาชน 13 หลัก รวมถึงพัฒนาระบบการปรึกษาแบบแยกตามกลุ่มความเชี่ยวชาญของแพทย์

นอกจากนี้ได้พัฒนาระบบจัดเก็บและบริหารจัดการข้อมูล จากระบบศูนย์ข้อมูลบนคลาวด์มายังเซิร์ฟเวอร์ประจำสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ให้สามารถใช้ข้อมูลได้สะดวกยิ่งขึ้น อีกทั้งยังได้พัฒนาโดยการสร้างระบบ Web Admin สำหรับดูแลและจัดการผู้ใช้งานให้กับโรงพยาบาลต้นสังกัดเป็นผู้ดูแล เป็นต้น

PCC TEAM APP

แอปต่อมา คือ PCC TEAM หมอครอบครัว เป็นแอปสำหรับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และทีมแพทย์หมอครอบครัว พยาบาล รพ.สต. เพื่อการทำงานด้านส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ใช้ในการลงเยี่ยมบ้านหรือติดต่อผู้ป่วย เพื่อการลงข้อมูลผู้ป่วยง่ายขึ้น ไม่ซ้ำซ้อน

มีฟังก์ชั่นการทำงานที่อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่หลายรายการ อาทิ ระบบการตรวจสอบข้อมูลสุขภาพของคนในชุมชนผ่านเทคโนโลยี Face ID และระบบการรายงานเหตุการณ์แบบเรียลไทม์ ระบบสนทนาออนไลน์ เพื่อตรวจสอบข้อมูลประวัติการการติดตามคนป่วยเพื่อการรักษาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากนี้ ยังสามารถให้การปรึกษาผ่านแท็บเล็ตและเทคโนโลยี AR อาทิ ระบบเทคโนโลยีเสมือนจริงด้านการผ่าตัดให้การรักษาได้ทุกพื้นที่ และยังมีฟังก์ชันอ่านฟิล์มเอ็กซ์เรย์บนแท็บเล็ต รวมทั้งยังได้พัฒนาระบบการให้คำปรึกษาผ่านเทคโนโลยีโฮโลแกรมด้วยแว่นแสดงภาพเสมือนจริงเพื่อเสริมประสิทธิภาพการรักษาด้วย


ที่มา :


นวัตกรรมวงการแพทย์ในหลากหลายแง่มุม ยังมีอีกมากให้ได้อัปเดต

Niche แต่เด็ด! ส่องตลาดรองเท้าเพื่อสุขภาพเจาะบุคลากรทางการแพทย์โดยเฉพาะ

คนไทยกินอะไรกัน ? ผลสำรวจที่ชี้ชัดว่า ถึงเวลาดูแลสุขภาพด้วย ‘การแพทย์แห่งอนาคต Personalized Medicine’

‘รังสีเทคนิค’ หลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่ แสงสว่างแห่งวงการแพทย์ ความร่วมมือของ 2 สถาบันการศึกษา

Previous articleสาลิกาคาบข่าว Vol.353/62
Next articleเหนือกว่า Star Wars คือ Star Garbage ส่อง Start-up ฝรั่งเศส Clear Space ภารกิจพิชิตจักรวาล
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์