20 ปี ‘มาเก๊า’ คืนสู่อ้อมกอด ‘จีน’ 2 ทศวรรษที่ผ่านไป มีอะไรบ้างที่เปลี่ยนแปลง

863

มื่อเอ่ยถึง “หนึ่งประเทศ สองระบบ” (One country, two systems) คนส่วนใหญ่อาจจะนึกถึง ‘ฮ่องกง’ ภายใต้การปกครองของจีนเป็นอันดับแรก แต่การปกครองนี้ยังหมายรวมถึง ‘มาเก๊า’ ด้วย และในวันที่ 20 ธันวาคม 2019 ที่ผ่านมา คือ วาระครบรอบ 20 ปี ที่ ‘มาเก๊า’ ได้กลับคืนสู่มาตุภูมิ และเป็นตัวอย่างของหนึ่งประเทศ สองระบบ ที่ประสบความสำเร็จและเป็นไปตามความต้องการของจีน ต่างจากฮ่องกง โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่มีกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลจีน ประท้วงอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานกว่า 6 เดือนแล้ว และยังไม่มีที่ท่าว่าจะสิ้นสุดลง

สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณประชาชนจีน เดินทางถึง เขตบริหารพิเศษมาเก๊า (MCSAR) ของจีน เมื่อช่วงบ่ายวันพุธที่ 18 ธันวาคม เพื่อเตรียมเข้าร่วม พิธีเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 20 ปี การกลับคืนสู่มาตุภูมิของ มาเก๊า และพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฯ ชุดที่ 5 ในวันที่ 20 ธันวาคม นับเป็นการเดินทางเยือนมาเก๊าเป็นครั้งที่ 2 ของสีจิ้นผิง นับตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี สาธารณรัฐประชาชนจีน หลังจากครั้งแรกเดินทางมาเมื่อปี 2015 ในวาระครบรอบ 15 ปี ที่มาเก๊ากลับมาอยู่ภายใต้ร่มเงาจีน

โดยมาเก๊าจะยังคงสถานะการเป็นเขตบริหารพิเศษของจีนภายใต้หลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” เป็นเวลา 50 ปี ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 1999 จนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2049

ความเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดที่สุดเศรษฐกิจของมาเก๊าเติบโตดีกว่าเมื่อครั้งอยู่ภายใต้การปกครองของโปรตุกีส ทั้งยังมีโครงสร้างพื้นฐานและเมกะโปรเจกต์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ล่าสุด คือ Macau Light Rapid Transit (MLRT) หรือ รถไฟฟ้ารางเบามาเก๊า เปิดให้บริการส่วนแรกเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2018 หลังจากที่เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2012

Photo Credit : www.xinhuathai.com
Photo Credit : www.xinhuathai.com

นอกจากนี้ยังมีเมกะโปรเจกต์เพื่อเชื่อมมาเก๊าเข้ากับแผ่นดินอื่นๆ ของจีน ล่าสุดที่เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2018 คือ สะพานฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า ความยาว 55 กิโลเมตร โดยสะพานแห่งนี้จะช่วยร่นระยะเวลาในการเดินทางทางบกภายในพื้นที่ Greater Bay Area ได้ จากเดิมที่ต้องใช้ระยะเวลาเดินทางกว่า 4 ชั่วโมงจากฮ่องกงไปเมืองจูไห่ก็ลดลงเหลือเพียงแค่ 45 นาทีด้วยการใช้สะพานฯ ส่งผลให้การเดินทางท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้าระหว่างฮ่องกง มาเก๊า และเมืองต่างๆ ทางตอนใต้ของจีนแผ่นดินใหญ่มีความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในพื้นที่ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการเป็นเขตเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีเช่นเดียวกับแถบ Silicon Valley ของสหรัฐอเมริกา

ในแง่ของความสำคัญทางเศรษฐกิจ นอกจากมาเก๊าจะขึ้นชื่อในฐานะหมุดหมายคาสิโนระดับโลกแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของ Strategic Location ของจีน Greater Bay Area (GBA) หนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์ตามแนวคิด One Belt, One Road ที่ได้ดำเนินงานตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี ฉบับที่ 13 ของจีน โครงการดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของจีนตอนใต้ ประกอบด้วย 9 เมืองในมณฑลกวางตุ้ง เชื่อมโยงเข้ากับมาเก๊า และฮ่องกง มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและยกระดับขีดความสามารถของเศรษฐกิจภาพรวมของจีน ผ่านโครงการความร่วมมือเชิงลึกในระดับภูมิภาคและนานาชาติ ทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ของมาเก๊าสามารถประกอบธุรกิจในจีนได้อีกด้วย

ไม่หยุดแค่คาสิโน แต่มาเก๊าต้องโดดเด่นในธุรกิจ MICE

นอกจากนี้มาเก๊าซึ่งได้รับการขนานนามว่า “มอนติคาร์โลกแห่งตะวันออก” และ “ลาสเวกัสแห่งเอเชีย” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มี ธุรกิจคาสิโนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แทนลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 2006 แต่หากนับภาพรวมทั้งประเทศ ธุรกิจคาสิโนในสหรัฐอเมริกามีมูลค่า 41.68 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,258 พันล้านบาท)

ทั้งนี้ คาสิโนนับเป็นธุรกิจสำคัญที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่หรือเสาหลักของเศรษฐกิจมาเก๊า ด้วยสัดส่วนราว 40% ของ GDP (ในอดีตเคยมีสัดส่วนมากถึง 50%) มี Gross Gambling Revenue 10.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 317.5 พันล้านบาท) ในปี 2007 เพิ่มขึ้นมาเป็นมากกว่า 32 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (มากกว่า 967 พันล้านบาท) ในปี 2017

ส่วน Las Vegas Sands ทุนจากลาสเวกัส เป็นบริษัทคาสิโนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อตั้งเมื่อปี 1988 ด้วยรายได้ 13.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 417 พันล้านบาท) ในปี 2018 ซึ่ง Las Vegas Sands ก็ถือเป็นทุนใหญ่ที่ลงเม็ดเงินมหาศาลในมาเก๊า โดยเป็นเจ้าของคาสิโนชื่อดังอย่าง The Venetian ที่เปิดตัวเมื่อพฤษภาคม 2004 นับเป็นคาสิโนแรกในเอเชียที่ได้รับการพัฒนาโดยบริษัทอเมริกัน และ The Palazzo โดยคาสิโนกว่าครึ่งของบริษัทฯ ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชีย ส่วนใหญ่อยู่ในมาเก๊าและสิงคโปร์

สำหรับมูลค่าธุรกิจคาสิโนในมาเก๊า ช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดคือ ปี 2013 และ 2014 ด้วยรายได้สุทธิถึง 45.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 44.16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,339 พันล้านบาท และ 1,336       พันล้านบาท) ขณะที่ในปี 2018 มีมูลค่า 37.59 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,137 พันล้านบาท) ด้านมูลค่าผลตอบแทนโดยรวม หรือ Gross Gaming Yield (GGY) คาดว่าจะมีมูลค่าทะลุ 130 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,930 พันล้านบาท) ในปี 2019 นี้

ทั้งนี้ ใน 11 อันดับแรกของบริษัทคาสิโนที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นบริษัทสหรัฐอเมริกา 6 บริษัท จีน-ฮ่องกง 3 บริษัท และที่เหลือคือ ออสเตรเลีย และมาเลเซีย ประเทศละ 1 บริษัท

โดยกลยุทธ์ที่มาเก๊าใช้ในการขับเคลื่อนคาสิโน คือ การมุ่งทำรายได้จากนักพนันเงินหนา โดยคาสิโนแต่ละแห่งจะเน้นสร้างห้องวีไอพีจำนวนมากเพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายนี้โดยเฉพาะ แทนที่จะจับกลุ่มแมสเป็นหลัก แต่หลังจากที่รัฐบาลจีนเข้ามามีบทบาท ธุรกิจนี้ได้ขยายขอบเขตไปจับกลุ่มเป้าหมายที่ชื่นชอบความบันเทิงอื่นๆ และช็อปปิงมากขึ้น รวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องอย่าง MICE ด้วย เพราะไม่ต้องการหวังพึ่งพารายได้จากคาสิโนเป็นหลัก



www.statista.com/statistics/257531/leading-casino-companies-worldwide-by-revenue

ย้อนกลับไปในอดีตปฐมบทของธุรกิจคาสิโนในมาเก๊า เริ่มขึ้นหลังจากโปรตุเกสเข้าปกครองมาเก๊าตั้งแต่ปี 1557 รัฐบาลโปรตุเกสออกกฎหมายให้คาสิโนเป็นธุรกิจถูกกฎหมายในปี 1847 หรือตั้งแต่ 172 ปีที่ผ่านมา ในช่วง 1850s มี Fantan (ถั่ว, โป) มากกว่า 200 แห่ง เปิดให้บริการ ต่อมาในปี 1961 Jaime Silvério Marques ผู้ว่าการมาเก๊าในขณะนั้น ได้ประกาศให้มาเก๊าเป็นเมืองคาสิโนโดยถาวร เพื่อส่งเสริมธุรกิจนี้ควบคู่กับการท่องเที่ยว โดยก่อน 1999 ธุรกิจคาสิโนมาเก๊า ถูกผูกขาดอยู่ในเงื้อมมือของ Stanley Ho Hung-sun แต่หลังจากรัฐบาลประกาศให้เป็นธุรกิจเสรีเมื่อปี 2001 ปัจจุบันมีบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการคาสิโน 6 แห่ง และทั้งหมดจะสิ้นสุดลงในปี 2022

ณ สิ้นปี 2018 มีคาสิโนในมาเก๊า 41 แห่ง ท้ั้งเก่าใหม่ โดยธุรกิจที่สร้างชื่่อให้มาเก๊าจนเป็นที่รู้จักในระดับโลกนี้มีแรงงานกว่า 57,000 คน ในยุคอาณานิคม นักเสี่ยงโชค 90% มาจากฮ่องกง แต่ในยุคนี้นักเสี่ยงโชค 90% มาจากจีน โดยปี 2018 มีผู้เดินทางมาเยือนมาเก๊า 35.8 ล้านคน ในจำนวนนี้มีชาวจีน 25.2 ล้านคน ในขณะที่มีผู้เดินทางมาเยือนฮ่องกง 65.1 ล้านคน โดยเป็นชาวจีนมากถึง 51 ล้านคน แต่สำหรับปี 2019 จากเหตุการณ์ไม่สงบที่กินระยะเวลายาวนานกว่าครึ่งปี ทำให้ฮ่องกงต้องเผชิญกับตัวเลขนักท่องเที่ยวตกต่ำ แน่นอนว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวหลักอย่างชาวจีนย่อมหดหายจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่บานปลายนี้

อย่างไรก็ตาม จากสงครามการค้าระหว่างจีน-อเมริกา จึงเป็นที่คาดการณ์ได้ยากว่าจำนวนใบอนุญาตให้ประกอบกิจการคาสิโนของบริษัทสัญชาติอเมริกันจะได้รับการต่อสัญญาหรือไม่ แต่ก็เชื่อว่ามาเก๊าน่าจะมีแผนสำรองหรือหานักลงทุนรายอื่นได้ไม่ยาก พร้อมๆ กับการเปลี่ยนมาเก๊าจากศูนย์กลางคาสิโนไปสู่หมุดหมายแห่งการพักผ่อน รวมถึงการประชุม การแสดงสินค้า และนิทรรศการระดับโลก หรือหมายมั่นปั้นมือให้มาเก๊าเฉิดฉายในธุรกิจ MICE อย่างเต็มตัว ซึ่งเป็นไปตามวิสัยทัศน์ของสี จิ้นผิง ส่วนฮ่องกงถูกวาง Positioning เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมระดับนานาชาติ
Photo Credit : www.xinhuathai.com

‘Hengqin’ หรือ เหิงฉิน เกาะในจูไห่ที่ตั้งอยู่ติดกับมาเก๊าเพียงแค่ข้ามสะพาน และมาเก๊าเช่าไว้ตั้งแต่ปี 2009 ถือว่ามีศักยภาพสูงที่จะรองรับธุรกิจ MICE เนื่องจากมีศูนย์ประชุมและแสดงสินค้าขนาดใหญ่ ทั้งยังมีราคาถูกกว่าที่ฮ่องกง ด้วยระยะทางที่ใกล้กับมาเก๊ามาก รัฐบาลมาเก๊าจึงหวังว่าจะดึงดูดกลุ่มนักเดินทาง MICE ให้มาเสี่ยงโชคที่คาสิโนในยามค่ำคืนหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจการประชุม หรือจะมาเมื่อไหร่ก็ตามสะดวก เพราะคาสิโนส่วนใหญ่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง

ล่าสุด ‘ท่าเรือใหม่เหิงฉิน’ เชื่อมจูไห่-มาเก๊า พร้อมเปิดให้บริการเพื่อเชื่อมต่อท่าเรือโลตัสในมาเก๊าได้เปิดให้บริการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากก่อสร้างนานกว่า 3 ปี ยิ่งจะช่วยส่งเสริมแผนการเชื่อมต่อนักท่องเที่ยวและผลักดันธุรกิจ MICE ของมาเก๊าให้ประสบความสำเร็จตามแผนที่วางไว้ และคาดว่าจะรองรับผู้สัญจรได้กว่า 220,000 คน ในคราวเดียว

ท้ั้งหมดทั้งมวลยังคงอยู่ภายใต้สิ่งที่สี จิ้นผิง เน้นย้ำอย่างแข็งกร้าวเสมอว่า “หลังจากฮ่องกงและมาเก๊ากลับคืนสู่มาตุภูมิ กิจการของเขตบริหารพิเศษทั้งสองแห่งเป็นกิจการภายในของจีนแต่เพียงผู้เดียว และไม่ใช่เรื่องกำลังภายนอกที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยว”


มาเก๊า-ฮ่องกง ความเหมือนที่แตกต่าง

แม้จะเป็นเขตบริหารพิเศษของจีนที่อยู่ภายใต้รูปแบบการปกครอง “หนึ่งประเทศ สองระบบ” เหมือนกัน แต่ทั้งมาเก๊าและฮ่องกลับแตกต่างกันเป็นอย่างมาก

“คนฮ่องกงภาคภูมิใจในสิ่งที่รัฐบาลอังกฤษทิ้งไว้ให้กับฮ่องกง  ในขณะที่คนมาเก๊ากลับมองว่ารัฐบาลโปรตุเกสแย่ ทำให้เศรษฐกิจเลวร้าย และบ้านเมืองไม่ปลอดภัย ดังนั้นพวกเขาจึงเฝ้ารอที่จะกลับคืนสู่อ้อมกอดจีน และยินดีต้อนรับรัฐบาลปักกิ่งด้วยความชื่นมื่น” Cheang Chi-wai นักออกแบบกราฟิกชาวมาเก๊า กล่าวกับ South China Morning Post (SCMP)
Photo Credit : www.xinhuathai.com

ในแง่ความเจริญทางเศรษฐกิจ 400 ปี ของมาเก๊าที่อยู่ภายใต้โปรตุกีส จึงเทียบไม่ได้กับ 156 ปี ของฮ่องกงที่อยู่ภายใต้อังกฤษ กระนั้นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดของมาเก๊านับตั้งแต่คืนสู่จีน เกิดขึ้นเมื่อปี 2014 เมื่อมีผู้ประท้วงแผนการงบประมาณเกษียณอายุแบบหรูหราของผู้บริหารสูงสุดและผู้นำระดับสูงอื่นๆ กว่า 20,000 คน จนทำให้รัฐบาลมาเก๊าต้องล้มเลิกแผนการนี้ไป

ขณะที่ Leong Sun-iok สมาชิกสภานิติบัญญัติมาเก๊า ให้ความเห็นผ่าน SCMP เช่นกันว่า

แม้นโยบายบางอย่างของรัฐบาลจะเห็นได้ชัดว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่บรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติฮ่องกงสายประชาธิปไตย ก็ยังเดินหน้าขัดขวางหรือหยุดยั้งอยู่ดี พร้อมกล่าวย้ำว่า เศรษฐกิจของมาเก๊าที่เติบโตอย่างแจ่มจรัสในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เป็นเพราะแรงหนุนอย่างแข็งขันของรัฐบาลจีน ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ การอนุญาตให้นักท่องเที่ยวชาวจีน สามารถเดินทางมาเยือนมาเก๊าได้ตั้งแต่ปี 2003  ทั้งๆ ที่ธุรกิจคาสิโนจะผิดกฎหมายในแผ่นดินใหญ่ แต่รัฐบาลจีนก็ยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจนี้ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง” 

ทั้งนี้ GDP ของมาเก๊าในปี 1999 อยู่ที่ 6.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 184 พันล้านบาท) เพิ่มขึ้นเป็น 55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,660 พันล้านบาท) ในปี 2018  ส่วน GDP ของฮ่องกงเพิ่มขึ้นจาก 177 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5,342 พันล้านบาท) ในปี 1997 เป็น 360 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10,864 พันล้านบาท) ในปี 2018 

ทัศนคติ หรือ mindset ของคนมาเก๊ากับฮ่องกงที่มองจีนไม่เหมือนกันนั้น ในขณะที่คนมาเก๊ามองว่าจีนคือ “ผู้กอบกู้” ส่วนคนฮ่องกงที่ต้องการปลดแอกกลับมองว่า จีนคือ “ผู้ทำลาย” ก็อาจมีส่วนทำให้เขตบริหารพิเศษทัี้ง 2 แห่ง เผชิญสถานการณ์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

จะเห็นได้จากคำกล่าวของ สี จิ้นผิง ในโอกาสเยือนมาเก๊าในครั้งนี้ว่า “การปลูกฝังความรักชาติเป็นรากฐานทางสังคมและการเมืองที่มั่นคงของมาเก๊า เพื่อการดำเนินตามหลักการ ‘หนึ่งประเทศ สองระบบ’ และนำทางมาเก๊าให้มุ่งไปยังทิศทางที่ถูกต้องเสมอ” หรืออาจกล่าวได้ว่า มาเก๊าเป็นลูกรักที่ว่านอนสอนง่าย และเดินตามเจตนารมณ์ของจีนได้อย่างน่าพอใจ กลยุทธ์ “เชื่อฉัน อย่าหลงไปเชื่อใคร” นี่แหละที่จะนำพาให้มาเก๊าเจริญรุ่งเรืองต่อไป

นอกจากนี้ แม้มาเก๊าจะกลับคืนสู่จีนเมื่อปี 1999 แต่ความจริงแล้วโปรตุเกสมีเจตจำนงที่จะส่งคืนมาเก๊าให้กับจีนตั้งแต่ปี 1975 จึงปล่อยให้จีนเข้ามาบริหารจัดการมาเก๊าถึง 24 ปีก่อนที่จะส่งคืนให้จีนอย่างเป็นทางการ หรือกล่าวได้ว่า มีการเตรียมการล่วงหน้าเนิ่นนานหรือมีการผ่องถ่ายแบบค่อยเป็นค่อยไป

มาเก๊ามีพื้นที่เพียง 28.2 ตารางกิโลเมตร ทั้งหมดเป็นพื้นที่เขตเมือง (Urban Area) 100%  มีขนาดเล็กกว่าฮ่องกง 36 เท่า เป็นอาณานิคมแห่งแรกของยุโรปที่มาตั้งรกรากในดินแดนตะวันออกไกล มี GDP per capita 58054.10 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว1,751,980 บาท) ในปี 2018 จัดอยู่ในอันดับ 8 ของโลก รองจาก ลักเซมเบิร์ก นอร์เวย์ สวิสเซอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ กาตาร์ เดนมาร์ก และสิงคโปร์ ตามลำดับ โดยในปี 1999 พลเมืองมาเก๊ามีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนราว 4,800 ปาตาการ์มาเก๊า  (ราว 18,040 บาท) เพิ่มขึ้นเป็น 17,000 ปาตาการ์มาเก๊า (ราว 63,892 บาท) ในปี 2019

ปัจจุบันในแง่ของเชื้อชาติมี แมงกานีส หรือคนเชื้อชาติผสมระหว่างมาเก๊ากับโปรตุกีสไม่ถึง 30,000 คน ก่อนส่งมอบมาเก๊ากลับสู่จีน มีประชากร 430,000  คน ปัจจุบัมีประชากร 670,000 คน ส่วนใหญ่ประชากรที่เพิ่มขึ้นคือคนจีนที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่มาเก๊า


ที่มา