‘เสียวหมี่’ (Xiaomi) ตั้งสำนักงานใหญ่ในไทยเขย่าโลก IoT

8634

เหลย จุน (Lei Jun) ผู้สร้างโทรศัพท์มือถือยี่ห้อเสียวหมี่’ (Xiaomi) ใช้เวลาไม่ถึง 10 ปี ก้าวขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ในแดนมังกร

เหลย ยึดความสำเร็จของ สตีฟ จ๊อบส์ เป็นแรงบันดาลใจหลังจากได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับชีวประวัติ สตีฟ จ๊อบส์ ในช่วงที่เรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่ มหาวิทยาลัยอู่ฮั่น (Wuhan University) ในปี 1991 และฝันว่าสักวันจะสร้างบริษัทที่ประสบความสำเร็จเหมือนกับจ๊อบส์
หลังจากเรียนจบ ในปี 1992 เขาเข้าทำงานบริษัท Kingsoft Corp. กรุงปักกิ่ง ในตำแหน่งวิศวกร ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์คล้ายกับไมโครซอฟท์ ผลิตโปรแกรมแอนตี้ไวรัส เกม และธุรกิจด้านอีคอมเมิร์ซ กระทั่งก้าวขึ้นเป็นซีอีโอในปี 1998 เมื่อถึงปี 2000 เขาได้ก่อตั้งเว็บไซต์ขายหนังสือออนไลน์ Joyo.com ใช้เวลาเพียง 4 ปีก็ได้รับความสนใจจาก Amazon.com ซื้อกิจการไปด้วยมูลค่า 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
‘เหลย จุน’ (Lei Jun) ผู้สร้างโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ ‘เสี่ยวมี่’ (Xiaomi)

ขายมือถือ 2 ล้านเครื่องภายในครึ่งวัน

ปี 2010 เขากับสตาร์ทอัพกลุ่มหนึ่งได้เปิดตัวบริษัท เสียวหมี่ คอร์ป. ด้วยเงินทุนสนับสนุนจาก Qualcomm และ Digital Sky Technologies ผลิตสมาร์ทโฟนที่มีระบบปฏิบัติการด้วยการออกแบบและพัฒนาขึ้นเอง โดยมีพื้นฐานจากระบบ Android เรียกว่า MIUI (Mi User Interface) ใช้วิธีการผลิตสินค้าร่วมกับกลุ่มพาร์ทเนอร์ โดยไม่มีโรงงานเป็นของตัวเอง เน้นการขายผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยคอนเซ็ปต์สเปคสูง ราคาถูกปี 2014 สมาร์ทโฟนเสียวหมี่สามารถขายได้ 2 ล้านเครื่องภายในเวลา 12 ชั่วโมง เป็นสถิติโลกของโทรศัพท์มือถือที่ขายบนออนไลน์ ปี 2017 เสียวหมี่สร้างยอดขายได้ถึง 1 แสนล้านหยวน กลายเป็นผู้ผลิตโทรศัพท์มือถืออันดับ 5 ของโลก ส่งผลให้ เหลย จุน ติดทำเนียบมหาเศรษฐีอันดับที่ 87 ของโลก และได้รับฉายาว่า สตีฟ จ๊อบส์ แห่งแดนมังกร พร้อมรางวัล Phone of the Year 2016


คิดต่างทางรวย

จุดเด่นที่น่าสนใจของเหลย จุน คือ การไม่คิดเทคโนโลยีทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่จะใช้เทคโนโลยีของพาร์ทเนอร์ที่มีความโดดเด่น เช่น ใช้จอของค่ายหนึ่ง ใช้ชิปประมวลผลอีกเจ้าหนึ่ง ทำให้ไม่มีต้นทุนฟิกซ์คอร์สด้านการผลิต ในขณะที่สามารถปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีได้อย่างต่อเนื่อง กลายเป็นแบรนด์โทรศัพท์มือถืออันดับต้นๆ ที่ครองใจสาวกแอนดรอยด์ เป็นโทรศัพท์มือถือที่มียอดใช้อันดับหนึ่งของประเทศมหาอำนาจอย่างจีน และเริ่มครองใจคนทั่วโลกมากขึ้นเรื่อยๆ

เคล็ดลับความสำเร็จ 3 ข้อ

สำหรับเคล็ดลับความสำเร็จของเหลย จุน มี 3 ข้อคือ
1. ความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า การศึกษาเรื่องราวของสตีฟ จ๊อบส์ ทำให้เขามีความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จระดับโลก ด้วยการไขว่คว้าประสบการณ์ ไต่เต้าจากพนักงานประจำจนกลายเป็นเจ้าของบริษัทในที่สุด
2. รู้จักลูกค้าอย่างดีที่สุด เขารู้ว่าโทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคนมีฐานะ และประชากรนับพันล้านคนในจีนจำนวนมากอยู่ในชนชั้นแรงงาน ซึ่งคนเหล่านี้ควรมีโอกาสได้ใช้ของดีในราคาที่จับต้องได้
3. สร้างกลยุทธ์การตลาดเฉพาะตัว นอกจากการผลิตสินค้าดีในราคาที่จับต้องได้แล้ว เหลย จุน ยังเลือกช่องทางออนไลน์สำหรับจัดจำหน่าย ซึ่งนอกจากจะมีต้นทุนถูกกว่าคู่แข่งแล้ว ยังเป็นช่องทางใหม่ที่เปิดกว้างสำหรับแบรนด์ใหม่อย่างเสียวหมี่

Xiaomi Mi Note 10

จากสินค้าโนเนมสู่แบรนด์ระดับโลก

จากข้อมูลยอดขายโทรศัพท์มือถือในตลาดโลกเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา อันดับที่ 1 ซัมซุง 40% รองลงมาคือ ไอโฟน 25% ตามด้วย โนเกีย, เอชทีซี, แบล็กเบอร์รี่ มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณรายละ 6% ที่เหลืออีก 17% เป็นส่วนแบ่งของรายอื่นๆ รวมกัน จะเห็นได้ว่าไม่มีชื่อของเสียวหมี่ติดอยู่ในทำเนียบ แต่การจัดอันดับยอดขายโทรศัพท์มือถือไตรมาสแรก (..-มี..) 2019 อันดับที่ 1 ยังคงแป็น ซัมซุง อยู่ที่ 21% อันดับที่ 2 หัวเหว่ย 19% อันดับ 3 ไอโฟน 12% แต่อันดับ 4 กลายเป็นแบรนด์น้องใหม่คือ เสียวหมี่ 9% และอันดับ 5 ออปโป้ 8.5%

IDC เสียวหมี่ Xiaomi

น่าสนใจมากขึ้นไปอีกตรงที่อัตราการเติบโตของเสียวหมี่สูงถึง 49% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในโลก สูงกว่าหัวเหว่ยที่มีอัตราการเติบโต 39% ขณะที่ผู้นำตลาดอย่างซัมซุงแม้จะมีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 แต่กลับมียอดขายลดลงประมาณ 10% ส่วนไอโฟนเติบโตไม่ถึง 1%


‘เสียวหมี่’ (Xiaomi) ซิวอันดับ 1 ในอินเดียจีน

แม้ในตลาดโลกเสียวหมี่ยังเป็นรองซัมซุงหัวเหว่ยไอโฟน แต่ในอินเดียที่มีประชากรมากกว่าพันล้านคน เป็นตลาดใหญ่ที่ทุกค่ายหมายปอง เสียวหมี่กลับประสบความสำเร็จโดยสามารถฮุบส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ไว้ได้ ตลอดช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา จากรายงานของ IDC โชว์ตัวเลขเสียวหมี่เป็นผู้นำในตลาดสมาร์ทโฟนแดนภารตะและเป็นการครองอันดับ 1 ที่มียอดขายในช่วง 3 เดือนกว่า 10 ล้านเครื่อง คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดประมาณ 29.7% ของตลาดอินเดียทั้งหมด และมีอัตราการเติบโตถึง 107% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า อันดับ 2 ซัมซุง มีส่วนแบ่ง 23.9% มียอดจำหน่ายในช่วงเดียวกัน 8 ล้านเครื่อง และอันดับ 3 วีโว่ 4.2 ล้านเครื่อง มีส่วนแบ่งทางการตลาด 12.6%

คำถามที่ตามมาคือ ทำไมเสียวหมี่จึงกลายเป็นยักษ์ใหม่ในตลาดอินเดีย คำตอบอย่างแรกคือ ด้วยบอดี้สะดุดตา ลูกเล่นไม่เป็นรองใคร แต่กลับขายในราคาถูกกว่ายี่ห้ออื่น โดยคิดกำไรเพียงแค่ 1-2% ต่อชิ้น ตามนโยบายกำไรเติบโตตามยอดขาย ในขณะที่กำลังซื้อของคนอินเดียส่วนใหญ่ยังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ ในโลก โดยราคาเฉลี่ยของตลาดสมาร์ทโฟนในอินเดียประมาณเครื่องละ 167 ดอลลาร์สหรัฐ  หรือประมาณ 5,344 บาทต่อเครื่อง เสียวหมี่จึงกลายเป็นแบรนด์ใหม่ในใจผู้บริโภคชาวอินเดียในที่สุด

ที่สำคัญคือ แม้เสียวหมี่จะมียอดขายสู้หัวเหว่ยไม่ได้ในตลาดโลก แต่ในตลาดจีนที่มีประชากรมากกว่า 1,300 ล้านคน เสียวหมี่คือเบอร์ 1


เสียวหมี่ Xiaomi
xiaomi MI 5s Plus

เมืองไทยขายเกลี้ยงใน 2 สัปดาห์

หากยังจำกันได้เมื่อ 2 ปีก่อน บริษัท ไอโมบาย ได้ทดลองนำเสียวหมี่เข้ามาทำตลาดจำนวน 3 รุ่น คือ รุ่น MI Note 2 หน้าจอโค้งด้วยเทคโนโลยี OLED รุ่น MI 5s เทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือแบบ Ultrasonic และ MI 5s Plus กล้องคู่ 13 ล้านพิกเซล (Dual Camera) เจาะกลุ่มผู้ชื่นชอบสมาร์ทโฟนที่โดดเด่นด้วยเรื่องของดีไซน์ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยีระดับสูง กับปรากฏการณ์ขายหมดล็อตแรกภายใน 2 สัปดาห์

จากสมาร์ทโฟนรุกสู่ตลาด IoT

เมื่อ เหลย จุน เริ่มมองเห็นสัญญาณตลาดสมาร์ทโฟนในจีนมีอัตราการเติบโตที่ลดลง ในปี 2014 เขาจึงหันมาทำตลาดสินค้า IoT (Internet of Things) เริ่มต้นด้วยหลอดไฟ ปลั๊กไฟ เครื่องฟอกอากาศ แว่น VR กล้องวงจรปิดไปจนถึงสายรัดข้อมือ หูฟังไร้สาย เชื่อมด้วยระบบ IoT กลายเป็นไอเทมสุดฮิตในเมืองไทยด้วยสินค้าคุณภาพดีราคาถูก

ปี 2018 เสียวหมี่มียอดขายอุปกรณ์ IoT ไม่รวมสมาร์ทโฟนและแล็ปท็อป 150 ล้านชิ้น อัตราการเติบโต 193.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คิดเป็นรายได้ทั้งสิ้น 43,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตเพิ่มขึ้น 86.9%
ขณะที่รายงานรายได้รวมครึ่งปีแรก 2562 อยู่ที่ 95,710 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 20.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า กำไรรวม 12,470 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 25.3% และมีกำไรสุทธิ 5,150 ล้านหยวน
เกือบครึ่งหนึ่งของรายได้มาจากธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่นอกประเทศจีน

ความสำเร็จดังกล่าวมาจากการพัฒนาสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่อกับ AIoT (Artificial Intelligence of Things) ที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการผลักดันงานวิจัยและการลงทุนตอบรับเทคโนโลยี 5G


เสียวหมี่ Xiaomi
Xiaomi Mi 8 Pro

ย้ายสำนักงานใหญ่เข้าไทย ชี้เป็นตลาดดาวรุ่งด้านเทคโนโลยี

สตีเว่น ฉือ ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเสียวหมี่ กล่าวถึงการประกาศย้ายสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากอินโดนีเซียมาอยู่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า เนื่องจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจในตลาดต่างประเทศ รวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบกับด้วยตัวเลขประชากรที่มีกว่า 69 ล้านคนของไทย และมีมากกว่า 51 ล้านคนที่ใช้งานอินเทอร์เน็ต นับเป็นหนึ่งในตลาดที่เข้าถึงเทคโนโลยีได้มาก และยังเป็นประเทศที่ได้รับการจัดอันดับว่ามีการทำธุรกรรมทางการเงินทางมือถือสูงมาก ซึ่งทั้งหมดคือศักยภาพที่น่าสนใจ โดยในปี 2020 ได้วางแผนที่จะเพิ่มช่องทางร้านค้า Mi Store และช่องทางค้าปลีกให้มากขึ้นเพื่อขยายการบริการหลังการขายและมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้ลูกค้า รวมถึงสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจโดยนำศักยภาพความร่วมมือของพันธมิตรมาผลักดันให้ธุรกิจเติบโตทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์
รับประกัน 2020 สงคราม IoT เมืองไทย...สนุกแน่!!!

IoT มีอะไรที่น่ารู้อีกบ้าง ตามลิงก์ด้านล่างไปได้เลย

กุ้ยโจว ใช้ Big Data และ Cloud Computing อย่างไร จึงลดจำนวนคนจนได้ถึง 6.7 ล้านคน ภายใน 5 ปี!

2020 ปีทองของ IoT

ญี่ปุ่น 5.0 การทลายกำแพง 5 ชั้น ของญี่ปุ่นเพื่อเข้าสู่ยุคของสังคม 5.0

Thailand IoT Industry Whitepaper : เผยการเติบโตและเบื้องลึกของ IoT ที่คนไทยควรรู้