ไล่เรียงข่าวความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีต่างๆ ของจีน โดยเฉพาะด้าน Artificial Intelligence (AI) หรือ ปัญญาประดิษฐ์​ ที่จีนประกาศในปี 2017 ว่าจะเป็น ‘ผู้นำด้าน AI ภายในปี 2030’ ก็ย้อนคิดว่า ภาครัฐกับองค์กรธุรกิจอัดฉีดทุนทรัพย์ เปย์ทุนทรัพย์เพื่อการวิจัยและพัฒนา (R&D) แบบไม่ยอมแพ้ชาติใดในโลก ‘สถาบันการศึกษา’ ในจีนก็ต้องมีองค์ความรู้หรือกูรูในระดับแอดวานซ์ด้วยน่ะสิ จึงจะสามารถถ่ายทอดวิชาให้ผู้เรียนมีความรู้และทักษะด้านเทค และเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ประเทศจีนก้าวล้ำยิ่งขึ้น

ทุกปี บริษัทวิเคราะห์การศึกษาระดับอุดมศึกษาของอังกฤษ Quacquarelli Symonds (QS) จะเผยผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค โดยในระดับภูมิภาคเอเชีย บรรดาสถาบันการศึกษาที่ติดอันดับ 500 แห่ง มีมหาวิทยาลัยจากจีนมากที่สุดถึง 165 แห่ง ตามมาด้วย อินเดีย 101 แห่ง ญี่ปุ่น 87 แห่ง และเกาหลีใต้ 71 แห่ง

สำหรับเกณฑ์การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโดย QS มีดังนี้

QS

  • หากแยกย่อยลงไปจากจำนวนมหาวิทยาลัยจีนทั้งหมด เป็นมหา’ลัยที่อยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ 118 แห่ง
  • มหาวิทยาลัยจากจีนแผ่นดินใหญ่ 10 แห่ง ติด 50 อันดับแรก ในด้านชื่อเสียงด้านวิชาการ (Academic reputation) จากการสำรวจนักวิชาการชั้นนำทั่วโลก 94,672 คน 
  • มหาวิทยาลัยจากจีนแผ่นดินใหญ่ 6 แห่ง ติด 50 อันดับแรก ในด้านทัศนะของนายจ้างที่มีต่อบัณฑิต (Employer reputation) ซึ่งมาจากการสำรวจผู้ว่าจ้างทั่วโลก 44,884 คน โดยมหาวิทยาลัยปักกิ่งคว้าอันดับ 1 มาครอง
  • มหาวิทยาลัยจากจีนแผ่นดินใหญ่ 25 แห่ง ติด 50 อันดับแรกในด้านจำนวนการอ้างอิงต่อบทความ (Citations per paper) ซึ่งพิจารณาจากอิทธิพลของงานวิจัยที่ผลิต

7 ใน 10 มหาวิทยาลัยชั้นนำในเอเชีย เป็นมหา’ลัยจีน

QS-tsinghua university
มหาวิทยาลัยซิงหัว เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของจีน และได้คะแนนเป็นอันดับที่ 16 ของโลก จากการจัดอันดับของ The QS World University Ranking® 2020 | www.xinhuathai.com

ตัดภาพมาดู 10 อันดับแรกของมหาวิทยาลัยชั้นนำในเอเชีย เนื่องจาก การจัดอันดับของ QS World University Rankings มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในเอเชีย ประจำปี 2020 มีมหาวิทยาลัยจีนถึง 7 แห่ง ปรากฏใน 10 อันดับแรก ดังนี้ 1) มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ 2) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยาง 3) หาวิทยาลัยฮ่องกง 4) มหาวิทยาลัยซิงหัว 5) มหาวิทยาลัยปักกิ่ง 6) มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง 7) มหาวิทยาลัยฟู่ตั้น 8) มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง 9) สถาบันชั้นสูงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกาหลี และ 10) มหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง 

อันดับ 4 มหาวิทยาลัยชิงหัว (清华大学) เป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ชั้นนำของรัฐ ส่วนอันดับ 5 มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (北京大学) เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของจีน ซึ่งทั้งสองมหาวิทยาลัยนี้เป็นแหล่งรวมองค์ความรู้และเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็น AI, Machine Learning, Deep Learning, Big Data, Data Analytics ฯลฯ
QS 2020
สังเกตได้ว่า อันดับที่ 4-7 เป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่

จากการจัดอันดับดังกล่าว ดร.คริสตินา เหยียน จาง ผู้อำนวยการฝ่ายจีนของ QS บอกว่า จีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเป็นผู้นำด้านอุดมศึกษาระดับโลก ซึ่งทำให้มหาวิทยาลัยของจีนพัฒนาความสามารถในการแข่งขันและอิทธิพลในทุกๆ ด้านในเวทีโลก

“นับตั้งแต่ก่อตั้งจีนใหม่เมื่อ 70 ปีก่อน จีนประสบความสำเร็จอย่างมากในการปรับปรุงการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้ทันสมัย โดยสาขางานวิจัยนำสมัยบางสาขาของจีนเริ่มก้าวสู่ตำแหน่งชั้นนำระดับโลกแล้ว” 

ก่อนจะเป็น ‘ผู้นำด้าน AI’ จีนเก่งเทคโนโลยีได้อย่างไร?

แน่นอนว่า ชาติตะวันตกเก่งในเรื่องการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาแต่ไหนแต่ไร จีนเรียนรู้จากการรับจ้างผลิตโดยเป็น ‘โรงงานของโลก’ นานเกือบ 40 ปี แล้วดึงคนเก่งระดับ Talent จากต่างชาติเข้าประเทศ นำมาสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่พลเมืองชาวจีน ร่วมกับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับ 9 ประเทศชั้นนำที่มีเอกสารเผยแพร่ด้าน AI มากที่สุด

http://www.sppm.tsinghua.edu.cn/eWebEditor/UploadFile/China_AI_development_report_2018.pdf
ภาพจาก China AI Development Report 2018 แสดงให้เห็นเครือข่ายความร่วมมือของจีนกับประเทศที่มีเอกสารเผยแพร่ด้าน AI มากที่สุด โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย (เห็นได้จากเส้นหนาและเข้มที่เชื่อมโยงกับจีน) | www.sppm.tsinghua.edu.cn

อย่างไรก็ตาม หากเป็นฝ่ายรอรับหรือประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่คนอื่นพัฒนาแล้ว ย่อมไม่ยั่งยืนเท่าการสร้างนวัตกรรมได้เอง แผนพัฒนาเทคโนโลยีจึงขับเคลื่อนอย่างเข้มข้น ทั้งภาครัฐที่สนับสนุนให้สร้างและจัดหา บุคลากรที่มีศักยภาพในการทำงานด้าน AI มารวมเป็นกลุ่มคนเก่ง (AI Talent Pool) ภาคเอกชน เช่น บริษัทเทคระดับบิ๊กอย่าง BAT (Alibaba, Baidu, Tencent) ลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อวิจัยพัฒนา AI ยกตัวอย่างแค่ Baidu (ไป๋ตู้ แพลตฟอร์ม Search Engine ที่คนจีนใช้แทน Google) ลงทุนสร้างทั้ง

  • Institution of Deep Learning (IDL)
  • Big Data Laboratory (BDL)
  • Silicon Valley Artificial Intelligence Laboratory (SVAIL)
  • Augmented Reality Laboratory (ARL)
  • ฯลฯ

ในปี 2017 นักลงทุนชาวจีน (Chinese venture-capital investors) ลงทุนมากถึง 48% ของการลงทุนด้าน AI ทั่วโลก

ด้านการศึกษา ปี 2018 กระทรวงศึกษาธิการจีนประกาศผลักดันจีนสู่การเป็นประเทศชั้นนำด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ แนวทางคือ ให้มหาวิทยาลัยของจีนเป็น ผู้นำด้าน AI ภายในปี 2030 มหาวิทยาลัยชั้นนำจึงตื่นตัว ทั้งปรับทั้งจัดการเรียนการสอนด้าน AI รวมถึงเปิดสถาบันวิจัยหรือสร้างความร่วมมือด้าน AI กับภาคเอกชน อาทิ

  • มหาวิทยาลัยนานจิง เปิดตัว 2 สาขาวิชาใหม่ในปี 2018 ได้แก่ Machine Learning and Data Mining และ Intelligence System and Application และยังร่วมมือกับ JD.com ให้ผู้เรียนได้ทดลองพัฒนา AI ตามความต้องการที่เกิดขึ้นจริงจากการดำเนินธุรกิจ
  • มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง นำเสนอแนวคิดหลักสูตร AI+X คือ นำ AI ไปผนวกรวมกับวิชาเอกที่คาดว่าจะช่วยต่อยอดการเรียนรู้ด้าน AI ได้ โดยคาดว่าจะมีวิชาเอกเกี่ยวกับ AI เพิ่มขึ้นเป็น 100 รายวิชา ภายในปี 2020

ตัวอย่างการเรียนรู้ในยุค Seamless AI and Life 

จาก 10 อันดับมหาวิทยาลัยที่อยู่แถวหน้าของเอเชีย ลองหาข้อมูลต่อว่า มีองค์กรใดในไทยไปเชื่อมความร่วมมือและองค์ความรู้ด้าน AI มาให้เด็กไทยบ้าง พบว่าล่าสุด ธุรกิจค้าปลีก ‘ซีพี ออลล์’ ดึง 2 มหาวิทยาลัยชั้นนำมาร่วมจัดค่าย Creative AI Camp ได้แก่

  • Advanced Robotics Center มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) โดย Dr. Marcelo H. ANG Jr หนึ่งในพันธมิตรหลักของค่ายครั้งที่ 1 
  • Associate Professor HAN Shenglong จาก Department of Information Management Peking University มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (PKU) พันธมิตรใหม่ในค่ายที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 นี้

Creative ai workshop

ค่ายนี้มี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ร่วมจัดด้วย โดยภายในค่ายมีผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ระดับโลกมาช่วยพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์ AI ให้แก่นักเรียน ม.ปลาย-อาชีวะ นอกจากนี้ยังมี บริษัท ไอโนว์พลัส จำกัด และบริษัท แอ็คโคเมท จำกัด พันธมิตรด้านการศึกษามาร่วมให้ความรู้ พัฒนาทักษะความสามารถของนักเรียนหัวกะทิระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอาชีวศึกษาที่ผ่านการคัดเลือก 38 คน เพื่อปั้นให้เป็น พลเมือง AI สร้างสรรค์ (Creative AI Citizen) ที่สามารถใช้ AI ทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้


Creative AI Camp เยาวชนไทยได้เรียนอะไรบ้าง?

เนื่องจากโลกกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุค Seamless AI & Life หรือยุคที่ AI เข้ามามีส่วนร่วมกับชีวิตประจำวันของมนุษย์แบบไร้รอยต่อ ค่าย Creative AI จึงผสมผสานองค์ความรู้เรื่อง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นทักษะเฉพาะทาง (Hard Skills) เข้ากับหมากล้อม (GO) เกมกีฬาปรัชญาการดำเนินชีวิต ซึ่งเป็นทักษะที่ยืดหยุ่น (Soft Skills) โดยเนื้อหาหลักที่เยาวชนได้เรียนรู้ภายในค่าย ประกอบด้วย 

Creative AI Camp Seamless AI and Life
CREATIVE AI CAMP เป็นโครงการแรกที่นำความรู้ด้าน AI มาผสมผสานกับหมากล้อม
  • การบูรณาการวิธีสร้างสรรค์ AI ผ่านปรัชญาการเล่นหมากล้อม (Creative AI Convergence by Go Philosophy)
    เนื่องจากวิธีการสร้าง AI แบบดั้งเดิม คือวิธีการสร้างแบบตายตัว พัฒนาให้ AI ทำได้เพียงครั้งละ 1 ฟังก์ชัน การฝึกให้เยาวชนเข้าใจถึงกระบวนการคิดของหมากล้อมซึ่งมีกลยุทธ์ที่ซับซ้อน จะทำให้เยาวชนสามารถสร้างสรรค์ AI ที่ซับซ้อนขึ้น รู้แพ้รู้ชนะ ให้ความสำคัญกับมิตรภาพ และมองแบบองค์รวม
  • ความรู้เกี่ยวกับกลุ่มเทคโนโลยี ABCD
    ประกอบด้วย AI (ปัญญาประดิษฐ์) Blockchain (บล็อกเชน) Cloud และ Digital Data
  • การฝึกปฏิบัติจริง
    โดยให้เยาวชนแบ่งกลุ่มสร้างสรรค์ไอเดียเพื่อพัฒนาโครงการด้านเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ
‘การจัดอันดับสถาบันการศึกษา’ อาจสำคัญในสายตานักวิชาการ ผู้บริหาร คณาจารย์ หรือบุคลากรอื่นๆ ในแวดวงการศึกษา รวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ การสร้างผู้เรียนที่มีความรู้ พร้อมด้วยทักษะที่เหมาะสมกับยุค Seamless AI and Life ทั้ง Hard Skills, Soft Skills มีคุณธรรมจริยธรรม และเปิดกว้างสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต

บทความเกี่ยวกับ Hard Skills & Soft Skills ที่สาลิกาเคยนำเสนอ

Future Workforce & Reskilling 5 ขั้น ดันไทยสู่ Techland โดย ศุภชัย เจียรวนนท์

‘Creativity’ ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะช่วยรอด ปี 2020 ตามทรรศนะ James Taylor กูรูผู้จุดประกายความคิดระดับโลก

‘ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21’ อะไร ? ที่เยาวชนอาเซียน อยากเรียนรู้มากที่สุด ฟังคำตอบพร้อมต่อยอดสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต

4 ‘ทักษะ 2020’ Soft skill & Meta skill ที่ผู้บริหาร ‘องค์กรยุคใหม่’ ต้องมีติดตัว


ที่มา