ค่าเงินบาท การส่งออก และข้อจำกัดที่มีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

336

ความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์ชาติที่เกิดขึ้นนั้นเริ่มส่งผลกระทบต่อภูมิต้านทานของตัวตนเศรษฐกิจชาติเมื่อวันก่อนวันที่ 30 ก่อนปีใหม่ มีรายงานว่าค่าเงินบาทแตะที่ระดับ 29.92 บาทต่อดอลลาร์ แข็งที่สุดในรอบ 6 ปี และแข็งที่สุดในเอเชีย!


ในขณะที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเกือบจะต่ำที่สุดในเอเชีย ดูแล้วน่าจะเป็นเรื่องผิดปกติว่า ทำไมประเทศเพื่อนบ้านไม่เจอปัญหาแบบเรา

เกิดอะไรขึ้น?

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศประกอบด้วย การส่งออก การท่องเที่ยว และภาคการเกษตร โดยจากข้อมูลหน้างานจากผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ 2562 พบว่าจำนวนประชากรที่มีงานทำของไทยมีจำนวนทั้งสิ้น 37 ล้านคน ในจำนวนนี้อยู่ใน
  • ภาคการเกษตร 11.15 ล้านคน
  • ภาคการขายส่ง 6.47 ล้านคน
  • ภาคการผลิต 6.17 ล้านคน
  • ภาคการท่องเที่ยว 3.03 ล้านคน

ถ้าภาคอุตสาหกรรมการผลิตกว่าครึ่งยึดโยงกับการส่งออก หมายความว่าแรงงานประมาณ 20 ล้านคน ได้รับผลกระทบโดยตรงจากค่าเงินบาท

นี่คือ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดหรือมากกว่าครึ่งของประชากรในวัยทำงาน

ตัวเลขการส่งออก 12 เดือนของปีก่อน คาดว่าจะติดลบเพราะค่าเงินบาท “แข็งเกินจริง”
หากดูภาคการท่องเที่ยว จากการสำรวจหน้างานของจังหวัดภูเก็ต วันนี้จำนวนนักท่องเที่ยวสูงขึ้นกว่าปีก่อน ดูจากยอดจองรถและโรงแรม (การจองเกิดขึ้นก่อนค่าเงินบาทแข็งตัว) แต่ในภาพรวม ภาคการท่องเที่ยวก็เจออุปสรรค ไม่สามารถโตได้ตามเป้าร้อยละ 6-7
จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าเมืองไทยมาถึงสิ้นปี คือ 39 ล้านคน ซึ่งเกี่ยวกับธุรกิจที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่โรงแรม การบิน ร้านอาหาร และธุรกิจอื่นๆ โดยตลาดจีนเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวใหญ่ที่สุดของไทยในขณะที่บาทแข็ง แต่หยวนอ่อน คิดแล้วต้นทุนมาเที่ยวเมืองไทยแพงขึ้นร้อยละ 20 นักท่องเที่ยวจีนก็อาจไปฟิลิปปินส์กับเวียดนามแทน (จากการเปรียบเทียบระหว่างพัทยาและญาจางในเวียดนาม)
นักท่องเที่ยวให้ความเห็นว่า การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ญาจางอยู่ในช่วงของการเติบโต คือดำเนินการซื้อขายหากำไรได้ง่ายกว่าพัทยา ซึ่งมีปริมาณมากเกินความต้องการและที่สำคัญตำรวจไม่ค่อยเคร่งครัดวีซ่าทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเวียตนามสะดวกกว่า
ในทางกลับกัน พวกคนรวยจะไปเที่ยวต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ซื้อของต่างประเทศมากขึ้น เพราะรู้สึกว่าทุกอย่างราคาถูกลง แต่ปัญหาคือ เรามีเศรษฐีอยู่เพียงหยิบมือเดียว คือ ชนชั้นนำ 1% ที่ได้ประโยชน์สามารถใช้ชีวิตหรูหราไปกับการเดินทางและซื้อสินค้าแบรนด์เนมได้
แต่คนไทยส่วนใหญ่จะพบว่า ตัวเองกำลังตกที่นั่งลำบาก โรงงานลดการผลิตถึงขั้นหยุดสายการผลิตชั่วคราวไปจนถึงปิดกิจการ (กำลังการผลิตในปัจจุบันแค่ 64% การบริโภคภายในลดลง) เพราะผลิตมาแล้วขายไม่ออก เนื่องจากสินค้าไทยแพงขึ้นหากส่งออกจากมุมมองผู้ซื้อต่างประเทศไม่รู้จะต้านทานได้แค่ไหนหากต้องการรักษาลูกค้าไว้และมีงานทำต่อไป

เขตแดนของการทะยานตัว

เศรษฐกิจไทยตอนนี้ชี้ให้เห็นว่า มีปัจจัยจำกัดหลายประการที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจคือ ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ความยากจนของประชากร รายได้ที่ขาดการเติบโตเมื่อเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อและค่าเงินบาทที่แข็งตัวเกินไป และที่สำคัญ บทบาทของธนาคารชาติที่ไม่ค่อยสร้างความได้เปรียบสำหรับผู้ส่งออกและภาคการท่องเที่ยวในปัจจุบัน
อย่างที่รับรู้กันว่า ธนาคารชาติ เป็นองค์กรอิสระ ไม่ได้ขึ้นกับรัฐบาล รัฐสภา หรือหน่วยงานใดๆ จึงไม่สามารถถอดถอนได้ (นอกจากทำให้เศรษฐกิจเสียหาย) โดยทำหน้าที่เป็นสถาบันกฎหมายสาธารณะที่มีสิทธิพิเศษในการออกเงินและจัดการการไหลเวียนของเงิน และแม้ไม่ได้เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่มีอำนาจตามลักษณะทางกฎหมายเกี่ยวข้องกับการทำงานของอำนาจรัฐ
เนื่องจากการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้มาตรการบังคับของรัฐ ดำเนินการเป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐบาล ค่าเงินบาทที่แข็งตัวอย่างยาวนานและผิดปกตินี้น่าจะชี้ให้เห็นว่า ภูมิรัฐศาสตร์ภายในประเทศมีปัญหาในส่วนของการควบคุมการไหลเวียนของเงินอยู่ในมือของคนส่วนน้อย ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาโครงสร้างที่เป็นข้อจำกัดต่อการทะยานตัวทางเศรษฐกิจ
แต่ประเด็นที่สำคัญคือ ธนาคารชาติมักอ้างว่าจะต้องรักษาเสถียรภาพ จะต้องดูแลเป้าหมายเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ตรงนี้คือปัญหาหากภาคการส่งออกเดือดร้อน เพราะเป็นเสาหลักที่มีแรงงานกว่าครึ่งหนึ่ง ธนาคารชาติจึงต้องมีมาตรการดำเนินการ ทำอย่างไรที่จะผลักดันเงินต่างประเทศที่เข้ามาให้ออกนอกประเทศไป?
นี่น่าจะเป็นอาการผิดปกติจริงๆ ของเศรษฐกิจไทย  เงินทุนที่ไหลเข้ามาไม่น่าจะเป็นเรื่องของส่วนต่างดอกเบี้ย แต่น่าจะเป็นการเปิดพื้นที่การไหลเวียนทรัพยากรในภูมิภาคและภูมิเศรษฐกิจใหม่ (ไม่ว่าจะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่และการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งบางเพจถึงกับประกันรายได้ขั้นต่ำร้อยละ 10)
โครงการภาครัฐที่ดำเนินการใช้จ่ายค่อนข้างมีผลกระทบตามมาต่ำมาก เนื่องจากแรงงานจำนวนมากที่กล่าวมาข้างต้น ไม่มีส่วนร่วมในการพัฒนาคิดค้นร่วมกันในการลงทุน การจะขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ จึงทำได้ยากหากไม่ติดตั้งโครงสร้างกลไกองค์กรและเศรษฐกิจใหม่อย่างรวดเร็ว (กลไกการจัดการบริหาร ไม่รู้ว่าจะทำงานได้หรือไม่เพราะวันๆ เอาเวลาไปใช้กับการประชุม) ดังนั้น ก็จะเห็นการลดความสามารถด้านการแข่งขันว่ายังดำเนินต่อไป พร้อมกับการยอมจำนนต่อตลาดคู่แข่งรายใหม่ 
ในปีที่ผ่านมา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นบวก แม้ว่ารัฐจะดำเนินโครงการที่มุ่งสนับสนุนทางสังคมแก่ประชาชน เนื่องจากมาตรการดังกล่าวไม่ได้มีประสิทธิภาพเพียงพอ
ในปี 2020 เราควรทำงานเพื่อลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน รวมทั้งเพื่อให้บรรลุความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในโครงการระดับภูมิภาคภูมิเศรษฐกิจ ร่วมกับการลดภัยคุกคามภูมิรัฐศาสตร์ภายใน
แน่นอนว่าจะไม่เกิดผลลัพธ์ที่รวดเร็ว แต่ในระยะยาว การลดความยากจนและการแบ่งชนชั้นของสังคมจะส่งผลในทางบวกต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในประเทศ

 

 

เรื่อง : รศ.ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย