‘แอปพลิเคชัน ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เกียวโต’ 3 คีย์เวิร์ด กำหนด 3 เทรนด์ท่องเที่ยว ทศวรรษหน้า 2020

507

เชื่อว่าปีใหม่ปีนี้ นอกจากหลายคนจะวางแผนการทำงานกันแล้ว ยังคิดถึงการเดินทางท่องเที่ยวควบคู่กันไปด้วย อย่างน้อยก็เพื่อสร้างกำลังใจ หาเวลาพักผ่อนและผ่อนคลายความเครียดที่เกิดจากการทำงาน ซึ่งในโอกาสที่ปี 2020 นี้ เป็นปีเริ่มทศวรรษใหม่ อโกด้า แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวดิจิทัลที่เติบโตเร็วในอันดับต้นๆของโลก จึงได้พยากรณ์ 3 เทรนด์ท่องเที่ยว ที่จะได้รับความนิยมมสูงขึ้นเรื่อยๆตลอดทศวรรษหน้า

ทุกเรื่องวางแผนท่องเที่ยว ต้องรวมอยู่ในแอปพลิเคชันเดียว

รายงานจากอโกด้าชี้ เทรนด์ท่องเที่ยว โดนใจคนยุคใหม่ตลอดทศวรรษนี้ เริ่มต้นที่การฟันธง 3 ‘วิถีการท่องเที่ยว’ ที่จะเป็นที่นิยมในหมู่นักเดินทางสำหรับทศวรรษ 2020 ได้แก่
  • แอปพลิเคชันเดียวตอบทุกความต้องการในการท่องเที่ยว
  • การเดินทางโดยไม่ใช้พาสปอร์ต
  • เช็คอินผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ
เพราะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น แอปพลิเคชันการท่องเที่ยวที่ล้ำสมัย และสัญญาณการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่ดีขึ้น ส่งผลให้นักเดินทางมีความคาดหวังเกี่ยวกับการท่องเที่ยวมากขึ้น

โดยเฉพาะนักเดินทางชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดในประเทศอินโดนีเซีย (56%) ประเทศสิงคโปร์ (54%) ประเทศมาเลเซีย (53%) ไต้หวัน (50%) ประเทศฟิลิปปินส์ (48%) และประเทศไทย (48%) เห็นพ้องต้องกันว่า ‘วิถีการท่องเที่ยว’ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทั้ง 3 นี้ จะกลายเป็นเรื่องปกติในการเดินทางในทศวรรษหน้า ซึ่งเมื่อเทียบกับในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาแล้ว มีนักเดินทางเพียง 1 ใน 3 (33%) เท่านั้นที่เห็นด้วย
นอกจากนั้น 1 ใน 2 ของนักเดินทางชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คาดหวังว่าจะเช็คอินเข้าที่พักผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือได้ เพื่อไม่ต้องเสียเวลาเข้าคิวเช็คอินที่ล็อบบี้ เพราะสามารถดาวน์โหลดคีย์การ์ด และเช็คอินเข้าห้องพักได้ทันที โดยนักเดินทางจากสิงคโปร์ (54%) ฟิลิปปินส์ (53%) มาเลเซีย (58%) และไทย (49%) เป็น 4 ชาติที่คาดหวังให้เทรนด์แห่งนวัตกรรมเพื่อการท่องเที่ยวนี้มีการใช้งานอย่างแพร่หลายมากที่สุด
ในส่วนของเทรนด์การเดินทางโดยไม่ใช้พาสปอร์ตนั้น นักเดินทางจากสิงคโปร์ (50%) เวียดนาม (47%) ฟิลิปปินส์ (45%) จีน (44%) และออสเตรเลีย (41%) คือ 5 ประเทศที่มีคาดหวังจะได้เห็นเทรนด์นี้มากที่สุด ในทางตรงข้าม มีเพียง 1 ใน 5 ของนักเดินทางจากสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ที่คาดว่าการเดินทางโดยไม่ใช้พาสปอร์ตจะกลายเป็นเรื่องปกติในทศวรรษหน้า
จากข้อมูลนี้จึงสรุปได้ว่าเทคโนโลยีได้สร้างผลกระทบในเชิงบวกต่อวิธีการและสถานที่ที่ผู้คนเดินทางไป เช่นเดียวกับเทคโนโลยีนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นโดยอโกด้า ซึ่งทำให้นักเดินทางสามารถดูราคาและจำนวนห้องพักว่างของโรงแรม และบ้านพักหลายล้านแห่งทั่วโลกได้แบบเรียลไทม์ ทิโมธี ฮิวจ์ส รองประธานฝ่ายพัฒนาองค์กรของอโกด้า กล่าว
“ยุคนี้ถือเป็นยุคทองของนักเดินทาง เนื่องจากเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้รับการพัฒนาเพื่อให้ทุกคนสามารถค้นหา จอง และจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินและที่พักได้ง่ายขึ้น หากย้อนเวลากลับไป เมื่อทศวรรษ 2000 เรามีเมาส์และคอมพิวเตอร์ที่ทำให้การจองตั๋วเครื่องบิน และที่พักออนไลน์ง่ายขึ้นเพียงไม่กี่คลิก”
“นับแต่ทศวรรษ 2010 ที่ผู้คนเริ่มมีสมาร์ทโฟน ทำให้เข้าถึงแอปพลิเคชันหลากหลาย ที่เปรียบเสมือนทราเวลเอเย่นต์พกพาติดตัว จนมาในทศวรรษ 2020 ที่กำลังจะมาถึง เราก็มีเครื่องมืออันทรงพลังอย่าง การเก็บข้อมูล และแมชชีน เลิร์นนิ่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยี AI โดยสองสิ่งนี้จะช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถแนะนำสินค้าและบริการที่มีความเฉพาะเจาะจงกับแต่ละบุคคล (personalized) และเกี่ยวข้องกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ทำให้การจองบริการต่าง ๆ สำหรับการเดินทางกลายเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น”
ผู้บริหารอโกด้า ยังกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา นักเดินทางมีความกระตือรือร้น และคาดหวังที่จะเห็นการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะยกระดับ และทำให้การเดินทางเป็นเรื่องง่ายขึ้นสำหรับพวกเขา โดยเฉพาะชาวเอเชีย ปัจจุบันหลายบริษัทในทวีปเอเชียกำลังเป็นผู้นำของโลกในด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้และพัฒนาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้
“ผมหวังว่าจะได้เห็นทวีปเอเชียก้าวขึ้นเป็นผู้นำในเรื่องนี้ในทศวรรษ 2020 โดยเฉพาะในด้านวิดีโอและเทคโนโลยีเสมือนจริง (augmented reality) การปรับปรุงและพัฒนาแอปพลิเคชันและบริการสำหรับโทรศัพท์มือถือด้วยแชทและเสียง รวมถึงการชำระเงินออนไลน์”
และการพัฒนานี้ก็ควรจะเดินหน้าทำให้เกิดผลขึ้นอย่างจริงจัง เพราะจากการสำรวจพบว่านักเดินทางทั่วโลกมีความต้องการที่จะท่องเที่ยวมากขึ้นในทศวรรษ 2020 โดย 40% ของผู้ตอบแบบสอบถาม อยากเที่ยวในประเทศของตนเองให้มากขึ้น และ 35% อยากเที่ยวในต่างประเทศให้มากขึ้น

นักท่องเที่ยวยุคใหม่ ต้องโกกรีน เทรนด์ท่องเที่ยว เชิงนิเวศ คือหนึ่งในใจ

เมื่อพูดถึงความรับผิดชอบต่อสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืนในระดับโลก นักเดินทางมากกว่า 1 ใน 4 ต้องการทางเลือกในการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในทศวรรษหน้า โดยเฉพาะนักเดินทางจากประเทศสิงคโปร์ ไทย และอินโดนีเซีย ที่มีความกระตือรือร้นในการเลือกสรรการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ส่วนหนึ่งอาจมาจากการทราบข่าวคววามเสื่อมโทรมของสถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลก ทำให้มีความรู้สึกอยากเป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่ก่อปัญหาเพิ่ม อย่างการรายงานข่าวเรื่องการปิดอ่าวมาหยาในประเทศไทย และเกาะโบราไกย์ (Boracay island) ในประเทศฟิลิปปินส์เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งสร้างกระแสให้นักเดินทางทั่วโลกอยากมีส่วนร่วมช่วยรักษ์โลกมากขึ้น
กลุ่มนักเดินทางอายุ 35-44 ปี และมากกว่า 55 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มที่จะอยากท่องเที่ยวในประเทศของตนเองมากขึ้น (40% และ 42% ตามลำดับ) โดยนักเดินทางจากประเทศจีน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ไทย สหรัฐอเมริกา และประเทศเวียดนาม เลือกจุดหมายปลายทางในประเทศเป็น 1 ใน 3 อันดับแรกบนรายการจุดหมายปลายทางที่ตนอยากไปในทศวรรษหน้า
นักเดินทางชาวเกาหลีและญี่ปุ่น มีแนวโน้มที่จะเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวมากขึ้นในทศวรรษหน้า ส่วนนักเดินทางชาวไต้หวันและอินโดนีเซีย มีแนวโน้มจะเดินทางช่วงจบการศึกษาเพื่อค้นหาตัวเองก่อนศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยหรือวางแผนอื่นๆ ในอนาคต

‘เกียวโต’ ตัวแทนเมืองรุ่มรวยวัฒนธรรม คว้าที่ 1 จุดหมายปลายทางที่ผู้คนอยากไปเยือนมากที่สุดในโลก

เมืองที่ขึ้นแท่นเป็นอันดับ 1 ของจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลกในทศวรรษหน้า นักเดินทางทั้งจากเอเชียและตะวันตก ต่างอยากมาสัมผัสและสำรวจเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นดั่งสมบัติของทวีปเอเชีย มีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม อาทิ เมืองเกียวโตในประเทศญี่ปุ่นที่มีศาลเจ้าชินโต วัฒนธรรม อาหาร และประวัติศาสตร์อันเลื่องชื่อ ตามมาด้วยกรุงเทพมหานคร และเกาะบาหลีในประเทศอินโดนีเซีย
ส่วนนักเดินทางจากประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศไทย ไต้หวัน ประเทศเวียดนาม และประเทศมาเลเซีย ต่างต้องการไปเที่ยวที่อื่นมากกว่าที่เมืองหลวงของประเทศตัวเอง ขณะเดียวกันนักเดินทางจากประเทศเกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร และประเทศออสเตรเลีย เป็น 3 ประเทศที่ไม่ได้เลือกที่เที่ยวในประเทศเป็นจุดหมายปลายทางในทศวรรษหน้า
ข้ามไปฝั่งตะวันตก นักเดินทางชาวอเมริกันและชาวอังกฤษต่างอยากไปท่องเที่ยวที่ “มหานครนิวยอร์ก” มากที่สุดในทศวรรษหน้า ทั้งนี้ มหานครนิวยอร์กก็เป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ สำหรับนักเดินทางจากประเทศออสเตรเลีย ประเทศญี่ปุ่น และประเทศเกาหลีใต้ ส่วนนักเดินทางทั้งชาวมาเลเซีย และอินโดนีเซียก็มีความต้องการอยากไปเยือนกรุงมักกะฮ์ให้ได้ก่อนปี 2030
มาถึง เทรนด์การท่องเที่ยวในทศวรรษ 2020 ของประเทศไทย พบว่า คนไทยเกือบครึ่งหนึ่ง (49%) คาดว่าการใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อเช็คอินเข้าที่พักได้จะกลายเป็นเรื่องปกติในทศวรรษหน้า ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่คาดหวังกับเทรนด์นี้มากที่สุด
และคนไทยอีก 39% คาดว่าอยากมีแอปพลิเคชันเดียวที่ครอบคลุมทุกความต้องการในการเดินทางได้ ต่อมา อีก 32% ของนักเดินทางชาวไทยต้องการทางเลือกในการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเมื่อเดินทาง และแม้ว่า 36% ของนักเดินทางชาวไทยต้องการท่องเที่ยวในประเทศตัวเองมากขึ้น กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของไทย ก็ยังติดอันดับ 1 จุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับคนไทยในทศวรรษหน้า ตามมาด้วยด้วยเกียวโต อันดับ 2 และภูเก็ต อันดับ 3 ขณะที่ 30% บอกว่าต้องการไปท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น

อยากอ่านรายละเอียดของแต่ละประเทศเพิ่มเติม คลิกได้ที่ Agoda Press Room 


เทรนด์ท่องเที่ยว กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวรายได้ดี สร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ได้อย่างไรบ้าง คลิกอ่านต่อเลย

เจาะตลาด ASEAN Tourism ส่องลู่ทางทำธุรกิจ ตอบโจทย์ ‘การท่องเที่ยวแบบฮาลาล’ โตแรง

โฮมสเตย์…ท่องเที่ยวย้อนยุคที่ยังไม่ถูก ‘ดิสรัปต์’

พลิกโฉม ‘อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย’ ด้วยโครงสร้างพื้นฐาน & เทคโนโลยีอัจฉริยะ ฝันให้ไกล ไปถึงได้แน่ ปี 2030