กาลเวลาเปลี่ยนศรัทธา “ประชาธิปไตย” ขณะที่ “สังคมนิยม” เจิดจ้าในฝั่งตะวันออก

1102

ที่จริงการส่งออก “แนวคิดประชาธิปไตยแบบตะวันตก” นั้น สิ้นมนต์ขลังไปตั้งนานแล้ว นับแต่โลกตะวันตกเผชิญกับ “ความวุ่นวายและตกต่ำภายใน” ที่รุนแรงต่อเนื่อง ทั้งในอเมริกาและยุโรป!


วาทกรรมกดข่ม-ทำลายล้าง-ล่าอาณานิคมทำให้ตำรวจโลกที่เคยคึกคักเมาอำนาจอย่างมะกัน ต้องกระเป๋าฉีก หันไปฟื้นฟูตัวเองให้หายจากอาการกร่างและความป่วยไข้ของตัว!
การสร้างวาทกรรมขี้ข้าที่เชิดชูประชาธิปไตยของอเมริกาและโลกตะวันตก ซึ่งมีอิทธิพลครอบโลกให้มีมุมมองมิติเดียวมาตลอดว่า ประชาธิปไตยและความก้าวหน้าแบบตะวันตกเป็น “หนทางเดียว” ที่สามารถตอบโจทย์ทุกสิ่ง เป็นสังคมที่ดีที่สุดหรือเลวน้อยที่สุด ที่ได้พร่ำโฆษณาชวนเชื่อจนน้ำลายเลอะไปทั่วโลก
แต่ครั้นเมื่อโลกเคลื่อนผ่านความก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงมาถึงวันนี้ คำพร่ำชวนเชื่อที่ว่าก็กลายเป็นวาทกรรมกำมะลอ จุดไม่ติดในทุกมุมโลก การกล่าวอ้างประชาธิปไตยที่มุ่งประโยชน์ตนแฝงฝังไว้ วันนี้โลกรู้ทัน-ไม่เอาด้วย การส่งออกการปฏิวัติประชาธิปไตยที่เคยรุ่งเรืองตั้งแต่กระแสอาหรับ สปริง จึงแผ่วและอ่อนล้าไร้ความหมายไปในโลกที่ต้องการความก้าวหน้าและความสงบสุข!

ความเจิดจรัสของสังคมนิยมในโลกตะวันออกอย่าง “จีน” ได้พัฒนายกระดับความก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว แก้ปัญหาความยากจนของผู้คนกว่า 600 ล้านคน ในช่วงกว่า 2 ทศวรรษ ความเปลี่ยนแปลงในแบบของจีนล้มล้างทุกทฤษฎีที่โลกตะวันตกเคยดูถูกเหยียบย่ำลงราบคาบ!

จากอดีตโลกคอมมิวนิสต์ที่เคยพ้ายแพ้ต่อ “วาทกรรมนำว่าด้วยประชาธิปไตยและโลกเสรี” ที่จีนต้องดิ้นรนเอาตัวรอดท่ามกลางสภาพความยากจนขาดแคลน เมื่อตั้งตัวได้ก็ปฏิรูปจัดปรับทิศทางพัฒนาตัวยุคใหม่ของจีน โลกก็เปลี่ยนทิศ ก่อรูปการพัฒนาและความมั่งคั่งขึ้นในโลกฝั่งตะวันออก!
การพัฒนา ความเติบโตก้าวหน้า และความมั่งคั่งของจีน ไม่ได้มาด้วยโชคชะตาและความบังเอิญ! แต่ความเจริญก้าวหน้าที่มีวันนี้ได้ เกิดจากการปรับตัวพัฒนาทุกมิติพร้อมกันทั้งประเทศอย่างมีแบบแผน มีขั้นตอนของนักปฏิบัติการ “คลำหินข้ามแม่น้ำ” แบบของจีน และวิสัยทัศน์ที่เฉียบคมแม่นยำของนักคิดสายช่างอย่าง เติ้ง เสี่ยว ผิง ที่เคยโดนกลุ่มความคิดเก่าไล่ล่าทำลาย จึงจำต้องอดทนเงียบมานาน แต่หลังจากพ้นภัยพาล ผู้นำจีน เติ้ง เสี่ยว ผิง ก็เดินหน้าปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจ เปิดประตูจีนสู่โลกกว้าง ใช้ลักษณะทางเศรษฐกิจกำหนดการเมือง กฎหมาย และวัฒนธรรม สร้างจีนให้ทันสมัย ปรับผลิตภาพภายในและเชื่อมต่อความคิดกับคนรุ่นใหม่ โดยส่งผ่าน “ทฤษฎีเติ้ง เสี่ยว ผิง” สู่ผู้นำ เจียง เจ๋อ หมิน ในแบบ “ความคิดตัวแทน”

กอปรกับ “แนวทางการพัฒนาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์” ของผู้นำยุค หู จิ่น เทา ขณะเดียวกัน “เติ้ง” ก็ทำงานหนักในการปรับสร้างเศรษฐกิจจีนใหม่กับสหาย “สี จง ชุน” บิดาของ สี จิ้น ผิง ไปด้วย โดยมุ่งปลดปล่อยพลังการพัฒนาทุกระดับของจีนให้โลดแล่นเป็นจริงในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งต่อมาขยายกว้างออกอย่างรวดเร็ว
เมื่อถึงยุค สี จิ้น ผิง ได้จัดปรับจีนทุกมิติสู่ความก้าวหน้า คู่ไปกับการตั้งหน่วยงานมุ่งขจัดความยากจนปรับสร้างพัฒนาเกษตรกรรมในชนบทให้เข้ากับวิทยาการใหม่และการพัฒนาเทคโนโลยี ปรับด้านกฎหมาย ระบบระเบียบราชการ รวมทั้งปรับแนวคิดพรรคคอมมิวนิสต์จากลัทธิสู่การเป็นพรรคชาตินิยม และขจัดคอร์รัปชั่นอย่างดุดันรุนแรง!
การดำเนินงานภายใต้ “ความคิดสี จิ้น ผิง ว่าด้วยสังคมนิยมอันมีเอกลักษณ์แบบจีนยุคใหม่” จึงเป็นภาคปฏิบัติที่ไม่ยึดติดกับทฤษฎีเดิมๆ! เพราะสี จิ้น ผิง ได้จัดปรับพื้นฐานเศรษฐกิจและพลังการผลิตของจีนให้ก้าวหน้าโดยมี 4 แนวทางสำคัญ คือ
  1. แก้ไขกลุ่มการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีต่ำและล้าหลังด้วยการให้เอกชนจีนเข้าซื้อกิจการบริษัทต่างชาติที่ก้าวหน้า เพื่อนำเทคโนโลยีและระบบมาปรับการผลิต ตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาเพื่อดึงคนเข้ามาพัฒนาให้ทันการเปลี่ยนแปลง และสุดท้ายดึงดูดบริษัทต่างชาติให้เข้ามาตั้งโรงงานในจีน เพื่อสร้างการเรียนรู้ ปรับตัว และดูดซับแรงงานฝีมือ
  2. สนับสนุนกลุ่มเทคโนโลยีการผลิตที่เหนือกว่าต่างชาติ
  3. ภาคการผลิตที่ต้องปรับตัวและใช้แรงงานมาก ให้ย้ายฐานการผลิตไปลงทุนในเส้นทางสายไหมใหม่ (OBOR หรือ BRI ในปัจจุบัน)
  4. เร่งส่งเสริมพัฒนากลุ่มเศรษฐกิจใหม่ เทคโนโลยี AI และการคมนาคมโลจิสติกส์

นี่คือการปรับฐานยกระดับการผลิตยุคใหม่ของจีน โดยวางเป้าหมายเป็นผู้นำโลกด้าน AI ในปี ค.ศ. 2030 และบรรลุการเป็นประเทศสังคมนิยมมหาอำนาจสมัยใหม่ที่ร่ำรวย เป็นเลิศทางวัฒนธรรม สมานฉันท์ และสวยงาม นับจากปี 2036 ไป

ความพยายามที่จะสร้างแสงเจิดจรัสของโลกตะวันออกของจีนนั้น อยู่ห่างไทยแค่เอื้อม! จีนเปลี่ยนแปลงมหาศาลในขณะที่ไทยเราก็ต้องการเช่นกัน วันนี้เราต้องการการเมืองที่ช่วยปรับสร้างความก้าวหน้าเช่นจีน (การวิพากษ์ประชาธิปไตยตะวันตกในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าชื่นชมเผด็จการ) โดยต้องการ 1) การเมืองแบบไทยที่ไม่ต้องเป็นทาสตะวันตก 2) การเมืองที่รู้จักช่วยหนุนนำปรับสร้างความก้าวหน้าให้ประเทศ ไม่หมกมุ่นอยู่แต่กับความคับแค้นและมโนทัศน์เบลอๆ ของกลุ่มพวกตัวเอง 3) การเมืองที่ควรแยกให้ออกว่า ความก้าวหน้าของประเทศนั้นต้องไม่ถูกทำลายล้างด้วยการเมืองในแบบที่บางพรรคกำลังเมามันอยู่
ขอให้กาลเวลาช่วยผ่านมาพัดพาความเลวร้ายที่เกิดกับประเทศไปด้วย ให้คงไว้แต่การเปิดกว้าง คงสติปัญญา และแสงแห่งความเจิดจรัสที่รอวันจะฉานฉายเรืองรอง…

 

 

เรื่อง : Apichartology