จริงหรือไม่? ไทยกำลังจะกลายเป็นผู้ส่งออกผลไม้อันดับ 1 ของโลก

1491

ปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกทั้งผลไม้สดและผลไม้แปรรูปคิดเป็น 20% ของโลก

อยู่อันดับ 2 รองจากชิลีซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกผลไม้ 21%

ต่างกันแค่ 1%


ทุเรียนคือผลไม้ส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีสัดส่วนคิดเป็น 44% ของการส่งออกผลไม้ทั้งหมด
โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 (..-มิ..) ไทยส่งออกทุเรียนสูงถึง 817 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 25,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าโดยมีตลาดส่งออกหลักได้แก่จีนและอาเซียน
ทำให้ปัจจุบันไทยครองแชมป์ผู้ส่งออกทุเรียนอันดับที่ 1 ของโลก นำหน้าฮ่องกงและมาเลเซียกว่าเท่าตัว

1% ของชิลีจะแย่งมาได้อย่างไร?
คำถามนี้คงต้องย้อนกลับไปในปี 2561 การประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) ณ จังหวัดจันทบุรีและตราด วันที่ 5-6 กุมภาพันธ์ 2561
ประเด็นสำคัญของการประชุมครั้งนั้นคือการเชื่อมโยงภาคการเกษตรและการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราดให้เชื่อมต่อกับภาคอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี (ฉะเชิงเทราระยองจันทบุรี)
ด้วยการจัดตั้งระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (Eastern Fruit Corridor) หรือ EFC
เป้าหมายคือการทำให้ประเทศไทยเป็นมหานครผลไม้ของโลก
ตามคอนเซ็ปต์เกษตรกรรมเชื่อมอุตสาหกรรม
โครงการนี้จะมีการสร้างห้องเย็นขนาดใหญ่ขึ้นในจังหวัดระยองซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อีอีซี เพื่อเก็บรักษาผลไม้ในภาคตะวันออกให้คงความสดและใหม่โดยไม่ต้องรีบขาย
เนื่องจากที่ผ่านมา เมื่อถึงฤดูผลไม้ เกษตรกรต้องรีบตัด รีบขาย ทำให้ขาดอำนาจการต่อรอง เกิดปัญหาผลไม้ล้นตลาด ราคาตก ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า วนเวียนเป็นวัฏจักร ไม่สิ้นสุด

มิหนำซ้ำเกษตรกรยังถูกบีบให้ตกลงราคาซื้อขายล่วงหน้าโดยตรงระหว่างเกษตรกรและผู้ซื้อในลักษณะการซื้อขายผลไม้แบบยกสวนโดยผู้ซื้อจ่ายเงินมัดจำส่วนหนึ่งให้เกษตรกรผู้ผลิตทำให้เกษตรกรไม่สามารถต่อรองราคาได้
แต่ถ้ามีห้องเย็นขนาดใหญ่รองรับ ก็ไม่ต้องรีบขายทั้งหมด เก็บบางส่วนไว้จนดีมานด์สูงกว่าซัพพลายแล้วค่อยส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ หรือ เข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลผลิต
ด้วยวิธีการนี้คาดว่าจะเพิ่มมูลค่าผลไม้ได้ 5-10 เท่า
หลังจากโครงการนี้ผ่านการเห็นชอบจากประชุมครม.สัญจร รัฐบาลได้อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการในระยะที่ 1 จำนวน 80 ล้านบาท เริ่มดำเนินการในปี 2561 ศึกษาโครงการ ออกแบบโครงร่าง รวมถึงการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
กำหนดพื้นที่ตั้งห้องเย็นในนิคมสมาร์ทพาร์ค ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง งบประมาณการก่อสร้างห้องเย็นประมาณ 100 ล้านบาท
โดยมี ปตท.ร่วมสนับสนุนการสร้างห้องเย็นดังกล่าว เนื่องจากในแต่ละปี ปตท. มีก๊าซหล่อเย็นจำนวนมากที่เคยปล่อยทิ้งเปล่าๆ สามารถนำมาสนับสนุนในการสร้างห้องเย็นได้
พร้อมกันนี้ยังมีความร่วมมือจากบริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด หรือบีไอจี (BIG) ผู้นำนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมครบวงจร และ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG ที่จะเข้ามาสนับสนุนด้านโลจิสติกส์

ยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว
ว่ากันว่าถ้าโครงการนี้เดินหน้าสำเร็จตามแผนในปี 2563 จะเพิ่มรายได้เกษตรกร 2-3 เท่าตัว
ซึ่งห้องเย็นดังกล่าวจะไม่ได้ทำหน้าที่แค่การเก็บรักษาผลไม้เท่านั้น แต่ยังจะประยุกต์ให้เป็นระบบตลาดประมูลซื้อขายผลไม้ระดับโลก
คล้ายกับตลาดประมูลไม้ดอกประเทศเนเธอร์แลนด์
สร้างมูลค่าซื้อขายต่อปีมากกว่า 5 หมื่นล้านบาท
เท่ากับว่ายิ่งปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัวคือ
  • 1. แก้ปัญหาผลผลิตทางการเกษตรขาดแคลนหรือล้นตลาด
  • 2. แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
  • 3. ดันไทยเป็นผู้ส่งออกผลไม้อันดับ 1 ของโลกภายในปี 2564
แน่นอนว่าโครงการนี้จะกลายเป็นโมเดลขยายไปยังจังหวัดในภูมิภาคอื่นๆ ต่อไป
แต่ก่อนอื่นช่วยกันลุ้นให้ EFC เดินได้ตามแผน!!!