New Year’s Resolution : 3 สิ่งที่ควรทำเมื่อเริ่มปีใหม่

377

จริงๆ แล้ววัฒนธรรมของฝรั่งมีทั้งสอดคล้องเหมาะสมกับสังคมไทย และไม่เหมาะสมสังคมไทย แต่ถ้าสังคมไทยคัดเลือกส่วนที่ดีงาม นำมา Apply ใช้ก็น่าจะทำให้สังคมไทยดีขึ้นได้ เช่น New Year’s Resolution


แต่คนไทยบางกลุ่มชอบเลือกส่วนที่ไม่ค่อยดีมาใช้อย่างผิดๆ อย่างเช่น วันวาเลนไทน์ การให้ความเคารพผู้อาวุโส การดูแลบุพการี ส่วนวัฒนธรรมของฝรั่งที่ผมเห็นว่าน่านำมาใช้เป็นอย่างยิ่ง เช่นการให้บุตรหลานไปทำงานพาร์ทไทม์ในช่วงปิดเทอม ในขณะที่คนไทยมักจะพาลูกไปห้าง หรือถ้ารวยหน่อยก็พาไปเที่ยวต่างประเทศ หรือส่งไปเรียนซัมเมอร์
ส่วนผม…ถ้าผมมีลูก ตั้งใจจะให้ลูกไปทำงานพาร์ทไทม์หรืองานอดิเรกที่สร้างรายได้ โดยจะโปะเงินให้เป็น 2 เท่าของรายได้ที่ลูกหาได้ เป็นการสอนให้ลูกรู้จักคุณค่าของเงิน จะได้ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย โดยจะบอกลูกว่า สิ่งใดที่ลูกอยากได้ก็ต้องทำงานเพื่อแลกกับสิ่งนั้น เช่น ถ้าอยากได้มือถือราคาแพงๆ สมมุติว่าราคา 24,000 บาท นั่นหมายความว่า ลูกของผมจะต้องทำงานให้มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท แล้วที่เหลืออีก 16,000 บาท ผมก็จะโปะให้ลูก
มือถือเครื่องนี้น่าจะทำให้ลูกผมภาคภูมิใจกว่าเพื่อนๆ ของเขา เพราะได้มาจากหยาดเหงื่อของตัวเอง แล้วก็จะทำให้ผมภูมิใจด้วยว่า ลูกของผมสามารถหาเงินได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมมั่นใจได้มากขึ้นว่า อนาคตของลูกคงไม่ใช่คนที่จะมาเป็นภาระของผมหรือประเทศชาติ และไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัวเหมือนอย่างคนอื่นๆ 
อีกสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะพูดถึงในบทความนี้ก็คือ New Year’s Resolution คือ
โดยปกติช่วงปลายปี ฝรั่งส่วนใหญ่มักจะชอบทำ New Year’s Resolution คือ การวางแผนว่าจะทำอะไรบ้างในปีใหม่นี้ ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเป็นสิ่งที่ดี โดยเราควรจะทบทวนสิ่งที่เราทำไปและสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา ครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน สังคมไทย และโลก ในรอบปีที่ผ่านมา ว่ามีอะไรที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร สิ่งใดที่ดีแล้วก็ควรจะดำเนินต่อไป ส่วนสิ่งที่ไม่ดีก็ควรคิดอ่านที่จะแก้ไขให้มันดีขึ้น เพื่อจะได้ไม่สร้างปัญหาให้เราในภายภาคหน้า

ส่วนตัวผมเอง ในฐานะนักลงทุนก็คงจะต้องทบทวนผลลัพธ์จากการลงทุนด้วยเช่นกัน โดยผมจะทบทวนดูว่า

 1. การลงทุนในปีที่ผ่านมา
ได้ผลตอบแทนเป็นอย่างไร 
หุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนไปมีรายการไหนที่ตัดสินใจถูกต้องหรือผิดพลาด อย่างไร โดยเปรียบเทียบกับ Benchmark โดยหุ้นผมจะใช้ SET INDEX เป็น Benchmark บวกกับอัตราเงินปันผล ซึ่งผมมักจะตีคร่าวๆ ว่ามีค่าเท่ากับ 3% ซึ่งก็จะคำนึงถึงสภาพตลาดหุ้นและ Sector ของหุ้นที่ผมลงทุนประกอบด้วย และพิจารณาจุดมุ่งหมายที่ตัดสินใจลงทุนตั้งแต่แรกว่า คิดอย่างไร และเป็นไปตามที่คิดไหม ด้านอสังหาริมทรัพย์ ผมมักจะดูจากผลตอบแทนที่ได้รับ และความรวดเร็วในการขาย


 2. ทบทวนหนี้สิน (ถ้ามี)
ว่าเป็นหนี้ที่เกิดจากอะไรบ้าง
 และอัตราดอกเบี้ยสูงต่ำอย่างไร 
โดยพยายามที่จะไม่ก่อหนี้เพื่อสินค้าที่เสี่อมมูลค่าได้ง่าย เช่น รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ ซึ่งปัจจุบันนี้ธุรกิจผ่อนสินค้ารุกไปถึงเครื่องสำอางและทัวร์แล้ว ผมไม่เข้าใจคนที่ซื้อสินค้าเหล่านี้ด้วยเงินผ่อน ว่าเขาคิดกันอย่างไร โดยเฉพาะเครื่องสำอางและทัวร์ ซึ่งเป็นสินค้าและบริการที่ไม่จำเป็นกับชีวิตเลย และอัตราดอกเบี้ยประเภทสินเชื่อส่วนบุคคลกับบัตรเครดิตก็จะมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก ประมาณ 18-25% ต่อปี

การที่ท่านจะลงทุนให้ได้ผลตอบแทนในระดับนั้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว ขนาด Warren Buffet นักลงทุนที่มีชื่อเสียงระดับโลก ยังทำผลตอบแทนได้ประมาณ 20% เท่านั้น ยกเว้นแต่ท่านมีเงินมากพออยู่แล้ว อยากซื้อมาใช้หรืออยากไปเที่ยว อย่างนั้นไม่ว่ากัน

ส่วนคนที่เป็นหนี้ ควรพยายามลดและล้างหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงที่สุดไปก่อน ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล หลังจากล้างหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงไปหมดแล้วค่อยมาเปรียบเทียบดูว่า ระหว่างคงหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ กับมีเงินเหลือนำไปลงทุนในทรัพย์สินที่คาดหวังผลตอบแทนได้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตั้งแต่ 1.50-2 เท่าเป็นต้นไป หรือจะไปล้างหนี้ให้หมดเสียก่อน แล้วค่อยคิดที่จะลงทุน นั่นคงแล้วแต่ Risk Appetite ของแต่ละท่านและความเชื่อมั่นของทรัพย์สินที่จะลงทุน ว่ามีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนตามที่คาดหวัง

อย่างไรก็ตาม ควรตั้งสัตย์ปฏิญาณตนว่าจะไม่ก่อหนี้สินเพื่อซื้อสินค้าที่เสี่อมมูลค่าได้ง่ายดังกล่าวอีก ยกเว้นการก่อหนี้เพื่อซื้อสินทรัพย์ที่จะทวีมูลค่าเมื่อเวลาผ่านไป เช่น บ้าน คอนโด ไว้เพื่ออาศัยอยู่เองหรือเพื่อปล่อยเช่า แต่ควรที่จะได้ผลตอบแทนจากการให้เช่าไม่ต่ำกว่า 5-6%
ถ้าอย่างนี้ ผมขอสนับสนุนเต็มที่ครับ เพราะว่าท่านจะประหยัดค่าเช่าบ้าน เพราะไม่ว่าท่านจะจ่ายค่าเช่าไปกี่สิบปี ท่านก็ไม่มีวันที่จะได้เป็นเจ้าของ
ในขณะที่ถ้าท่านผ่อนบ้านหรือคอนโดกับธนาคาร ภายใน 20-30 ปี แล้วแต่ระยะเวลาที่ท่านกู้ ในที่สุดท่านก็จะได้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ชิ้นนั้น และราคาก็คงจะมีมูลค่ามากกว่าราคาที่ท่านซื้อไว้ กำไรก็จะได้ทั้งจากการอยู่อาศัยและมูลค่าที่สูงขึ้น

 3. ตรวจสุขภาพประจำปี
โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
ควรจะตรวจทุกๆ ปี 
ส่วนผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรจะตรวจปีละ 2 ครั้ง เพื่อทำให้ทราบว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา ว่าลักษณะการใช้ชีวิตเป็นการส่งเสริมหรือทำลายสุขภาพของเราเอง ซึ่งต้นทุนของการป้องกันดูแลสุขภาพนั้นถูกกว่าค่ารักษาพยาบาลมาก และปัจจุบัน ค่ารักษาพยาบาลโดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชนสูงมาก ดังนั้น การที่มีสุขภาพที่แข็งแรงจะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านนี้ไปได้มาก ส่งผลให้มีเงินเหลือที่จะไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนและเสริมความมั่นคงให้กับชีวิต

ปีใหม่นี้ขออวยพรให้ผู้อ่านและครอบครัวมีสุขภาพแข็งแรง  และมีเงินใช้มากๆ นะครับ


เรื่องน่ารู้และคำแนะนำเกี่ยวกับการออม

การออม…ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่อาจเป็นปัญหาใหญ่หากคนไทยยังออมเงินไม่เป็น

ได้เวลาหยุดนิสัยสร้างหนี้ เมื่อผลสำรวจ ‘หนี้ครัวเรือนไทย’ ปี’61 เผยครอบครัวไทยแบกหนี้ 12.83 ล้านล้านบาท

ทำไมรัฐควรเลิกช่วย ‘คนจนที่ขี้เกียจ’