จาก “ผู้ทำลายล้าง” กลายเป็น “อ่อนน้อมถ่อมตน” “คนเปลี่ยนได้” ด้วย Cultural Transformation กรณีศึกษา The Special One (ตอนแรก)

700

“ผู้จัดการทีมฟุตบอล” เปรียบได้กับ “ผู้นำ” หรือ “นักบริหาร” คนหนึ่ง

เพราะ “ทีมฟุตบอล” นั้น จัดเป็น “องค์กร” องค์กรหนึ่ง ตาม “ทฤษฎีองค์กร”

ดังนั้น “การบริหารทีมฟุตบอล” จึงต้องมี “ภาวะผู้นำ” เช่นเดียวกับ “องค์กรทั่วไป”
ยิ่งในยุคนี้ “ศาสตร์แห่งการบริหารจัดการ” มีพัฒนาการที่ก้าวหน้ามาก “แวดวงลูกหนัง” จึงหนีไม่พ้นการเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน
นอกจาก “ศาสตร์แห่งการบริหารจัดการ” แล้ว คำว่า KPI (Key Performance Indicator) หรือ “ตัวชี้วัดผลงาน” ของ “องค์กร” คืออีกปัจจัยหนึ่งซึ่งสามารถบ่งบอกได้ว่า “ผู้นำ” หรือ “นักบริหาร” คนไหนเก่งกว่ากัน
กล่าวสำหรับโลกของฟุตบอลแล้ว KPI ในวงการลูกหนังก็คือ “ผลงานในสนาม” ซึ่งเป็นภารกิจหลักของ  “ผู้จัดการทีม”
อย่างไรก็ดี แม้ “ผลงานในสนาม” จะเป็นปัจจัยหลักในการพิจารณา ว่า “ผู้จัดการทีม” จะได้ไปต่อ หรือต้องเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าก้าวออกจากบ้าน AF

ทว่า “พฤติกรรมส่วนตัว” ของ “ผู้จัดการทีม” ที่สั่งสมในใจเจ้าของทีมฟุตบอลมายาวนาน ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กัน

ไม่ว่าพฤติกรรมนั้นจะเป็น “พฤติกรรมดี” หรือ “พฤติกรรมแย่” ก็ตาม

ลองมาดู “สมการ” กันเล่นๆ ครับ
หาก “พฤติกรรมดี + ผลงานในสนามดี” ผู้จัดการทีม ย่อมได้ใจทั้งแฟนบอลและเจ้าของทีม
และแม้ว่า “พฤติกรรมดี + ผลงานในสนามแย่” ก็ยังอาจพอถูๆ ไถๆ กันไปได้ คือ “พฤติกรรมดี” ไว้ก่อน แล้วค่อยๆ ปรับปรุง “ฟอร์มการเล่น” ให้ดีขึ้น แบบนี้ก็ยังพอจะสอบผ่าน
ในขณะเดียวกัน แม้ “พฤติกรรมจะแย่” แต่ถ้า “ผลงานในสนามดี” อันนี้ก็ยังพอทำเนา คือแฟนบอลและเจ้าของทีมอาจหลับตาข้างหนึ่ง อดทนกับ “พฤติกรรมแย่ๆ” ได้ เพราะผลงานของทีมนั้นไปโลด
แต่หาก “ผู้จัดการทีม” คนไหนเข้าข่าย “พฤติกรรมแย่ + ผลงานในสนามแย่” อันนี้คงต้องบอกเลิกศาลา
Case Study หนึ่งซึ่งจะขอหยิบยกมาใช้ในการอธิบายเกี่ยวกับ “การบริหารทีมฟุตบอล” เห็นทีต้องยกตัวอย่างผู้จัดการทีมชื่อดังที่เคยเป็น “หมายเลขหนึ่ง” ซึ่งตัวเขาได้ตั้งฉายาตนเองเอาไว้ว่า The Special One
นั่นก็คือ Jose Mourinho ครับ

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป ว่าลักษณะนิสัยใจคอ และพฤติกรรมที่ผ่านมาของ Jose Mourinho นั้น เข้าข่าย “ทฤษฎีภาวะผู้นำ” ตัวหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า “ภาวะผู้นำแข็งกร้าว” หรือ Aggressive Leadership
Steve Adubato (2008) กล่าวว่า ลักษณะของ Aggressive Leadership นั้น หมายถึง ผู้นำที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง มองเป้าหมายเป็นหลัก ไม่ใส่ใจคนรอบข้าง เน้นการทำงานเชิงรุก ชอบพูดตรงไปตรงมาแบบขวานผ่าซาก “บาดใจคนฟัง” มากกว่าคำพูดแบบ “ประนีประนอม”
แต่สำหรับ Jose Mourinho แล้ว ผมขออนุญาต เปลี่ยนชื่อ Aggressive Leadership ของ Steve Adubato เสียใหม่ว่าเป็น “ภาวะผู้นำทำลายล้าง”

เพราะ Aggressive Leadership สไตล์ Jose Mourinho นั้น มิเพียง “ไม่ใส่ใจคนรอบข้าง” แต่เขา “ไม่ใส่ใจใครเลย” แม้กระทั่ง “ผู้บังคับบัญชา” หรือ “คนจ่ายเงินเดือน”

ขนาด “เจ้าของทีมฟุตบอล” หรือ “นายจ้าง” เขายังให้สัมภาษณ์วิพากษ์วิจารณ์มาแล้วอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะกรณีที่เจ้านายขี้เหนียว ไม่ยอมให้เงินมาใช้ช้อปปิ้งนักเตะที่เขาต้องการ ทั้งๆ ที่ทีมก็อัดแน่นไปด้วยซุป’ตาร์
มีศัพท์คำหนึ่งซึ่งคล้ายกับ Aggressive นั่นคือ Assertive
ผมเคยอ่านความคิดเห็นของหลายคน ที่เถียงแทน Jose Mourinho ว่า The Special One นั้น เป็นผู้นำแบบ Assertive ต่างหาก ไม่ใช่ Aggressive
Aggressive นั้นแตกต่างจาก Assertive นะครับ
เพราะคุณลักษณะสำคัญของ Assertive Leadership คือ กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก
ทว่า Jose Mourinho เลยเส้น กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก มาไกลมาก
ลองดูพฤติกรรมของ Jose Mourinho กันสักหน่อย
  • เปิดศึกสงครามน้ำลายกับผู้จัดการทีมอื่น โดยเฉพาะทีมคู่แข่งที่อยู่ในระดับเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการปะทะคารมคมหอก หรือการด่ากันตรงๆ ซึ่งๆ หน้า
  • ชอบ เกทับ วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผู้จัดการทีมคนอื่นอย่างไม่มีมารยาท
  • อวดเบ่งอีโก้โชว์ไม่เลือกวัน ว่าข้าแน่คนเดียว บริภาษไม่ดูหน้าอินทร์หน้าพรหม แม้กระทั่งนักข่าวที่ตนเองนัดให้มาสัมภาษณ์
  • ด่าลูกทีมอย่างสาดเสียเทเสีย ทั้งต่อหน้าธารกำนัล และลับหลังคือในห้องแต่งตัวนักฟุตบอล หรืออีกนัยหนึ่งคือห้องประชุมวางแผนการเล่น
  • ให้สัมภาษณ์แล้วก็ด่า แถมดูถูกเหยียดหยามลูกทีมตัวเองออกสื่อ
  • ด่าลูกทีมคนอื่น
  • ดองนักเตะ ไม่ยอมปล่อยให้ลูกทีมออกไปได้ดีกับทีมอื่น ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้ต้องการใช้งานลูกทีมคนนั้นแล้ว
  • ลูกทีมคนไหนหือ โดนหนักเป็น 2 เท่า
นี่คือ “ภาวะผู้นำทำลายล้าง” อย่างแน่นอนครับ

ทางไปอ่านบทความภาคต่อ

จาก “ผู้ทำลายล้าง” กลายเป็น “อ่อนน้อมถ่อมตน” “คนเปลี่ยนได้” ด้วย Cultural Transformation กรณีศึกษา The Special One (ตอนจบ)