ชี้ทิศทาง ‘อนาคตเศรษฐกิจไทย 2020′ กำหนดนโยบายการเงินประเทศ สู้สงครามการค้าโลก

698

บนเวทีสัมมนาใหญ่ส่งท้ายปี 2562 กับ งานสัมมนา ‘Thailand Economic Outlook อนาคตเศรษฐกิจไทย 2020’ ที่จัดขึ้นโดย กรุงเทพธุรกิจ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา ไฮไลต์น่าจะอยู่ที่การจับเข่าคุยกับ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ไม่เพียงมาชี้ถึงทิศทางนโยบายการเงินไทยปี 2563 แต่มาแชร์มุมมองเรื่อง แรงบวก vs. แรงต้าน จากปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งในระดับประเทศและระดับโลก พร้อมแนะแนวทางพลิกทุกวิกฤตเป็นโอกาสแบบนำไปปรับใช้ง่าย ได้ผลจริง รับรองว่าฟังแล้วจะช่วยให้ทุกคนเตรียมตัวเข้าสู่ปีหนูทองปีนี้ได้อย่างมีสติ และไม่ประมาท


ไปต่ออย่างไร? ‘อนาคตเศรษฐกิจไทย 2020’ ท่ามกลางแรงบวก v. แรงต้าน ในประเทศและระดับโลก

ดร.วิรไท เปิดบทสนทนาด้วยการยืนยันว่า
“ประมาณการณ์เศรษฐกิจ ที่ออกโดย ธนาคารแห่งประเทศไทย คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 ยังคงจะขยายตัวแน่นอน และจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้นตามกระแสเศรษฐกิจโลก และขยายตัวดีกว่าเศรษฐกิจในปีนี้ ด้วยปัจจัยที่ปีนี้เรามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ ก่อนที่เราจะตั้งรัฐบาลชุดนี้ได้ ช่วงนั้นต้องยอมรับว่าโครงการต่างๆ โดยเฉพาะของภาครัฐต้องชะงักทั้งหมด กอปรกับเมื่อมีรัฐบาลแล้ว งบประมาณก็ยังไม่มี งบประมาณที่ควรจะเริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ก็คาดกันว่าจะไปมีผลบังคับใช้ได้ในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้” 
“ส่วนในบริบทของเศรษฐกิจโลก ก็ต้องยอมรับว่ามีแรงกดดันจากมาตรการกีดกันทางการค้า การส่งออกทั่วโลกมีเกณฑ์ไม่ดีนัก ขณะที่บ้านเรายังไม่มีกลไกที่ดีพอมาพยุงเศรษฐกิจ นั่นคืออุปสรรคที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา แต่พอมาในปีนี้ อุปสรรคในเรื่องของงบประมาณภาครัฐจะหมดไป ส่งผลให้ภาพรวมการเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่น่าจะดีกว่าที่ผ่านมา มิติด้านการคลังจึงมีแรงส่งมากกว่า”
“และถ้าพิจารณาในมิติด้านนโยบายการเงินและการคลังของทุกประเทศทั่วโลก ก็ค่อนข้างเปลี่ยนทิศพอสมควร การฟื้นตัวของสภาวะการค้าโลกก็มีแนวโน้มที่ดีกว่าปีนี้ เพราะในปีนี้ ต้องยอมรับว่าการขยายตัวของการค้าโลก ต่ำที่สุดในรอบหลายปี อยู่ที่ประมาณไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะประเทศผู้ผลิตที่เกี่ยวพันอยู่ในห่วงโซ่ทางการค้ากับจีนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศเหล่านี้ก็จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก โดยเฉพาะจากมาตรการกีดกันทางการค้า และผลของการ stock สินค้าไว้มากเกินไป”
“อย่างไรก็ตาม ก็ยังขอย้ำว่าการขยายตัวทางการค้าในภาพรวมของปีนี้ จะดีกว่าปีที่แล้วแน่นอน เพราะถ้าย้อนดูปีที่แล้ว การส่งออกเราตกลง 3-4 เปอร์เซ็นต์ แต่ปีนี้ เราคาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ในอัตราที่น่าพอใจ เพราะเราเริ่มเห็นแนวโน้มของ Manufacturing Production ในประเทศฝั่งยุโรปค่อยๆ ขยับขึ้นแล้ว”
จากนั้น ผู้ว่าการแบงก์ชาติได้ชี้ถึงประเด็นที่น่าติดตามควบคู่ไปกับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในปีหน้า คือ
“ในปีหน้า ตัวเครื่องหมายคำถามใหญ่ที่เราต้องติดตามกัน คือ เรื่องของอัตราการจ้างงาน เพราะเราเริ่มเห็นการจ้างงานที่ลดลง ตั้งแต่การจ้างงานแบบ Overtime ในภาคการผลิตเพื่ออุตสาหกรรม และยังมีการเปลี่ยนวิธีการจ้างงาน จากที่เคยจ้างเป็นรายเดือน ก็มาจ้างเป็นรายวันเพิ่มมากขึ้น ขณะที่บางอุตสาหกรรมใช้สิทธิตามกฎหมายแรงงาน ขอชะลอให้พนักงานทำงานไม่เต็มเวลา จ่ายเงินเดือนแค่ 75 เปอร์เซ็นต์ เพื่อช่วยสร้างสภาพคล่องทางการเงินให้กิจการ”
“จากสภาวะที่เกิดขึ้นนี้ นำมาสู่โจทย์ใหญ่ที่ชวนคิดกันว่า จากที่เราสนใจแค่เรื่องระยะสั้น ว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้จะอยู่ที่เท่าไร จะถึง 3 เปอร์เซ็นต์ไหม และเราก็ทุ่มสรรพกำลังไปกับการเปลี่ยนแปลงช่วงสั้น ขณะที่จริงๆ แล้ว มันกำลังมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างใหญ่ โครงสร้างหลัก ทั้งในระดับโลกและในระดับประเทศ”
“ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับไอที ออโตเมชัน ซัพพลายเชน ที่มากระทบกับห่วงโซ่การผลิตของเรา เพราะตอนนี้ จีนกำลังเป็นเป้าหมายหลัก จากแต่ก่อนที่เป็นศูนย์กลางการผลิตในกลุ่มเอเชียตะวันออก พอตอนนี้ จีนกลายเป็นเป้าหมายของสงครามการค้า เราก็จะเห็นผู้ประกอบการในห่วงโซ่การผลิตนี้กระจายความเสี่ยงในการขยายฐานการผลิตไปหลายแห่งทั่วโลก จากที่จีนก็ขยายไปหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคอาเซียนอย่างไทย และอีกหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกันนี้”
“สภาวการณ์นี้ แสดงให้เห็นว่า จะเกิดต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น กำไรที่ได้ของภาคธุรกิจก็จะลดลงโดยปริยาย กระทบตรงต่อคนที่มีอำนาจต่อรองทางธุรกิจต่ำ มี Margin หรือส่วนแบ่งทางการตลาดต่ำ ก็จะไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตที่เป็น OEM ซึ่งไม่มีตราสินค้าเป็นของตนเอง”

ชวนเปลี่ยนวาทกรรมจาก “ปีหน้า เผาหลอกหรือเผาจริง” มาเป็น “ปีหน้าเราจะมาร่วมกันเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างไร?”

มาถึงตรงนี้ ดร.วิรไทอยากชวนมาเปลี่ยนวาทกรรมจาก “ปีหน้า เราจะเผาหลอก เผาจริง” มาเป็น “ปีหน้าเราจะมาร่วมกันเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างไร” และจะทำให้ปี 2020 เป็นปีแห่งการปฏิวัติโครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้อย่างไร เพราะถ้าไม่ปรับโครงสร้าง เศรษฐกิจไทยก็ไม่มีทางโตได้ตามศักยภาพที่ควรจะเป็น เพราะยิ่งเราอยู่ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวลง อาการบ่งชี้ในเชิงโครงสร้างยิ่งชัดเจนขึ้น
“ผมคิดว่า จีดีพี ตามศักยภาพของประเทศไทยที่ควรจะเป็น ควรอยู่ที่ 3.5-4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ใช่ค่าที่ความพึงพอใจ เพราะเราสามารถร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อเพิ่มตัวเลขนี้ ให้อยู่ในค่าที่เพิ่มขึ้นได้อีก ปี 2563 เราต้องดำรงอยู่ให้ได้ท่ามกลางความเสี่ยงสำคัญ คือ สงครามการค้าโลก ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลก ไปจนถึงการเมืองในประเทศ ที่มาเป็นปัจจัยทำให้เศรษฐกิจอาจไม่ได้ขยายตัวอย่างที่คาดการณ์ไว้”
“การทำนโยบายดอกเบี้ย ซึ่งเป็นหน้าที่ของแบงก์ชาติ เราต้องชั่งน้ำหนักทุกครั้งในเรื่องหลักๆ เรื่องแรก เป็นเรื่องของอัตราเงินเฟ้อ ใช้เป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น เป็นหัวใจของการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ เรื่องที่สอง เกี่ยวกับ การขยายตัวของเศรษฐกิจ สอดคล้องกับศักยภาพของเศรษฐกิจไทยหรือไม่ สาม คือ เรื่องของเสถียรภาพระบบการเงิน ที่เป็นการมองในระยะยาว ที่ผ่านมา เมื่อพูถึงเรื่องเสียรภาพด้านการเงิน คนไม่ค่อยให้ความสนใจกันเท่าไรนัก จนมันเกิดปัญหา เมื่อเกิดแล้ว จึงตั้งคำถามว่า ทำไมหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ทำอะไร”
ทั้งที่ผ่านมา แบงก์ชาติตามมอนิเตอร์ตลอดว่า ด้วยสภาพอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ทำให้เกิดปัญหาสะสมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือนที่สะสมในระดับสูง ขณะที่ การออม ของคนไทยอยู่ในระดับที่ต่ำมาก และหากคนไทยไม่มีความสามารถในการออม นี่จะกลายเป็นผลกระทบในระยะยาวได้ โดยการออมนี้ไม่ได้จำกัดแค่การออมส่วนบุคคล แต่หมายรวมถึงการออมของสถาบันต่างๆด้วย ดังนั้น ปลายปี 2562 เราจึงปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปอยู่ที่ 1.75
“ปัญหาใหญ่ของโครงสร้างธุรกิจในประเทศเรา คือ การกระจายตัว เพราะวันนี้เรายังเห็น ธุรกิจใหญ่ ยังคงมีกำไรและขยายตัวค่อนข้างมาก ขณะที่ธุรกิจ ขนาดกลาง ขนาดย่อม โดยเฉพาะที่อยู่ในต่างจังหวัด ยังค่อนข้างได้รับผลกระทบทั้งจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้น ขณะที่ นโยบายทางการเงินอาจไม่ได้มีผลไปช่วยธุรกิจระดับนี้ จึงต้องชั่งน้ำหนัก ไม่ให้นโยบายการเงินไปซ้ำเติม สร้างผลกระทบกับธุรกิจเหล่านี้เพิ่มขึ้น”
ดังนั้น ถ้ามองในแง่รวม นโยบายการเงิน การคลัง เป็นตัวเข้ามาช่วยด้านอุปสงค์ เป็น Demand Management Policy แต่จริงๆแล้ว นโยบายที่ประเทศต้องการคือ นโยบายด้าน อุปทาน หรือ Supply Policy ที่เราต้องทำ และต้องทำเพิ่มขึ้นในหลากหลายหน่วยงาน เพื่อจะตอบโจทย์การพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศได้อย่างตรงจุด ตั้งแต่ในเรื่อง Competition Policy นโยบายที่เกี่ยวกับการแข่งขัน ดร.วิรไท ชี้เป้า การปฏิรูปไปถึงนโยบาย ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นรูปธรรม
“เพราะในตอนนี้เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า กำลังซื้อในต่างจังหวัด ซึ่งตอนนี้เป็นกำลังซื้อที่สำคัญ โดยเฉพาะในเมืองรองที่มีกำลังซื้อจำกัด วันนี้พอผู้ประกอบการรายใหญ่จากกรุงเทพฯ เข้าไปเปิดกิจการในต่างจังหวัดที่เป็นเมืองรอง เมืองเล็ก แค่เจ้าเดียว ก็กินรวบธุรกิจในตัวจังหวัดเหล่านี้ได้ทั้งหมด ทั้ง ธุรกิจรีเทล ค้าวัสดุก่อสร้าง รับแหมาก่อสร้าง ไปจนถึงที่อยู่อาศัย ปัญหานี้นำมาสู่คำถามว่า เราจะวางมาตรการและกฎเกณฑ์ด้านการแข่งขันทางการค้าอย่างไร ที่จะสนับสนุนทำให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้น
“นโยบายด้าน Supple side จึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่กินความหมายทั้งในด้านการกำหนดนโยบายและการสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม ส่งเสริมให้ผู้บริโภคและธุรกิจปรับตัวไปในทิศทางที่ควรจะเป็น อย่างการกำหนดนโยบายเพื่อเยียวยามีความจำเป็นก็จริง แต่ถ้าเรากำหนดนโยบายรูปแบบนี้มากเกินไป ดังนั้นการสร้างนโยบายแรงจูงใจให้สอดตคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญมากใน พ.ศ. นี้”
“ลองดูทุกเชคเตอร์ของเรา ผมบอกได้เลยว่า อาการอักเสบข้างในเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น อย่างภาคการเกษตร ผลผลิตของไทยค่อยๆลดต่ำลง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านผลผลิตเขามีอัตราสูงขึ้นเรื่อยๆ ต้นทุนทางการเกษตร ส่วนใหญ่มาจากการนำเข้า ไม่ว่าจะเป็น ต้นทุนด้านพลังงาน ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ที่สูงขึ้น ตรงนี้สะท้อนเรื่องการวางนโยบาย Supply side ที่ควรไปส่งผลทำให้ต้นทุนทางการเกษตรที่ผ่านมาลดต่ำลง”
“อย่างเรื่องข้อจำกัดของการดำเนินโครงการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ต้องยอมรับว่าในหลากหลายเชคเตอร์ กฎหมายของเราเป็นอุปสรรคในการดำเนินงาน ในการปรับตัว ยกตัวอย่าง การเดินหน้าโครงการ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก”
“การตั้ง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ขึ้น เป็นเหมือน Sandbox ต้นแบบของการพัฒนาประเทศ โดยให้อำนาจ สกพอ. ออกกฎเกณฑ์บางอย่างได้ด้วยตัวเอง กฎอะไรที่มันล้าหลังก็ปรับ ซึ่งผมหวังว่า Sandbox นี้ จะกลายเป็น Sandbox ของประเทศ”
“อย่างด้านการศึกษา เราหวังว่าจะเห็น เขตการศึกษาพิเศษ ที่มีอำนาจหน้าที่ของตนเอง สามารถสร้างสรรค์ ปฏิรูป รูปแบบการศึกษาที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้กำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการทั่วไป”
“ดังนั้น ถ้าเราลุกขึ้นมาปฏิรูปกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคของภาครัฐอย่างจริงจัง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ผมเชื่อว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของชัยชนะในการปฏิรูป เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไกลต่อไปได้อย่างแน่นอน”

แนะช่องทาง พลิกวิกฤต เป็น โอกาส สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเงิน ปี 2020

มาถึงบทสรุปที่ ผู้ว่าแบงก์ชาติ ได้บอกถึงปัจจัยเด่นที่ทุกคนควรตระหนัก และคาดว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยทั้งด้านบวกด้านลบไม่ใช่แค่ในอีก 3 ปี ข้างหน้า แต่ในอีก 3 ปี ข้างหน้า นั่นคือ ความเสี่ยงจะยังคงมีอยู่ค่อนข้างมากในระบบเศรษฐกิจและการเมืองโลก เรื่องของการบริหารความเสี่ยง เป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องคำนึงถึง ทั้งในด้านของ โครงสร้างทางการเงิน อัตราดอกเบี้ยที่ลดต่ำลงมานาน คนก็ยังมีแนวโน้มที่จะมีหนี้เยอะ ดังนั้นเรื่องของการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชากร เรื่องการสร้างหนี้ครัวเรือนอย่างมีสติ ควรเกิดขึ้นมากกว่านี้
นอกจากนั้น ยังอยากให้มีการให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่กำลังจะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจโลก ที่จะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจไทย การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นทั้งความท้าทายและโอกาสทางเศรษฐกิจ
และการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างที่ ดร.วิรไท เน้นย้ำ มี 3 เรื่องหลัก คือ

หนึ่ง การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แบบ Super Aging Society แน่นอนว่าเป็นความท้าทาย ว่าจะทำอย่างไรให้คนไทยมีการออมที่เพียงพอ มีระบบการดูแลผู้สูงอายุที่ดี แต่ในอีกด้านหนึ่ง โอกาสที่จะเกิดจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบค่อนข้างจะเต็มตัวนี้ คือ พฤติกรรมการบริโภคจะเปลี่ยนไป ตลาดผู้สูงอายุจะเป็นตลาดใหญ่มาก และต้องการสินค้า ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเฉพาะให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้สูงอายุ อย่างอาหารสำหรับผู้สูงอายุ เฟอร์นิเจอร์สำหรับผู้สูงอายุ
ถ้าไทยเราปรับตัวและเตรียมการณ์ตรงนี้ก่อน แน่นอนว่า ประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกับเราก็จะตามเราไปโดยปริยาย สร้างความได้เปรียบให้ผู้ประกอบการไทย โจทย์ที่ท้ายทายที่จะเกิดขึ้นควบคู่ไปด้วย คือ แรงงานไทยจะหายากขึ้น เพราะการเข้ามาของระบบออโตเมชัน

สอง การเปลี่ยนแปลงทางสภาวะอากาศของโลก รวมถึงการปรับตัวในเรื่องของการใช้พลาสติก ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับพฤติกรรม ไม่ก่อปัญหาเพิมให้กับสิ่งแวดล้อม ช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อนลงได้โดยเริ่มจากตนเอง อย่างการงดใช้ถุงพลาสติกจะทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ความคาดหวังของคนรุ่นใหม่เปลี่ยน
ขณะเดียวกัน วิกฤตจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะอากาศของโลก อย่างไฟป่าที่เกิดขึ้นในออสเตรเลียตอนนี้ พายุใต้ฝุ่นที่ถล่มประเทศญี่ปุ่นหลายครั้งในปีที่ผ่านมา สำหรับประเทศไทยเราเอง ยังถือว่าโคดี ที่ยังมีสภาพภูมิศาสตร์ที่ดี ไม่เสี่ยงต่อภัยธรรมชาติต่างๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกปรากฏการณ์ย่อมก่อให้เกิดการปรับตัว
อย่างไทยเรา เนื่องจากเราเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญ ดังนั้น การยกระดับให้ประเทศเราเป็นแหล่งผลิตอาหารให้กับโลก ย่อมเป็นทิศทางการพัฒนาที่เราควรก้าวเดินไป ทั้งด้วยเครื่องมืออย่าง โดยเฉพาะ ด้วยการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมการเกษตรที่ล้ำสมัย ปัจจัยตรงนี้ ถ้าเราไม่ส่งเสริม จะน่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะไทยเราเป้ฯไม่กี่ประเทศที่สามารถผลิตอาหาร พิชพันธุ์ เกินความต้องการของการบริโภคในประเทศ

สาม เทคโนโลยี กระทบแน่นอนกับทุกอุตสาหกรรม อย่างน้อย ก็อุตสาหกรรมสื่อและการเงิน ที่เกี่ยวข้องกับงานในวันนี้ และวันนี้ คนไทยขายของออนไลน์ ผ่านหน้า Social Commerce กันเยอะมาก ทำอย่างไรให้ธุรกิจไทยไปร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ระดับโลกได้ ทำอย่างไรที่เราจะมีแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจไทย และสามารถป้องกันไม่ให้แพลตฟอร์มจากต่างประเทศเข้ามามีบทบาทกับกิจการของคนไทยมากเกินไป และสุดท้าย ทำอย่างไรให้คนไทยมี Digital Technology skill ที่จะต่อเชื่อมกับทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ เพราะจะมีโอกาสเข้ามาอีกมาก อยู่ที่เราจะคว้ากันไว้ทันหรือไม่เท่านั้นเอง

หลากหลายบทวิเคราะห์ชี้ทิศทาง เศรษฐกิจ 2020 คลิกอ่านต่อ

เผยดัชนีความเชื่อมั่น ‘เศรษฐกิจภูมิภาค’ ครึ่งปีหน้า ชี้ อิสาน-ตะวันออก โตแรง ด้วยปัจจัยบวก อุตฯเป้าหมาย-บริการ หนุน

6 เทรนด์อสังหาริมทรัพย์ มาแรง พลิกธุรกิจ รันเรียลดีมานด์ ที่แท้ทรู

สร้าง ‘ความไว้วางใจในข้อมูล’ กลยุทธ์เอาชนะใจผู้บริโภคขององค์กรธุรกิจผู้นำเทรนด์ความยั่งยืน ปี 2020