จาก “ผู้ทำลายล้าง” กลายเป็น “อ่อนน้อมถ่อมตน” “คนเปลี่ยนได้” ด้วย Cultural Transformation กรณีศึกษา The Special One (ตอนจบ)

1300

Steve Adubato (2008) กล่าวว่า ลักษณะของ Aggressive Leadership นั้น หมายถึง ผู้นำที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง มองเป้าหมายเป็นหลัก ไม่ใส่ใจคนรอบข้าง เน้นการทำงานเชิงรุก ชอบพูดตรงไปตรงมาแบบขวานผ่าซาก “บาดใจคนฟัง” มากกว่าคำพูดแบบ “ประนีประนอม”

แต่สำหรับ Jose Mourinho แล้ว ผมขออนุญาต เปลี่ยนชื่อ Aggressive Leadership ของ Steve Adubato เสียใหม่ว่าเป็น “ภาวะผู้นำทำลายล้าง”
สถานการณ์ของ Jose Mourinho ช่วงท้ายที่ Manchester United ย่ำแย่จาก “ภาวะผู้นำทำลายล้าง” ที่เขาสั่งสมมา
นับตั้งแต่โด่งดังกับ Porto จนถูก Chelsea ดึงตัวมาและประสบความสำเร็จทันที จากนั้นเดินหน้าต่อที่ Inter Milan และขึ้นสู่จุดสูงสุดกับ Real Madrid ก่อนที่จะหวนกลับมา Chelsea อีกครั้ง และดูเหมือนจะมาปิดฉากที่ Manchester United

ลืม “สมการ” เมื่อตอนที่แล้วหรือยังครับ?
หาก “พฤติกรรมดี + ผลงานในสนามดี” ผู้จัดการทีม ย่อมได้ใจทั้งแฟนบอลและเจ้าของทีม
และแม้ว่า “พฤติกรรมดี + ผลงานในสนามแย่” ก็ยังอาจพอถูๆ ไถๆ กันไปได้ คือ “พฤติกรรมดี” ไว้ก่อน แล้วค่อยๆ ปรับปรุง “ฟอร์มการเล่น” ให้ดีขึ้น แบบนี้ก็ยังพอจะสอบผ่าน
ในขณะเดียวกัน แม้ “พฤติกรรมจะแย่” แต่ถ้า “ผลงานในสนามดี” อันนี้ก็ยังพอทำเนา คือแฟนบอลและเจ้าของทีมอาจหลับตาข้างหนึ่ง อดทนกับ “พฤติกรรมแย่ๆ” ได้ เพราะผลงานของทีมนั้นไปโลด
แต่หาก “ผู้จัดการทีม” คนไหน เข้าข่าย “พฤติกรรมแย่ + ผลงานในสนามแย่” อันนี้คงต้องบอกเลิกศาลา
Manager Jose Mourinho of Chelsea in action during the Singha Chelsea fc. Celebration match Thailand All-Stars and Chelsea FC at Rajamangala Stadium on May 30,2015 in Thailand.
นั่นคือสถานการณ์ของ Jose Mourinho ก่อนอำลาจาก Manchester United ไปเป็นนักวิเคราะห์เกมทางโทรทัศน์
แต่แล้ว เมื่อเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา Jose Mourinho หวนคืนวงการอีกครั้งที่ Tottenham Hotspur
มาคราวนี้ เขาเปลี่ยนบุคลิก จากหน้ามือเป็นหลังมือ จาก “ภาวะผู้ทำลายล้าง” กลายเป็น “ภาวะผู้นำอ่อนน้อมถ่อมตน”
Edger H. Schein และ Perter A. Schein เจ้าของหนังสือ Humble Leadership (2019) กล่าวถึง “ภาวะผู้นำอ่อนน้อมถ่อมตน” ว่า ผู้นำที่อ่อนน้อมถ่อมตนสามารถดึงดูดผู้คน ได้รับความเคารพ และรับฟังมากกว่าภาวะผู้นำแบบอื่น
“…ภาวะผู้นำอ่อนน้อมถ่อมตน หาใช่คนอ่อนปวกเปียกหรือใช้อำนาจไม่เป็น ทว่า เป็นผู้ที่มีความแข็งแกร่งซึ่งแสดงออกมาจากภายใน…”
“…ภาวะผู้นำอ่อนน้อมถ่อมตน ภายนอกมักถ่อมตัว หากแต่ภายในช่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ…”
“…ผู้นำที่ดีที่สุด คือคนที่อยู่เบื้องหลัง คอยแนะนำทีมงาน และผลักดันให้พวกเขาเปล่งประกายความสามารถ และที่สำคัญก็คือ ทุกๆ คนอยากมีส่วนร่วมกับการบริหารองค์กร…”

สิ่งหนึ่งซึ่งสามารถ “เปลี่ยนคน” จาก “ภาวะผู้ทำลายล้าง” กลายเป็น “ภาวะผู้นำอ่อนน้อมถ่อมตน” นั้น มีทฤษฎีหนึ่งซึ่งกำลังเป็นที่กล่าวขวัญในแวดวงการบริหารในเวลานี้ก็คือ Cultural Transformation
Cultural Transformation คือการเปลี่ยนสภาพ “วัฒนธรรมเดิม” ไปสู่ “วัฒนธรรมใหม่”

Professor Dr. Peter Drucker กูรูนักบริหารชื่อดังก้องโลก ได้กล่าววลีเด็ดเกี่ยวกับ “วัฒนธรรม” เอาไว้ว่า “Culture eats strategy for breakfast” หรือ “กลยุทธ์คืออาหารเช้าของวัฒนธรรม”

แปลไทยเป็นไทยก็คือ “แม้ว่ายุทธศาสตร์จะดีเลิศประเสริฐศรีเพียงไรก็ไร้ความหมาย เพราะท้ายที่สุดแล้วทั้งหมดจะถูกกลืนโดยวัฒนธรรมเก่า”

Professor Dr. Peter Drucker
ดังนั้น การสร้าง “วัฒนธรรมใหม่” คือการคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อน้อมนำให้เกิด “ไอเดียใหม่ๆ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ “แชร์ไอเดีย” ร่วมกันระหว่างคนในทีม
Edger H. Schein และ Perter A. Schein เจ้าของหนังสือ Humble Leadership (2019) บอกว่า การสร้างวัฒนธรรมใหม่จะช่วยสนับสนุนให้องค์กรสามารถ Transform เพื่อหนีการ Disruption ได้เร็วขึ้น
“กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว” ฉันใด Cultural Transformation ก็ฉันนั้น
โดยเฉพาะ People Transformation หรือ “ปรับบุคลิกทีมงาน” คือการพัฒนา “คน” ให้เหมาะกับโลกการทำงานแห่งอนาคต ถือเป็นก้าวใหญ่ที่สำคัญ ที่องค์กรจำเป็นต้องขับเคลื่อนด้วยความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ แบบไม่มีวันจบสิ้น
เพราะโลกไม่เคยหยุดหมุน ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นทุกขณะ
การเปลี่ยนสภาพวัฒนธรรมองค์กร (Cultural Transformation) ก็ดี หรือการปรับบุคลิกทีมงาน (People Transformation) ก็ดี ล้วนมีจุดหมายปลายทางเดียวกัน คือการสร้างคนให้มีทักษะและความสามารถที่ตรงกับความต้องการขององค์กรในทุกสถานการณ์
นี่คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้องค์กรสามารถดำรงอยู่ได้ในโลกสมัยใหม่อย่างยั่งยืน
Tottenham manager Jose Mourinho pictured during the 2019/20 UEFA Champions League Group B game between Tottenham Hotspur FC and Olympiacos FC.
เฉกเช่น Jose Mourinho ที่เปลี่ยนบุคลิก จากหน้ามือเป็นหลังมือ จาก “ภาวะผู้ทำลายล้าง” หรือ Aggressive Leadership กลายเป็น “ภาวะผู้นำอ่อนน้อมถ่อมตน” หรือ Humble Leadership
ที่เขาคงสรุปบทเรียนทั้งหมด จาก Porto ถึง Manchester United ว่าถ้า “พฤติกรรมดี + ผลงานในสนามดี” ผู้จัดการทีม ย่อมได้ใจทั้งแฟนบอลและเจ้าของทีม
ดังนั้น ที่ข้างสนาม Tottenham Hotspur ในเวลานี้ เราจึงเห็นบุคลิกใหม่ของ Jose Mourinho ที่พิสูจน์ทฤษฎี People Transformation หรือ “คนเปลี่ยนได้” ก็ด้วย Cultural Transformation
นั่นคือสิ่งดีที่ The Special One กำลังบอกกับเรานั่นเองครับ