ฮาวทูพลิกความปั่นป่วนเป็นโอกาส เดินหน้า ‘อุตสาหกรรมเป้าหมาย’ ขับคลื่อน เศรษฐกิจไทยยุค Disruptive Technology

617

นับว่าเป็นการเริ่มต้นปี 2020 ที่ค่อนข้างปั่นป่วนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระดับโลก ระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิหร่าน หรือสงครามการค้าที่ยังคุกรุ่นอยู่ รวมถึงปัจจัยและอุปสรรคภายในประเทศ ซึ่งต้องมีการเตรียมการณ์รับมือ รับผลกระทบจากสถานการณ์การค้าโลกในหลายรูปแบบ ด้วยเหตุนี้ การประชุมสัมมนาวิชาการงานแรกๆ ของปี 2563 เรื่อง เศรษฐกิจไทยยุค Disruptive Technology : พลิกความปั่นป่วนเป็นโอกาส จึงเกิดขึ้นเพื่อระดมสมองและเตรียมหาแนวทางรับมือทุกอุปสรรคและแปลงเป็นโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้ได้

โดยงานนี้เกิดขึ้นได้ด้วย 2 หน่วยงานร่วมจัดหลัก ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สดช. และ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI
1. ถาวร ชลัษเฐียร ประธานสถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 2. ดร.ศรายุธ แสงจันทร์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการเงิน บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด 3.นพ.ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรี เฮลแคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

ติดสปีดให้ภาคการผลิตในอุตสาหกรรมเป้าหมายได้ดั่งใจ ต้องใช้ Automation & เทคโนโลยีให้ถูกทาง

วงเสวนา พลิกความปั่นป่วนเป็นโอกาส ในภาคการผลิต การแพทย์ สุขภาพ และเกษตรกรรม เริ่มต้นด้วย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI ที่ชวนผู้ร่วมเสวนาพูดคุยถึงประเด็นกว้างก่อนว่า Disruptive Technology ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมที่แต่ละคนดูแลอยู่อย่างไรบ้าง
โดย ถาวร ชลัษเฐียร ประธานสถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งมีหมวกอีกใบเป็นผู้บริหารในตำแหน่ง Senior Advisor ของ Denso (Thailand) ที่ได้เริ่มแชร์ประสบการณ์ในประเด็นที่ว่า แวดวงอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ถูกดิสรัปต์จากเทคโนโลยีในด้านใดบ้าง

“จากประสบการณ์ที่ได้ทำงานเป็นที่ปรึกษาบริษัท Denso (Thailand) ซึ่งบริษัทแม่อยู่ที่ญี่ปุ่น แต่สำหรับบริษัทที่ไทยนี้ ถือเป็นโรงงานผลิตที่ก่อตั้งตั้งแต่เมื่อปี 2515 ในต่างประเทศแห่งแรกของกลุ่มบริษัทเด็นโซ่ทั่วโลก ซึ่งตอนนี้มีการขยายโรงงานไปทั้งหมด 3 โรง ได้แก่ โรงงานสำโรง โรงงานบางปะกง และโรงงานเวลโกรว์ ด้วยเหตุนี้ นวัตกรรม เทคโนโลยีต่างๆ จากบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นจึงได้รับการนำมาปรับใช้ในโรงงานที่ไทยอยู่ตลอด ทำให้ระบบการผลิตต่างๆ มีความทันสมัยอยู่แล้ว ทว่า หากจะให้กล่าวว่าในยุคแห่งการดิสรัปต์ของเทคโนโลยีนี้ ผมมองว่า อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์บ้านเราถูกดิสรัปต์ใน 3 P ด้วยกัน” 
  • หนึ่ง Products Disruption
รถยนต์ที่เราคุ้นเคยและขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเชื้อเพลิง เริ่มเป็นรถยนต์ไฮบริด จากนั้นเมื่อไม่นานมานี้ ความนิยมใน รถยนต์ไฟฟ้า ก็เกิดขึ้น และถ้ามองในอนาคตอันใกล้นี้ เราก็จะได้สัมผัสกับ รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ หรือยานยนต์ไร้คนขับกันแล้ว
และไม่จบแค่นั้น เมื่อตอนนี้ 5G กำลังจะมาแล้ว การคิดค้น รถที่บินได้ในรูปแบบคล้ายโดรน ก็คงเป็นอีกนวัตกรรมต่อไปที่เราจะได้เห็นกัน ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในนวัตกรรมยานยนต์นั้น เห็นได้เลยว่าเร็วกว่าที่คิด นี่เองเป็นการดิสรัป ในส่วนของ Products ที่อุตสาหกรรมยานยนต์ในบ้านเราต้องวางแผนและก้าวให้ทัน
  • สอง Process Disruption

พระเอกของเทคโนโลยีที่มีบทบาทอย่างมากในแวดวงการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ตอนนี้ คือ Automation หรือระบบอัตโนมัติ ซึ่งเทคโนโลยีนี้มีคุณในด้านการมาเพิ่ม Labor Productivity หรือเพิ่มผลิตผล เสริมแรงงานมนุษย์

  • สาม People Disruption
เมื่อระบบออโตเมชันและอีกหลายเทคโนโลยีอย่าง AI, IoT เข้ามาเสริมการทำงานของมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพิ่มขึ้นแล้ว ก็ทำให้เกิดกระแสว่า คนทำงานต้องเร่งพัฒนาทักษะ มิเช่นนั้นจะถูกระบบออโตเมชันแทนที่ ทำให้คนทำงานส่วนใหญ่ใส่ใจที่จะพัฒนาทักษะของตนเองมากขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องดี แต่ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อทักษะของคนทำงานเพิ่มขึ้นแล้ว อัตราค่าแรงของแรงงานเหล่านี้ก็เพิ่มขึ้นด้วย
ตรงนี้นำมาสู่เรื่องน่ากังวลในแง่ที่ว่า ถ้าอัตราค่าแรงบ้านเราเพิ่มขึ้น อย่าลืมว่า นี่จะเป็นปัจจัยให้บรรดานักลงทุน นักธุรกิจต่างชาติ เปลี่ยนเป้าหมาย หนีไปลงทุนขยายธุรกิจที่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา อย่างประเทศในกลุ่ม CLMV ซึ่งแม้ทักษะเขาอาจจะด้อยกว่าเรา แต่ก็ไม่มาก และอัตราค่าแรงก็ถูกกว่า
เมื่อชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่ต้องคำนึงถึงเศรษฐกิจไทยในยุค Disruptive Technology ในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์แล้ว คุณถาวรแนะนำวิธีการปรับใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด จากประสบการณ์การทำงานตรง ในฐานะที่ปรึกษาบริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นในไทย ว่า
“ที่ผ่านมา ต้องพูดตามตรงว่า มีองค์กรธุรกิจและบริษัทหลายแห่ง ทั้งขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่หลงทาง โดยเฉพาะในเรื่องของการลงทุนนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการเพิ่มผลผลิตให้กับภาคการผลิตของบริษัท อย่างการลงทุนกับระบบออโตเมชันหรือหุ่นยนต์แขนกลในกระบวนการผลิตที่มากเกินไป ไม่เหมาะสมกับสัดส่วนการผลิต ตรงนี้จึงเป็นต้นทุนที่สูญเปล่าไปอย่างน่าเสียดาย”
“โดยหลักการที่ควรศึกษาและเรียนรู้ควบคู่ไปกับการตัดสินใจลงทุนด้านเทคโนโลยีหรือระบบออโตเมชัน คือ หลักการ Lean Management ต้องวิเคราะห์ก่อนว่า ในกระบวนการผลิตของบริษัทนั้น ระบบออโตเมชันจะเข้ามาช่วยลด Waste Manufacturing ในด้านใดได้บ้าง เมื่อได้คำตอบแล้ว อีกแนวคิดหนึ่งที่จะมาช่วยเสริมประสิทธิภาพให้สามารถลงทุนกับเทคโนโลยีได้คุ้มค่าที่สุด คือ Lean Engineering โดยต้องปรับเอาหลักวิศวกรรมการผลิตที่เป็นเหตุเป็นผลมาใช้ เพื่อเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งต้องไม่มาก ไม่น้อยเกินไปมาใช้ด้วย จึงจะทำให้เกิดผลผลิต หรือ Productivity ที่คุ้มค่าที่สุด”

การปรับใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมการเกษตร คือคำตอบสุดท้ายที่ช่วยยกระดับการเกษตรไทยได้จริง

มาถึงอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมรากฐานที่สร้างความมั่นคงให้เศรษฐกิจมานาน แม้ในปัจจุบันจะมีกระแสเกิดขึ้นว่า เกษตรกรลดจำนวนลง พื้นที่การเกษตรไทยถูกแปรเปลี่ยนไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่น แต่ว่ารายได้จากภาคการเกษตรก็ยังมีส่วนในการพยุงเศรษฐกิจไทยอยู่ และตราบใดที่ยังเป็นเช่นนี้ การพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรไปจนถึงการเกษตรแปรรูปก็ยังคงมีความสำคัญ และต้องมีการวางแผนให้รัดกุมเพื่อเพิ่ม Productivity ให้ได้
ดร.ศรายุธ แสงจันทร์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการเงิน บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด เป็นอีกหนึ่งผู้เข้าร่วมเสวนาซึ่งมาแชร์ประสบการณ์ในฐานะผู้ดูแลนโยบายการเงินของบริษัทผลิตน้ำตาลอันดับต้นๆ ของไทย และจากการที่คลุกคลีอยู่ในภาคเกษตรกรรมไทยมานาน จึงให้มุมมองเรื่องการพัฒนา เกษตรกรผู้ทำไร่อ้อย ให้คุ้นเคยกับการทำ Smart Farming และการพัฒนาศักยภาพตนเองให้เป็น Smart Farmer โดยระบุว่า เป็นหนึ่งในประเด็น Disruptive Technology ที่น่าสนใจ
“ที่ผ่านมา มิตรผลมีบทบาทในการไปให้ความรู้ สอนทักษะเกษตรกร ยกระดับให้พวกเขาเป็น Smart Farmer โดยปัจจัยหลักที่เข้ามามีบทบาทมาก คือ การใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรเพื่อช่วยลดต้นทุนในการทำไร่อ้อย โดยเฉพาะในกระบวนการการเก็บเกี่ยว จากเดิมที่การทำไร่ของเกษตรกรไทย เป็นการทำแปลงการเกษตรย่อย ที่ส่งผลให้มีต้นทุนการเก็บเกี่ยวสูง เพราะแปลงมีขนาดเล็ก ถ้าจ้างรถตัดอ้อย รถต้องเลี้ยวหลายครั้งทำให้การเก็บเกี่ยวลำบากขึ้น ค่าเก็บเกี่ยวก็เพิ่มมากขึ้น”
“แต่เมื่อได้ใช้เทคโนโลยี วางแผนปรับภูมิทัศน์ของแปลงใหม่ ให้เป็นแปลงทางยาวบวกกับการรวมแปลง ก็มีส่วนช่วยลดต้นทุนการเก็บเกี่ยวลงไปอย่างเห็นได้ชัด”
นอกจากนั้น ยังมีอีกหลากหลายเทคโนโลยีที่มิตรผลนำไปเผยแพร่ให้แก่เกษตรกร ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยเพิ่มทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีการเกษตรใหม่ๆ แล้ว ยังมีส่วนในการชี้ทิศทางการพัฒนาภาคการเกษตร ว่าควรให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีการเกษตร เพื่อสร้างมาตรฐาน คุณภาพ เพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้
เช่น การปรับเอาโดรนมาใช้ในการพยากรณ์ภูมิอากาศในแต่ละฤดูกาล เพราะไม่ว่าจะปลูกพืชอะไรก็ตาม ถ้าสามารถรู้ล่วงหน้าว่า ต้องเตรียมการณ์ด้านไหนเพื่อรับมือกับสภาพอากาศแบบใด ย่อมช่วยป้องกันการสูญเสียผลผลิตทางการเกษตรได้ อย่างในปี 2563 ทางมิตรผลสามารถ Forecast ได้ว่า ปัญหาการทำเกษตรที่สำคัญที่จะเกิดขึ้นแน่นอน คือ ภัยแล้ง ดังนั้น ต้องมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี มีการวางแผนทางการเกษตรเพื่อให้ปัญหานี้ก่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด
“ผมบอกได้เลยว่า เกษตรกรรมไทยยังมีอนาคตที่สดใส และประเทศไทยก็ยังคงรั้งตำแหน่งประเทศในอาเซียนที่มีพื้นที่การเกษตรมากที่สุด โดยเทคโนโลยีทางการเกษตรที่เรามีศักยภาพในทศวรรษนี้ คือ การเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญของอุตสาหกรรม Bio Industry รวมถึงการเป็นแหล่งผลิตสำคัญของ Functional Food อาหารกลุ่มที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ”
“ส่วนทางมิตรผลเอง เราก็ได้มองไปในอนาคตแล้วว่า จะก้าวไปสู่ไลน์การผลิตที่นอกเหนือจากอุตสาหกรรมอาหาร อย่างการเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพจากอ้อยแล้ว”

แนะใช้ Soft Skill สู้ในสมรภูมิการแพทย์ ช่วยดัน เศรษฐกิจไทยยุค Disruptive Technology ให้ไปได้ไกลกว่าเดิม

“จากผลสำรวจระดับโลกล่าสุด ชี้ชัดว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับ 6 ของประเทศที่ให้บริการทางการแพทย์ที่ดีที่สุดในโลก โดย 5 อันดับก่อนหน้า ล้วนเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีฐานะรวยกว่าเราแทบทั้งสิ้น และคนรวยในประเทศเหล่านี้ ก็มีไม่น้อยที่บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาใช้บริการทางการแพทย์ที่ประเทศไทย” คำกล่าวจากปากของ นพ.ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ทำให้เราหัวใจพองฟูได้ไม่น้อยเลย
ต่อมา นพ.ธนาธิปกล่าวยืนยันว่า จุดเด่นที่ทำให้อุตสาหกรรมการแพทย์ไทยยืนหนึ่งในภูมิภาคนี้ ยังอยู่ที่ Keyword สำคัญ คือ Professionalism & Standardize ซึ่งยืนยันได้เลยว่า แพทย์ไทยมีความเป็นมืออาชีพ เทียบเท่าแพทย์ชั้นนำระดับโลก หรือแพทย์จากประเทศในเอเชีย อย่างญี่ปุ่น สิงคโปร์ และยังมีแต้มต่อตรงที่ ค่าบริการทางการแพทย์ของเราถูกกว่าประเทศที่เอ่ยนามมานี้ด้วย
และในยุค Disruptive Technology อีกหนึ่ง Keyword ที่ทำให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของไทยครองใจชาวโลก คือ บุคลากรทางการแพทย์ไทยมีการให้บริการ หรือ Care ที่น่าประทับใจ หาผู้ให้บริการด้วยความใส่ใจแบบนี้ได้ยากจากบริการทางการแพทย์ของประเทศอื่น ซึ่งจุดนี้เองที่ นพ.ธนาธิป ชี้ว่า เราควรรักษาคุณสมบัติตรงนี้ไว้ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้อุตสาหกรรมทางการแพทย์ไทยอยู่เหนือแห่งอื่น
จากนั้นผู้บริหาร ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป ยังได้เน้นย้ำว่า การนำเสนอเทคโนโลยีการแพทย์ที่ล้ำสมัย จากบุคลากรทางการแพทย์มืออาชีพ และการให้บริการที่น่าประทับใจ ยังต้องดำเนินไปโดยให้ความสำคัญกับการรักษา Healthcare Privacy ของผู้ป่วยด้วย เพราะยิ่งเทคโนโลยีด้านข้อมูลทางการแพทย์พัฒนาไปอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะทำให้ข้อมูลสำคัญของผู้ป่วยรั่วไหลไปมากเท่านั้น ถ้าไม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่รัดกุมและมีประสิทธิภาพ
ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ ดร.สมเกียรติ ผู้ดำเนินการเสวนา ได้ตั้งคำถามกับ นพ.ธนาธิป คือ เทคโนโลยี Telemedicine จะเข้ามาดิสรัปต์การให้บริการทางการแพทย์ของไทยมากน้อยเพียงใด ในประเด็นนี้ นพ.ธนาธิป ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า
“สำหรับเทคโนโลยี Telemedicine นี้ เกิดขึ้นมานานแล้วก็จริง และถูกนำมาปรับใช้บ้างแต่ยังไม่แพร่หลาย จนถึงยุคนี้ ผมมองว่าการใช้ Telemedicine เป็นช่องทางการสื่อสารเพื่อปรึกษาระหว่างแพทย์ด้วยกัน ไม่มีปัญหาเลย และยังน่าจะเป็นคุณกับการรักษาคนไข้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย หรือแม้แต่ระหว่าง หมอกับคนไข้ที่เคยตรวจรักษากันมา ก็ยังเป็นเทคโนโลยีที่โอเค และช่วยเสริมประสิทธิภาพการติดตามผล การดูแลคนไข้ได้”
“ทว่า หาก Telemedicine ถูกใช้ในกรณีการรายงานผลระหว่างหมอกับคนไข้ที่ไม่ได้รักษากันอย่างต่อเนื่อง การรายงานผลการตรวจหรือแนวทางการรักษา ผ่านช่องทาง Telemedicine เปรียบไปก็เหมือนการรายงานผลผ่าน ‘กระจกวิเศษ’ ที่อาจจะตรงและมีถ้อยคำทำร้ายจิตใจคนไข้ หรือผู้รับฟังการรายงานผลได้ จึงควรจำกัดการใช้เทคโนโลยีนี้ไว้ที่การปรึกษากันระหว่างแพทย์ หรือการติดตามผลการรักษาน่าจะดีที่สุด”

เริ่มต้นทศวรรษ ปี 2020 มาเรียนรู้วิธีรับมือกับดิสรัปต์เทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบ ที่นี่

เปิดโปรไฟล์ สุดยอดนักธุรกิจโลกปี 2562 ‘Bob Iger’ ผู้นำ ‘วอลท์ ดิสนีย์’ พาองค์กรฝ่าคลื่นดิสรัปต์ สู่สื่อบันเทิงยุคใหม่อย่างสง่างาม

4 วิธี ปรับ ‘ภูมิทัศน์ฟินเทค’ ติดปีกให้ธุรกิจบินไกลกว่าเดิม ในยุคดิสรัปต์เทคโนโลยี

โลกการเงิน การธนาคาร จะอยู่รอดอย่างไรในยุคแห่งการดิสรัปชัน ฟังคำตอบจาก ‘อรพงศ์ เทียนเงิน’ ซีอีโอ SCB