‘MRO อู่ตะเภา’ บนเส้นทาง ‘ฮับ’ ซ่อมอากาศยานฉีกตลาดคู่แข่ง

630

‘ศูนย์ซ่อมเครื่องบิน’ กำลังกลายเป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ตามแนวโน้มการเติบโตของเครื่องบินในภูมิภาค และความต้องการซ่อมบำรุงอากาศยานปริมาณสูงในอนาคต


โดยสถานการณ์ล่าสุดของไทยเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา (MRO) คาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญาร่วมกันระหว่างการบินไทยกับแอร์บัสในช่วงกลางปี 2563 ทำให้เฟสแรกน่าจะเริ่มให้บริการได้ในปี 2566 อันจะเป็นโอกาสให้ไทยกลายมาเป็นอีกหนึ่งในฐานซ่อมบำรุงอากาศยานรองรับเครื่องบินจำนวนมากจากทั้งในและนอกภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันของอุตสาหกรรมซ่อมบำรุงอากาศยานในปัจจุบันเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อหลายประเทศในอาเซียนต่างก็พัฒนาตัวเองขึ้นเป็นฐานการลงทุนที่น่าสนใจด้วย
โดยเฉพาะประเทศคู่แข่ง เช่น มาเลเซีย ที่รุดหน้ากว่าไทยไปพอสมควร!

ตลาดซ่อมเครื่องบินอาเซียนโตแรง

บริษัทโอลิเวอร์ ไวแมน คาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า จำนวนเครื่องบินในพื้นที่เอเชียแปซิฟิกจะเพิ่มจำนวนขึ้นไปสูงถึงกว่า 13,838 ลำ จากจำนวนในปัจจุบันที่มีอยู่กว่า 7,786 ลำ
ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดเครื่องบินของเอเชียแปซิฟิกขยับขึ้นมามีสัดส่วนกว่าร้อยละ 35 ของตลาดรวมทั่วโลก
ส่งผลให้เริ่มมีกระแสของการขยายตัวของธุรกิจศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในภูมิภาคมาเป็นระยะ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อรองรับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นทั้งในและนอกภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อันเนื่องมาจากปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
  • 1. ปริมาณเครื่องบินเฉพาะกลุ่มอาเซียนที่มีสัดส่วนกว่าร้อยละ 17 ของตลาดรวมทั่วโลก
  • 2. ต้นทุนแรงงานในอุตสาหกรรมซ่อมบำรุงอากาศยานนอกจากสิงคโปร์แล้ว ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับ จีน ฮ่องกง และไต้หวัน ซึ่งเป็นประเทศศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานนอกกลุ่มอาเซียน
  • 3. ตำแหน่งที่ตั้งของอาเซียนอยู่กึ่งกลางภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่สำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ขณะที่มีจำนวนเที่ยวบินสูงทั้งในประเทศและระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกันเอง จนติดอยู่ใน 10 อันดับเส้นทางการบินระยะสั้นระหว่างประเทศที่มีจำนวนเที่ยวบินสูงที่สุดในโลก

ศูนย์ซ่อมเครื่องบินลำตัวแคบแข่งเดือด

จากจำนวนเที่ยวบินส่วนใหญ่ในอาเซียนที่เป็นเที่ยวบินระยะสั้น สัดส่วนของเครื่องบินขนาดลำตัวแคบจึงสูงถึงร้อยละ 72
ขณะที่เครื่องบินขนาดลำตัวกว้างมีสัดส่วนร้อยละ 19 และเครื่องบินประเภทอื่นอีกร้อยละ 9
ทำให้แผนการลงทุนศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในกลุ่มประเทศอาเซียนส่วนใหญ่ เป็นการลงทุนตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงสำหรับเครื่องบินขนาดลำตัวแคบเป็นหลัก โดยเฉพาะในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งเครื่องบินส่วนใหญ่ที่ทำการบินในประเทศเป็นเครื่องบินขนาดลำตัวแคบ
ในส่วนของมาเลเซียปัจจุบันมีศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานซึ่งเน้นรองรับเครื่องบินลำตัวแคบอยู่แล้ว และยังแผนการขยายเพิ่มเติมเพื่อรองรับจำนวนเครื่องบินที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต เช่น Sepang Aircraft Engineering (SAE) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของแอร์บัสที่เน้นซ่อมบำรุงเครื่องบินลำตัวแคบแก่สายการบินต้นทุนต่ำในภูมิภาค ล่าสุดได้มีการประกาศลงทุนเพิ่มจำนวนโรงซ่อมบำรุงขึ้นอีก 1 แฮงการ์ เพื่อเตรียมรองรับคำสั่งซื้อเครื่องบินขนาดลำตัวแคบของสายการบินแอร์เอเชียที่เพิ่มขึ้นกว่าร้อยลำ
ขณะที่อินโดนีเซียก็มีโครงการก่อสร้างศูนย์ซ่อมอากาศยานบนเกาะบาตัม ซึ่งห่างจากสิงคโปร์เพียง 30 กิโลเมตร โดยตั้งเป้าจะดึงเครื่องบินต่างๆ ของสายการบินในประเทศ (ส่วนใหญ่เป็นเครื่องบินขนาดลำตัวแคบ) ให้กลับมาซ่อมบำรุงในอินโดนีเซียแทนการนำไปซ่อมที่สิงคโปร์
นอกจากนี้ ยังมีเวียดนามซึ่งบริษัท ST Engineering ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจซ่อมบำรุงอากาศยานของสิงคโปร์ได้ไปร่วมหุ้นลงทุนสร้างศูนย์ซ่อมชิ้นส่วนอากาศยานในประเทศ ซึ่งอาจมีการต่อยอดไปสู่การพัฒนาเป็นศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานได้ในอนาคต เน้นรองรับเครื่องบินลำตัวแคบที่เป็นฝูงบินส่วนใหญ่ในประเทศ
ไม่เว้นแม้แต่เกาหลีใต้ ซึ่งเดิมมีเพียงศูนย์ซ่อมบำรุงที่ให้บริการซ่อมแบบไม่ซับซ้อนและส่งเครื่องบินไปซ่อมใหญ่ที่ศูนย์ซ่อมบำรุงนอกประเทศ ตอนนี้ก็ได้เตรียมแผนการลงทุนสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานเน้นรองรับเครื่องบินขนาดลำตัวแคบเป็นหลักเช่นกัน

อู่ตะเภา เมืองการบินภาคตะวันออก

หนุน ‘อู่ตะเภา’ เจาะตลาดเครื่องบินลำตัวกว้าง

จากทิศทางดังกล่าว จะเห็นได้ว่าตลาดซ่อมบำรุงเครื่องบินขนาดลำตัวแคบเริ่มมีทิศทางการแข่งขันที่ดุเดือดท่ามกลางความต้องการใช้บริการที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
สำหรับไทยที่จัดอยู่ในกลุ่มเริ่มก่อร่างขึ้นเป็นฐานซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งใหม่ของภูมิภาคเพื่อรองรับการซ่อมบำรุงเครื่องบินจากนานาประเทศ ในระยะเริ่มต้นนี้อาจจำเป็นต้องฉีกตลาดเพื่อสร้างความแตกต่าง และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ โดยจับตลาดเครื่องบินขนาดลำตัวกว้าง ซึ่งไทยมีปัจจัยบวกที่จะสนับสนุนการลงทุนในกลุ่มเครื่องบินขนาดนี้มากกว่าประเทศอื่นในอาเซียน
เป็นการเจาะตลาดแบบ นิช มาร์เก็ต!
หรือกลยุทธ์วิถีน่านน้ำสีคราม (Blue Ocean)
เพื่อก้าวสู่ ‘ฮับ’ ศูนย์ซ่อมเครื่องบินต่อไป!!

ข้อมูล : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย