Gartner เผย 10 แนวโน้มเทคโนโลยีที่ยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง (People-Centric) ในระบบนิเวศอัจฉริยะที่เปิดกว้าง

287

รูปแบบการศึกษาที่มีการเรียนรู้โดยมี ‘เด็ก’ เป็นศูนย์กลาง เราเรียกกันว่า ‘Child Center’ ในด้านเทคโนโลยีก็มีคำเรียกผู้ใช้เป็นศูนย์กลางว่า ‘People Centric’ โดย Gartner, Inc. บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก ให้ความหมายว่า การมองเทคโนโลยีที่ยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง

สำหรับปี 2020 การ์ทเนอร์ระบุถึงแนวโน้มเทคโนโลยีที่สำคัญไว้ใน A Gartner Special ReportTop 10 Strategic Technology Trends for 2020 ซึ่งจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคต โดยตอนนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และคาดว่าจะได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลาย หรือมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างรวดเร็วจนถึงระดับสูงสุดในช่วงอีก 5 ปีข้างหน้า

10 แนวโน้มเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดสำหรับปี 2020 แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม

เดวิด เซียร์ลีย์ รองประธานและผู้เชี่ยวชาญอาวุโสของการ์ทเนอร์ บอกว่า People-Centric Smart Spaces เป็นโครงสร้างที่ใช้ในการจัดการและประเมินผลกระทบหลักของเทรนด์เทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดที่การ์ทเนอร์ใช้
โดย People-Centric คือ กลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีโดยยึดเอาผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง หรือให้ความสำคัญกับบุคคลเป็นหลัก นับเป็นหนึ่งในแง่มุมที่สำคัญที่สุดของเทคโนโลยีที่ต้องพิจารณาถึงผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อลูกค้า พนักงาน คู่ค้า สังคม และภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การดำเนินการทั้งหมดขององค์กรจึงต้องคำนึงถึงผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อมที่จะเกิดขึ้นต่อบุคคลและกลุ่มต่างๆ ซึ่งแนวโน้มสำคัญที่อยู่ใน กลุ่ม People-Centric มีดังนี้

 1.i
 Hyperautomation 
ระบบอัตโนมัติที่รองรับการทำงานอย่างครอบคลุมและกลมกลืน 
Hyperautomation เป็นการผสานรวมเทคโนโลยี Machine Learning (ML), ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป และเครื่องมือต่างๆ สำหรับระบบงานอัตโนมัติเข้าไว้ด้วยกันเพื่อรองรับการทำงาน ซึ่งนอกจากจะครอบคลุมเครื่องมือที่หลากหลายแล้ว ยังครอบคลุมทุกขั้นตอนของระบบงานอัตโนมัติ ได้แก่ ค้นหา วิเคราะห์ ออกแบบ ดำเนินการอัตโนมัติ ตรวจวัด กำกับดูแล และประเมินผล
การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกที่หลากหลายของระบบอัตโนมัติ รวมถึงความเกี่ยวข้องกันของกลไกเหล่านี้ และแนวทางการผสานรวมกลไกต่างๆ เพื่อให้ทำงานร่วมกันได้อย่างกลมกลืนถือเป็นหัวใจสำคัญของไฮเปอร์ออโตเมชั่น

เทรนด์ดังกล่าวเริ่มต้นจาก กระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติ (Robotic Process Automation – RPA) อย่างไรก็ตาม ลำพังเพียงแค่ RPA ไม่ถือว่าเป็นไฮเปอร์ออโตเมชั่น เพราะระบบไฮเปอร์ออโตเมชันจำเป็นต้องอาศัยการผสานรวมเครื่องมือต่างๆ เพื่อทำหน้าที่แทนมนุษย์

 2.;
 Multiexperience 

ประสบการณ์การใช้งานเทคโนโลยีอย่างหลากหลายและผ่านหลายประสาทรับรู้ 

จนถึงปี 2571 ประสบการณ์การใช้งานจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในส่วนที่เกี่ยวกับวิธีที่ผู้ใช้รับรู้และสัมผัสกับโลกดิจิทัล รวมถึงวิธีการโต้ตอบและมีปฏิสัมพันธ์กับโลกดิจิทัล อย่าง แพลตฟอร์มการสนทนา หรือ Conversational Platforms ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำหรับรูปแบบการโต้ตอบระหว่างผู้ใช้กับโลกดิจิทัล ขณะที่ Virtual Reality (VR), Augmented Reality (AR) และ Mixed Reality (MR) ทำให้รูปแบบการรับรู้และสัมผัสกับโลกดิจิทัลเปลี่ยนแปลงไป
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ รูปแบบการรับรู้และการมีปฏิสัมพันธ์ทั้งหมดจะนำไปสู่ประสบการณ์แบบพหุประสาทสัมผัส (Multisensory) ในหลากหลายรูปแบบ (Multimodal) โดย ไบรอัน เบิร์ก รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า 
“โมเดลดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงจากรูปแบบของผู้ใช้ที่เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีไปสู่รูปแบบของเทคโนโลยีที่เรียนรู้เกี่ยวกับผู้ใช้  หน้าที่ในการแปลความหมายจะเปลี่ยนย้ายจากผู้ใช้ไปสู่คอมพิวเตอร์ ความสามารถในการติดต่อสื่อสารกับผู้ใช้ผ่านประสาทรับรู้หลายๆ ด้านของมนุษย์จะก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลายสำหรับการนำเสนอข้อมูลที่มีความแตกต่างกันในระดับที่ละเอียดลึกซึ้งมากขึ้น”
 3.[
 Democratization of Expertise 

ทุกคนมีสิทธิที่จะมีความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ ได้

Democratization เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค (เช่น ML, การพัฒนาแอปพลิเคชัน) หรือความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจ (เช่น กระบวนการขาย การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์) ผ่านประสบการณ์ที่เรียบง่ายกว่าเดิม และไม่จำเป็นต้องเข้ารับการฝึกอบรมนานๆ และเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก
เช่น นักพัฒนาทั่วไปสามารถทำหน้าที่เป็น นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientists) หรือผู้ติดตั้งระบบโดยไม่ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือสามารถพัฒนาโปรแกรมหรือสร้างโมเดลข้อมูลโดยไม่ต้องเขียนโค้ด ซึ่งทางการ์ทเนอร์คาดการณ์จนถึงปี 2566 ว่ามี 4 ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวเร่งแนวโน้ม Democratization ให้เกิดขึ้น ได้แก่
  • Democratization ในด้านข้อมูลและการวิเคราะห์
    เครื่องมือที่ใช้สำหรับนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลจะขยายไปสู่ชุมชนนักพัฒนาระดับมืออาชีพ
  • การพัฒนา
    ด้วยการใช้เครื่องมือ AI ในการพัฒนาแอปพลิเคชัน
  • การออกแบบ
    จะขยายไปสู่กระบวนการที่ไม่ต้องมีการเขียนโค้ดหรือใช้โค้ดน้อยมาก โดยอาศัยฟังก์ชันการพัฒนาแอปพลิเคชันเพิ่มเติมที่ทำงานได้แบบอัตโนมัติ เพื่อเสริมศักยภาพให้แก่นักพัฒนาทั่วไป
  • ความรู้
    บุคลากรที่ไม่ได้อยู่ในสายงานไอทีก็สามารถใช้เครื่องมือและระบบความเชี่ยวชาญเพื่อปรับใช้กับทักษะเฉพาะด้านได้
 4.;
 Human Augmentation 

เทคโนโลยีจะเพิ่มขีดความสามารถด้านกายภาพและการรับรู้ของมนุษย์

Human Augmentation เป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงทางด้านการรับรู้และกายภาพ โดยเป็นส่วนสำคัญของประสบการณ์ของผู้ใช้ มีทั้ง
  • Augmentation ในด้านกายภาพ จะช่วยปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงขีดความสามารถของมนุษย์ ด้วยการปลูกถ่ายหรือติดตั้งส่วนประกอบทางด้านเทคโนโลยีไว้บนร่างกายของมนุษย์ เช่น อุปกรณ์สวมใส่ 
  • Augmentation ในด้านการรับรู้ จะอาศัยการเข้าถึงข้อมูลและการใช้แอปพลิเคชันบนระบบคอมพิวเตอร์ทั่วไป รวมถึงอินเทอร์เฟซแบบ Multiexperience ในสภาพแวดล้อมของสมาร์ทสเปซ
ในช่วง 10 ปีข้างหน้า จะมีการยกระดับ Human Augmentation ทั้งด้านกายภาพและการรับรู้ โดยจะได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ของผู้ใช้ และจะนำไปสู่กระแส Consumerization รูปแบบใหม่ ซึ่งพนักงานจะพยายามใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างและขยายขีดความสามารถและประสบการณ์ของตนเอง และปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานภายในสำนักงาน
 5.;
 Transparency and Traceability 

มุ่งสู่ความโปร่งใสและตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับได้

ผู้บริโภคมีความตระหนักรู้เพิ่มมากขึ้นว่า ข้อมูลส่วนตัวของตนมีมูลค่า ดังนั้นจึงต้องการที่จะควบคุมข้อมูลดังกล่าว องค์กรต่างๆ ก็รับรู้ถึงความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นของการปกป้องและจัดการข้อมูลส่วนตัว ขณะที่รัฐบาลเริ่มบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดเพื่อให้มีการคุ้มครองและจัดการข้อมูลดังกล่าวอย่างเหมาะสม

ความโปร่งใส (Transparency) และการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนจริยธรรมทางดิจิทัล (Digital Ethics) และการปกป้องความเป็นส่วนตัวได้

ความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับ หมายรวมถึงแนวคิด การดำเนินการ เทคโนโลยีที่รองรับ และแนวทางปฏิบัติที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อรองรับกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนแนวทางที่ถูกต้องตามหลักจริยธรรมสำหรับการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่นๆ รวมทั้งแก้ไขปัญหาการขาดความน่าเชื่อถือของบริษัทต่างๆ  
โดยองค์กรที่พยายามจะสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือจำเป็นจะต้องมุ่งเน้น 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ 1) AI และ ML 2) การเก็บรักษา การครอบครอง และการควบคุมข้อมูลส่วนตัว และ (3) การออกแบบที่สอดคล้องกันตามหลักจริยธรรม

Top 10 Strategic Technology Trends for 2020
อยากอ่านรายงานฉบับเต็ม ตามไปดาวน์โหลดได้ที่ Top 10 Strategic Technology Trends for 2020 (แต่ต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนนะ)

ในด้าน Smart Spaces เดวิด เซียร์ลีย์ บอกว่า สร้างขึ้นจากแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับคน โดย Smart Spaces เป็นสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ผู้คนและระบบที่อาศัยเทคโนโลยีมีปฏิสัมพันธ์กันในระบบนิเวศอัจฉริยะที่เปิดกว้าง มีการเชื่อมต่อถึงกัน และมีการประสานงานร่วมกันมากขึ้น ด้วยหลายองค์ประกอบ รวมถึงบุคคล กระบวนการ บริการ อุปกรณ์ต่างๆ ที่ทำงานร่วมกันใน Smart Spaces ก็เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์โต้ตอบแบบอินเทอร์แอ็คทีฟและกลมกลืนแบบอัตโนมัติยิ่งขึ้น โดยมี 5 แนวโน้ม (ข้อ 6-10) ดังนี้

 6.:
 Empowered Edge 

การเพิ่มขีดความสามารถให้กับส่วนขอบของเครือข่าย

เอดจ์คอมพิวติ้ง (Edge Computing) เป็นโครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่จัดวางการประมวลผลข้อมูลและการรวบรวมและนำเสนอคอนเทนต์ไว้ใกล้กับแหล่งที่มา คลังข้อมูล และผู้ใช้ข้อมูลดังกล่าว โดยพยายามที่จะทำให้ทราฟิกและการประมวลผลอยู่ในเครือข่ายโลคอลเพื่อลดความหน่วง โดยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ส่วนขอบของเครือข่าย และเพิ่มอำนาจในการควบคุมและตัดสินใจให้กับระบบที่อยู่ส่วนขอบของเครือข่าย
โดยความสนใจเอดจ์คอมพิวติ้งในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มาจากความจำเป็นของระบบ IoT ที่ต้องรองรับการทำงานในลักษณะกระจัดกระจายในโลกของ IoT ที่มีอยู่ในอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับอุตสาหกรรมใดๆ เป็นการเฉพาะ เช่น อุตสาหกรรมการผลิตหรือค้าปลีก
อย่างไรก็ตาม เอดจ์คอมพิวติ้งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและทุกการใช้งานในอนาคต เพราะส่วนที่อยู่รอบนอกของเครือข่ายจะได้รับการเสริมศักยภาพด้วยทรัพยากรประมวลผลที่ก้าวล้ำและรองรับการใช้งานเฉพาะด้านมากขึ้น รวมไปถึงอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่มากขึ้น อุปกรณ์ลูกข่ายที่ซับซ้อน เช่น หุ่นยนต์ โดรน ยานพาหนะไร้คนขับ และระบบปฏิบัติการ จะเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วยิ่งขึ้น
 7. 
 Distributed Cloud 

ระบบคลาวด์แบบกระจาย

ระบบคลาวด์แบบกระจาย หมายถึง การกระจายตัวของบริการคลาวด์สาธารณะไปยังสถานที่ต่างๆ โดยที่ผู้ให้บริการต้นทางของคลาวด์สาธารณะมีหน้าที่ควบคุม กำกับดูแล ปรับปรุง และพัฒนาบริการดังกล่าว ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากเดิมที่บริการคลาวด์สาธารณะส่วนใหญ่มีลักษณะรวมศูนย์ (Centralized) และการเปลี่ยนแปลงนี้จะนำไปสู่ศักราชใหม่ของคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing)
 8.;
 Autonomous Things 

อุปกรณ์อัตโนมัติต่างๆ โต้ตอบเก่งกว่าเดิม

อุปกรณ์อัตโนมัติ หมายถึง อุปกรณ์ทางกายภาพที่ใช้ AI เพื่อทำงานต่างๆ อัตโนมัติ ซึ่งจะเข้ามาแทนที่มนุษย์ โดยอุปกรณ์อัตโนมัติที่พบเห็นได้ทั่วไปก็คือ หุ่นยนต์ โดรน ยานพาหนะ/เรือไร้คนขับ และเครื่องมือต่าง ๆ ที่ทำงานได้เอง  การทำงานแบบอัตโนมัติที่ว่านี้จะครอบคลุมขอบเขตมากกว่าการทำงานอัตโนมัติตามโมเดลที่ตั้งค่าไว้อย่างตายตัว

กล่าวคือ อุปกรณ์เหล่านี้จะใช้ AI เพื่อทำงานขั้นสูง และโต้ตอบกับคนหรือสิ่งรอบข้างได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น ขณะที่ความสามารถทางเทคโนโลยีได้รับการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง กฎระเบียบก็มีการเปิดกว้างและอนุญาตให้ใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้มากขึ้น สังคมให้การยอมรับเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีการใช้งานอุปกรณ์อัตโนมัติมากขึ้นในพื้นที่สาธารณะที่ปราศจากการควบคุม

มร. เบิร์กกล่าวว่า “ขณะที่อุปกรณ์อัตโนมัติได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น เราคาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงจากอุปกรณ์อัจฉริยะที่ทำงานตามลำพังไปสู่กลุ่มอุปกรณ์อัจฉริยะหลายๆ เครื่องมาทำงานร่วมกัน โดยอาจแยกเป็นอิสระจากคนหรืออาจมีการป้อนคำสั่งโดยมนุษย์” 
เช่น แขนกลหลากหลายรูปแบบที่ทำงานอย่างสอดประสานกันในโรงงานประกอบชิ้นส่วน  หรือในส่วนของธุรกิจขนส่ง โซลูชั่นที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือ การใช้อุปกรณ์อัตโนมัติเพื่อเคลื่อนย้ายพัสดุไปยังพื้นที่เป้าหมาย โดยหุ่นยนต์และโดรนที่เดินทางไปพร้อมกับยานพาหนะอาจจะทำหน้าที่จัดส่งพัสดุถึงมือผู้รับปลายทาง
 9.;
 Practical Blockchain 

บล็อกเชนที่ใช้งานได้ในทางปฏิบัติ

เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) มีศักยภาพที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมต่างๆ โดยจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และรองรับการแลกเปลี่ยนมูลค่าในระบบนิเวศทางธุรกิจ ทั้งยังช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย เพิ่มความรวดเร็วในการทำธุรกรรม และปรับปรุงกระแสเงินสดได้
เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสินทรัพย์ จึงลดโอกาสที่จะมีการสลับเปลี่ยนเป็นสินค้าปลอม นอกจากนี้ การตรวจสอบติดตามสินทรัพย์ยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น การตรวจสอบสินค้าประเภทอาหารในซัพพลายเชนเพื่อระบุแหล่งที่มาของการปนเปื้อน หรือการตรวจสอบชิ้นส่วนที่เฉพาะเจาะจงเพื่อเพิ่มความสะดวกในการเรียกคืนสินค้า

การใช้งานบล็อกเชนในอีกรูปแบบหนึ่งที่มีความเป็นไปได้ก็คือ การจัดการตัวตนผู้ใช้ นอกจากนี้ยังสามารถตั้งค่าสัญญาแบบ Smart Contract ไว้ในบล็อกเชน เพื่อให้เหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นทริกเกอร์ให้เกิดการดำเนินการอื่นต่อไป อาทิ ระบบจะปลดล็อคการชำระเงินหลังจากลูกค้าได้รับสินค้าแล้ว

ไบรอัน เบิร์ก รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่าเทคโนโลยีนี้ว่า บล็อกเชนยังขาดความพร้อมสำหรับการใช้งานในระดับองค์กร เนื่องจากยังมีปัญหาด้านเทคนิคหลายประการ เช่น ขาดเสถียรภาพ ไม่สามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างเหมาะสม” และถึงแม้จะมีปัญหาท้าทายดังกล่าว แต่เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพสูงมากที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมและการสร้างรายได้ ดังนั้นองค์กรต่างๆ จึงควรเริ่มต้นพิจารณาและประเมินความเป็นไปได้ของการใช้งานบล็อกเชน
“แต่เราคาดว่ายังคงไม่มีการปรับใช้เทคโนโลยีนี้อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้” ไบรอัน เบิร์ก กล่าวเสริม
 10.;
 AI Security 

ระบบรักษาความปลอดภัย AI 

AI และ ML จะยังคงถูกใช้งานเพื่อยกระดับการตัดสินใจของมนุษย์ในการใช้งานที่หลากหลาย ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการรองรับระบบไฮเปอร์ออโตเมชัน และการใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์อัตโนมัติเพื่อปรับปรุงธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดปัญหาท้าทายใหม่ๆ สำหรับทีมงานฝ่ายไอทีที่ดูแลด้านความปลอดภัย และผู้บริหารที่ต้องจัดการดูแลความเสี่ยง เพราะจะทำให้มีช่องทางการโจมตีเพิ่มขึ้นอย่างมากจากการใช้งาน IoT, คลาวด์คอมพิวติ้ง, ไมโครเซอร์วิส และระบบที่มีการเชื่อมต่อกันอย่างกว้างขวางใน Smart Spaces
ดังนั้น ผู้บริหารฝ่ายรักษาความปลอดภัยและความเสี่ยงควรให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลักๆ ได้แก่
  • การปกป้องระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI (Protecting AI-powered systems)
  • การใช้ AI เพื่อปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัย (Leveraging AI to enhance security defense)
  • การคาดการณ์เกี่ยวกับการใช้งาน AI โดยคนร้ายที่ต้องการโจมตีเครือข่าย (Anticipating nefarious use of AI by attackers)

หากสนใจหรือสงสัยบางเทคโนโลยีที่ปรากฏในบทความนี้ เรามีคอนเทนต์แนะนำให้อ่านต่อ

RPA : Robotic Process Automation ระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติ เชื่อมโลก e-Commerce กับ e-Logistic ให้โลดแล่น

ผู้ประกอบการยุคใหม่ รู้อะไรไม่สู้ รู้เรื่อง Blockchain & Libra

Future of Connected Living : ให้ ‘สถาบันแห่งอนาคต’ ทำนายชีวิตในปี 2030 กัน