จับเข่าคุย “อาตมัน ทองอยู่” สำนักข่าว SALIKA

608

ยังมีคนอีกมากที่ไม่รู้จัก SALIKA (สาลิกา) ที่สร้างขึ้นในลักษณะของสื่อออนไลน์ (Online Publisher) เพื่อเผยแพร่ความรู้ นำเสนอทางแก้ ทางออก โซลูชันส์ ตลอดจนประเด็นชวนคิดให้แก่สังคม ประจวบเหมาะกับ ดร.จักรกฤษณ์ สิริริน คอลัมนิสต์ชื่อดังและนักเขียนเจ้าของนามปากกา “นกป่าอุษาคเนย์” ติดต่อสัมภาษณ์ “อาตมัน ทองอยู่” แห่งสำนักข่าว SALIKA เพื่อนำลงคอลัมน์ “ตำข่าวสารกรอกหม้อ” นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ทีมงานสาลิกาจึงขอนำบทสัมภาษณ์ทั้ง 4 ตอน มาเผยแพร่ในที่นี้ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับทราบว่า SALIKA มีความเป็นมาอย่างไร แตกต่างจากสื่ออื่นอย่างไร และใครที่บริหารเว็บไซต์ www.salika.co ซึ่งทุกท่านกำลังอ่านอยู่นี้


SALIKA เป็นสำนักข่าวหนึ่งซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองของคนในวงการสื่อ บรรณาธิการบริหารคือ “อาตมัน ทองอยู่”
หากเราเข้าไปดู Facebook ของ SALIKA เราจะพบ การกด Like การ Comment และการ Share ข่าวของ SALIKA จากนักอ่าน Generation Y เป็นส่วนใหญ่
เพราะธีมหลักของ SALIKA คือการเป็นสำนักข่าวที่นำเสนอเรื่องราวของ “นวัตกรรม” จึงทำให้โดนใจนักอ่าน Generation Y ค่อนข้างมาก
เนื้อหาอีกส่วนหนึ่งของ SALIKA คือการนำเสนอความก้าวหน้าของ “อุตสาหกรรมเป้าหมาย” หรือ 12 S-Curve ของรัฐบาล ภายใต้การดำเนินงานของ EEC หรือสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
าม: จุดเริ่มต้นของ SALIKA (สาลิกา)
ตอบ: จริงๆ จุดเริ่มต้นของ www.salika.co ในตอนแรก เราคิดว่ามันเป็นเหมือน Project หนึ่งซึ่งเราอยากทดลองสร้างพื้นที่สำหรับเล่าเรื่องนวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ให้แก่สังคม เล่าเรื่องการศึกษาในยุคศตวรรษที่ 21 ที่ห้องเรียนอาจไม่สำคัญเท่าประสบการณ์หรือการลงมือทำจริง  เล่าเรื่องที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อ่าน รวมถึงสร้างมุมมองเชิงบวก ทั้งในด้านการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจ ด้วยการนำเสนอบทความที่มองถึงความเป็นไปได้ และการจัดการหรือแนวคิดเพื่อปัญหาและอุปสรรคผ่านเรื่องราวและกรณีศึกษาต่างๆ
โดยส่วนตัว ผมมองว่าทุกวันนี้เราอยู่ในยุคที่เรียกว่า Information Overload คือข้อมูลที่เราได้รับในแต่ละวันมันเยอะมาก ซึ่งต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่จะเป็นข่าวหน้าหนึ่ง กับ Entertainment แต่ผมก็ยังเชื่อว่า เรายังมีพื้นที่อีกมากสำหรับสร้างเนื้อหาเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งสร้างหรือรวบรวมองค์ความรู้ที่สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตจริงทั้งในเรื่องเฉพาะบุคคลหรือในทางสังคมโดยรวม เพื่อเป็นตัวเลือกให้คนได้เสพเนื้อหาประเภทนี้ นี่เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่อยากลองครับ
ถาม: ก่อนหน้าจะมาบริหาร SALIKA คุณทำอะไรมาก่อน
ตอบ: ทำ Production House เรียนจบปุ๊ปก็ทำเลย ในช่วงสองปีแรก ผมกับเพื่อนอีกสองคนทำทุกอย่างเอง ลงแรงลงสมองเองกันในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การทำเว็บไซต์ หาลูกค้า รับ Brief เขียนบท ถ่ายทำ ตัดต่อ ใส่ CG (Computer Graphic) ตอนนั้นรู้เลยว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงาน คือการลงมือทำ การแก้ไขปัญหา การ Deal กับคนที่เราไม่เคยรู้จัก พอบริษัทเริ่มโตก็เริ่มฝึก Skill ด้านการบริหาร ทั้งเรื่องของการจัดการงาน การบริหารคนภายในองค์กร ซึ่งอันหลังจะเหนื่อยกว่า

 

หลังจากนั้นก็ไปเปิดร้านอาหารชื่อ กากเจียวก๋วยเตี๋ยวเรือ ที่ขอนแก่น ซึ่งก็ไปได้ดี ตอนนี้พอธุรกิจเริ่มโต เราต้องเริ่มคิดถึงเรื่องความอยู่รอดขององค์กร เพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียวและมีทีมงานที่เขาต้องรับเงินเดือนจากเรา ทำอย่างไรจะให้บริษัทของเราโตขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างมั่นคง ซึ่งก็สนุกดีครับ
กากเจียวก๋วยเตี๋ยวเรือ
ถาม: จากการทำกิจการส่วนตัวมาเป็น SALIKA ที่มีกองบรรณาธิการหลายคน หลักการบริหารแตกต่างกันอย่างไร
ตอบ: จากที่เราเคยลงแรงลงสมองเองทุกขั้นตอน เมื่อมาทำ SALIKA ผมเริ่มฝึก Skill ด้านการบริหารมากขึ้น เรื่องความอยู่รอดขององค์กรเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด โดยเฉพาะเรื่องการจัดการด้านบัญชีหรือแง่มุมทางกฎหมาย ยอมรับว่าไม่ถนัด เพราะไม่เคยทำมาก่อน แต่ก็เรียนรู้อยู่ตลอดครับ

ถาม: ทิศทางการนำเสนอของ SALIKA มีความแตกต่างจากสำนักข่าวออนไลน์อื่นๆ อย่างไรครับ
ตอบ: ก่อนอื่นคงต้องบอกว่า ตอนนี้ SALIKA ยังไม่ใช่สำนักข่าวใหญ่ เพราะเราเพิ่งเข้าสู่ปีที่ 2 ย้อนกลับไปในปีแรก เนื้อหาทุกอย่างคือการทดลอง เริ่มจากไอเดียของทุกคนในทีมมีความสนใจที่แตกต่างกัน เราไม่อยากตีกรอบให้แคบ สิ่งสำคัญซึ่งผมให้โจทย์กองบรรณาธิการไปก็คือ ถ้าคนเข้ามาอ่านแล้วเขาต้องได้ประโยชน์กลับไป โดยเน้นเขียนบทความเชิงสร้างสรรค์ และมีเป้าหมายเพื่อช่วยแก้ปัญหาบางอย่างในสังคม เพราะข่าวหรือบทความที่พูดถึงปัญหามีเยอะเกินไปแล้ว ด้านสื่อบันเทิงคนไทยก็เก่ง เราจึงเลือกที่จะนำเสนอในสิ่งที่มาช่วยแก้ปัญหาหรือทำให้คนไม่มองเพียงคำว่าปัญหา แต่อยากชวนมองถึงแนวทางหรือวิธีการแก้ไขปัญหา
พอทำไปเรื่อยๆ ยิ่งรู้เลยว่าจริงๆ แล้ว เรื่องที่เจ๋งๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของสถานที่หรือบริษัทที่มีนวัตกรรมหรือใช้นวัตกรรมในการแก้ปัญหา รวมถึงเรื่องราวของคนเก่งๆ ที่เป็นคนไทยนั้นมีอยู่เยอะมาก เพียงแต่พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในกระแสหลัก เราสัมภาษณ์นักการศึกษา นักวิจัย นักเรียน นักพัฒนา คุณหมอ คนที่ได้รางวัลในเวทีระดับโลก พบว่าทุกคนต่างมีมุมมองที่น่าสนใจและสามารถเป็นบทเรียนหรือตัวอย่างให้เรานำไปปรับใช้ในชีวิตได้
ขณะเดียวกัน เราก็เรียนรู้คนอ่านของเราผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลหลังบ้าน (Audience Analytics) ดูสถิติผ่านทั้งทางเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย ว่าคนที่อ่านเรา เขาชอบอ่านบทความแนวไหน ซึ่งพอเข้าปีที่ 2 เราก็โฟกัสตัวตนได้ชัดขึ้นเรื่อยๆ ครับ
ถาม: กลุ่มเป้าหมายที่ SALIKA ได้วางไว้
ตอบ: กลุ่มเป้าหมายหลักคือ คนที่สนใจเรื่องราวของนวัตกรรมและเทคโนโลยี ว่าสิ่งเหล่านี้มันจะมาช่วยพัฒนาตัวเราอย่างไร อีกกลุ่มคือ คนที่คิดนอกกรอบ มองหาความเป็นไปได้ คนแบบนี้คอยมองออกไปข้างนอกเพื่อหาโอกาสใหม่ๆ จากความเปลี่ยนแปลง และกลุ่มสุดท้ายคือ คนที่ต้องบริหารทีมงาน หรือผู้บริหารที่ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ต้องเป็นคนที่ตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในองค์กร 
ซึ่งหลังจากทำงานผ่านไปหนึ่งปีก็คิดว่า สิ่งที่ทำอยู่ค่อนข้างตรง เพราะคนเข้าเว็บไซต์ส่วนใหญ่อายุเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 25-45 ปี ซึ่งถือว่าเป็นเกณฑ์อายุที่น่าสนใจ รองลงมาก็จะเป็นช่วงอายุ 45-55 ปี และ 18-24 ปี ตามลำดับ
ถาม: คาดการณ์อนาคตและเป้าหมายของ SALIKA ไว้อย่างไร
ตอบ: อย่างที่เรียนไว้ในตอนต้น เป้าหมายหลักของ SALIKA คือ การผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ เป็นทางเลือกให้คนได้เลือกเสพสื่อที่ช่วยให้พวกเขาได้พัฒนา ไม่ว่าจะเป็นด้านวิธีคิด วิธีการทำงาน หรือแม้แต่การใช้ชีวิต ส่วนในเรื่องตัวเลข ผมว่าเราก็มาได้ดีในระดับหนึ่ง เพราะปีที่ 2 มีคนติดตามเพจเฟซบุ๊ก 80,000 คน เข้าเว็บ www.salika.co กว่า 2 ล้านครั้ง จากปีแรกในเพจมีแค่หลักพัน คนเข้าเว็บหลักหมื่น ปี 2020 จึงตั้งเป้าไว้สักเท่าตัว
จริงๆ ตัวเลขพวกนี้ ผมให้ความสำคัญน้อยกว่าเนื้อหาเพราะมันมีหลายปัจจัย เช่น ในด้านอัลกอลิทึมของตัวโซเชียลมีเดียเอง แต่สิ่งที่อยากทำคือ อยากผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพมากขึ้นไปเรื่อยๆ โดยต้องมีความน่าเชื่อถือ มีรูปแบบที่หลากหลายขึ้น แล้วก็รู้จักกับผู้อ่านของเราให้มากขึ้น
หลังจากนี้ผมอาจจะสร้างคอมมูนิตีให้คนได้มาแชร์เรื่องราวของตัวเอง ซึ่งต้องมีเนื้อหาเป็นไปตามแนวทางของเว็บไซต์​ หรือมีการจัดงานพบปะกับผู้อ่านสักปีละครั้ง เพื่อสอบถามความคิดเห็นจากแฟนๆ แล้วนำไปปรับปรุงคุณภาพข้อมูลหรือบทความบนเว็บไซต์ต่อไปครับ
ถาม: สถานการณ์วงการเว็บข่าวออนไลน์ในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้างครับ
ตอบ: ตอนนี้มีคนรุ่นใหม่เข้ามาทำสื่อออนไลน์กันเยอะมากครับ
ถาม: จากประสบการณ์การไปต่างประเทศที่ผ่านมา คิดว่าแวดวงข่าวออนไลน์ของเรายังขาดอะไรอยู่ครับ
ตอบ: ผมว่าคอนเทนต์ในบ้านเรายังมีช่องว่างให้ก้าวไปข้างหน้าได้อีกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาในแนวลึกหรือแนวกว้าง ดูอย่างต่างประเทศจะมีบทความวิชาการ งานวิจัย รายงานเชิงลึก หรือการสำรวจต่างๆ ด้วยความพร้อมของเขา โดยเฉพาะในเรื่องของข้อมูล หรือ Data ที่กว้างใหญ่ไพศาล ผ่านการวิเคราะห์จนเป็น Big Data ที่เป็นประโยชน์ต่อคนในวงกว้างได้ ตัวอย่างใกล้ตัวก็เช่น บทความวิเคราะห์คาดการณ์เศรษฐกิจที่นำมาเผยแพร่แค่บางย่อหน้าบนเว็บไซต์ ถ้าใครอยากอ่านต่อหรือต้องการไฟล์ฉบับเต็มก็ต้องจ่ายเงิน อาจจะผ่าน Paypal, Alipay หรือ e-Wallet อื่นๆ ซึ่งโมเดลนี้ก็ Win-Win เพราะบ้านเขาให้ค่ากับคอนเทนต์ในด้านคุณค่าและมูลค่า คนอ่านได้ข้อมูลความรู้ สื่อฯ หรือผู้เขียนก็อยู่ได้ เพราะมีรายได้กลับเข้ามา

ยิ่งในยุคดิจิทัล Journalism ต้องเพิ่มศักยภาพตัวเองเป็น Data Journalism ผมคิดว่า ในสถานการณ์แบบนี้ สื่อฯ เราอยู่แบบเดิมๆ ไม่ได้ ต้องมีความรู้ นำเสนอคอนเทนต์ที่ให้ข้อมูลถูกต้อง Integrate ข้อมูลได้ โดยไม่นำเสนอข้อมูลเพียงแค่ชั้นเดียว หรือ 5W (Who, What, Where, When, Why) แต่ต้องบอกได้ว่า ควรทำอย่างไร หรือแก้ปัญหาตรงไหน (How) โดยอาจให้ข้อมูลคาดการณ์เชิงลึก หรือชี้ประตูทางออกทางเลือกเอาไว้ และที่สำคัญ ต้องสื่อสารออกมาเป็นภาพให้เข้าใจง่ายได้ด้วย
สังเกตจากการนำเสนอข่าวหรือบทความ ผมพบว่าในเมืองไทยยังมี Data Journalism น้อยมาก แวดวงสื่อบ้านเราจึงต้องพัฒนาทักษะด้าน Data Visualization ซึ่งผมเชื่อว่า ยิ่งสื่อมีความรู้ความพร้อม และสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพออกมามากเท่าไหร่ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านและเป็นหูเป็นตาให้สังคมได้มากขึ้นเท่านั้น
สุดท้ายนี้ อยากฝากคำแนะนำของ Charles Arthur จาก The Guardian เขาแนะนำการทำงานของสื่อมวลชนในยุคนี้ไว้ว่า Find a story that will be best told through numbers” หมายถึง “ลองหาเรื่องราว ที่คิดว่าจะเล่าออกมาได้ดีที่สุด ผ่านข้อมูลที่เป็นตัวเลขดูสิ” ขอบคุณครับ

บทความเกี่ยวกับบุคคลที่เป็นผู้แบ่งปันความรู้ มีแรงบันดาลใจในการพัฒนาสังคมและประเทศ

ดร.ธันยวัต สมใจทวีพร : โจทย์ใหญ่ของนวัตกรผู้สอนด้านหุ่นยนต์-ระบบอัตโนมัติ PIM

10 กฎเบื้องหลัง ความสำเร็จ ของ ซุนดา พิชัย Google CEO

Santa Claus บนผืนหญ้า


ที่มา :