ต่อยอดงานวิจัยสู่ ปอดของชาวฉะเชิงเทรา พัฒนา ‘ชีวพนาเวศ’ สู่แหล่งเรียนรู้ & อนุรักษ์ ‘หิ่งห้อยน้ำจืด’ แห่งภาคตะวันออก

268

ตั้งแต่ศูนย์การเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพเเละความยั่งยืน ‘ชีวพนาเวศ’ (Toyota Biodiversity and Sustainability Learning Center) จัดตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน พ.ศ. 2558 มาในวันนี้ พื้นที่สีเขียวแห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศและธรรมชาติอันหลากหลาย เปรียบเสมือนปอดของเมืองฉะเชิงเทรา


และล่าสุด นักวิจัยจากสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ได้เผยแพร่ผลงานการวิจัยของ ผศ.อัญชนา ท่านเจริญ อาจารย์ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคนิคเพาะเลี้ยง หิ่งห้อยน้ำจืด ที่มีศักยภาพ จนกระทั่งสามารถผลิตหิ่งห้อยได้จำนวนมาก เพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อการอนุรักษ์และประโยชน์ในการท่องเที่ยว โดยในโอกาสนี้ได้ใช้พื้นที่ ชีวพนาเวศ เป็นหนึ่งในสองแหล่งศึกษาธรรมชาติที่ปรับเอาผลงานการวิจัยนี้ไปสานต่อสร้างแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ โดยเปิดให้เด็กและเยาวชนได้ตระหนักถึงคุณค่าและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นรูปธรรม

ทำความรู้จัก ชีวพนาเวศ ศูนย์รวมความหลากหลายทางชีวภาพ ปอดของชาวฉะเชิงเทรา

ก่อนที่จะไปทราบถึงงานวิจัยเพื่อคืนหิ่งห้อยสู่ธรรมชาติและสร้างระบบนิเวศยั่งยืน ขอแนะนำให้รู้จักศูนย์การเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพเเละความยั่งยืน หรือ ‘ชีวพนาเวศ’ ที่สร้างขึ้นด้วยความตั้งใจของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของโรงงานโตโยต้า บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา

โดยในพื้นที่นี้ ได้พลิกฟื้นพื้นดินบดอัดจากการก่อสร้างโรงงานฯ ที่บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา เปลี่ยนมาเป็นป่านิเวศและโตโยต้าไบโอโทป บนพื้นที่ทั้งสิ้น 60 ไร่ แบ่งเป็นป่านิเวศจำนวน 30 ไร่ และแหล่งเรียนรู้เชิงนิเวศหรือไบโอโทป จำนวน 30 ไร่
และเพื่อให้เด็กและเยาวชนได้ตระหนักถึงคุณค่าและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นรูปธรรม ศูนย์แห่งนี้จึงเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่พาเด็กและเยาวชนไทยออกจากห้องเรียนสี่เหลี่ยมสู่ห้องเรียนธรรมชาติ และโครงการฯ ได้จัดทำหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษา ร่วมกับมูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษา โดยบูรณาการเข้ากับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ให้สอดคล้องกับพื้นที่อีกด้วย
สำหรับระบบนิเวศสำคัญที่รวบรวมไว้ในศูนย์การเรียนรู้ฯ ชีวพนาเวศแห่งนี้ คือ

ป่านิเวศ (Eco Forest)

เป็นป่าดั้งเดิมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ก่อนสภาพป่าจะถูกทำลาย ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่านิเวศเป็นต้นไม้สายพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่นั้นๆ ซึ่งการปลูกป่านิเวศตามหลักการของ ศ.ดร.อาคิระ มิยาวากิ จะทำให้ต้นไม้มีอัตราการรอดตายสูง ร่นระยะเวลาการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติให้เร็วขึ้น 10 เท่า และสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่าการปลูกป่าโดยทั่วไป
โดยในเว็บไซต์โตโยต้า (toyota.co.th/cheewa-panavet/) ได้แชร์เคล็ดลับความสำเร็จในการฟื้นฟูป่าธรรมชาติดั้งเดิมในพื้นที่โรงงานโตโยต้า บ้านโพธิ์ ฉะเชิงเทรา ไว้ด้วยว่า
  1. พันธุ์ไม้ที่ปลูกจะต้องเป็นชนิดพันธุ์ไม้ดั้งเดิม (Native Species) หัวใจสำคัญของการพื้นฟูคือ ใช้พันธุ์ไม้ดั้งเดิมที่เคยเติบโตอยู่ในพื้นที่ในการปลูก เพราะพันธุ์ไม้ดั้งเดิมนั้นจะมีความแข็งแรงและทนทาน
  2. ใช้กล้าไม้ที่เพาะจากเมล็ด (Potted Seedlings) จะทำให้มีระบบรากที่แข็งแรง (ความสูงเฉลี่ยประมาณ 80-100 เซนติเมตร)
  3. การเตรียมดินและเนินดิน (Mound) เป็นการปรับพื้นที่โดยการเพิ่มพื้นที่หน้าดิน เพิ่มความสามารถของพื้นที่ในการระบายน้ำฝนและเพิ่มการระบายอากาศของดิน เพื่อให้กล้าไม้เติบโตได้อย่างแข็งแรง
  4. ความหนาแน่นในการปลูก ควรมีระยะห่างของการปลูก 3-4 ต้น ต่อตารางเมตร และปลูกพันธุ์ไม้หลายๆ ชนิดปะปนกัน โดยปลูกแบบสุ่ม (Random) ไม่เป็นแถวไม่เป็นแนวแบบธรรมชาติ เพื่อให้กล้าไม้แข่งกันเจริญเติบโต ต้นไม้ที่มีศักยภาพตามธรรมชาติ (Potential Natural Vegetation) จะอยู่รอดและพัฒนาเป็นต้นไม้ในป่าที่สมบูรณ์
  5. การนำกล้าไม้ชุบน้ำก่อนปลูกและคลุมด้วยฟางหลังปลูก เพื่อเป็นการเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับดินและรากของกล้าไม้ ซึ่งเพิ่มอัตราการรอดให้กับกล้าไม้ และสามารถอยู่รอดได้ถึง 1-2 เดือน โดยไม่ต้องรดน้ำ

แหล่งเรียนรู้ธรรมชาติและแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิต (Biotope)

ไบโอโทป (Biotope) เป็นการสร้างถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต โดยมนุษย์เป็นผู้สร้างเลียนแบบธรรมชาติ ด้วยปรัชญาในการสร้างบนความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งพื้นที่นี้แสดงให้เห็นถึงสังคมพืชแบบต่างๆ ที่สร้างขึ้นตามปรัชญา “จากนภา ผ่านภูผา สู่มหานที” โดยป่าธรรมชาติก่อให้เกิดฝนโดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้ำบนภูเขาสูง ผ่านพื้นที่กลางน้ำและไหลลงสู่ทะเล โดยมีไบโอโทปสังคมพื้นที่โดดเด่น คือ สังคมพืชป่าดิบ สังคมพืชป่าเบญจพรรณ และสังคมพืชพื้นที่ชุ่มน้ำ
นอกจากนี้ยังได้บูรณาการแนวคิดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างตลิ่งสิ่งมีชีวิต การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า อย่างการทำอิฐทางเดินจากตะกอนดินที่แยกมาจากน้ำดิบ ซึ่งนำมาผลิตน้ำประปา การนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่
ในไบโอโทปนี้ ยังมีศาลาการเรียนรู้มากมาย เช่น
  • ศาลาพลังความหลากหลายทางชีวภาพ สำหรับเรียนรู้ที่มาของการให้ความสำคัญกับการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพที่เกิดขึ้นในชีวพนาเวศ
  • ศาลาพลังความรู้ป่านิเวศ ศ.ดร.อาคิระ มิยาวากิ เพื่อทำความรู้จัก “ผู้เป็นต้นกำเนิดความรู้” และเทคนิคการปลูกป่าโดยใช้เนินดิน (Mound) ที่ทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วสมบูรณ์ ก่อเกิดเป็นป่านิเวศที่เป็นแหล่งอาศัยและหากินของสัตว์นานาชนิด
และหนึ่งในนั้น คือ ฐานการเรียนรู้ที่เรียกว่า “บ้านหนูเรือง” บ้านหิ่งห้อยจำลองที่มีการเพาะเลี้ยงหิ่งห้อยจริง เพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้วงจรชีวิตของหิ่งห้อย ซึ่งวันนี้ จำนวนหิ่งห้อยจะเพิ่มมากขึ้น และเป็นแหล่งเรียนรู้วงจรชีวิตหิ่งห้อยใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ด้วยงานวิจัยล่าสุดจากนักวิจัย ม.เกษตรฯ
ผศ.อัญชนา ท่านเจริญ อาจารย์ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) Photo Credit : คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.)

งานวิจัยเพาะเลี้ยงหิ่งห้อยน้ำจืด ส่งต่อความรู้ สร้าง ชีวพนาเวศ เป็นแหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศแห่งภาคตะวันออก

เป็นที่น่ายินดีที่ล่าสุด นักวิจัย ม.เกษตรฯ ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคนิคเพาะเลี้ยงหิ่งห้อยน้ำจืด ทำให้สามารถเพิ่มประชากรหิ่งห้อยได้จำนวนมาก พร้อมส่งต่อความรู้ให้โรงงานโตโยต้า บ้านโพธิ์ จ. ฉะเชิงเทรา สร้างเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ ขณะที่ผู้ประกอบการอีกรายได้สานต่อผลวิจัย ไปเพาะเลี้ยงหิ่งห้อยเพื่อธุรกิจการท่องเที่ยว
ผศ.อัญชนา เจ้าของงานวิจัยนี้ให้ข้อมูลว่า
“หิ่งห้อยเป็นแมลงที่มีเสน่ห์ สื่อรักโดยใช้แสงกะพริบ แสงของหิ่งห้อยสามารถเปลี่ยนความมืดที่แสนน่ากลัวเป็นความสวยงามที่มีเสน่ห์ได้ ด้วยความงามของหิ่งห้อยที่กล่าวมานี้ บวกกับการพบเห็นได้ยากขึ้นในปัจจุบัน หิ่งห้อยจึงเป็นหนึ่งในแมลงอนุรักษ์ที่สามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจในด้านการท่องเที่ยวได้”

“และการพัฒนาเทคนิคการเพาะเลี้ยงหิ่งห้อยในห้องปฏิบัติการจึงเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยอนุรักษ์หิ่งห้อยในธรรมชาติและสร้างพื้นที่อยู่อาศัยของหิ่งห้อยเพื่อสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ”

แต่อย่างไรก็ตาม หิ่งห้อยเป็นแมลงที่มีระยะเวลาพัฒนาของวงจรชีวิตยาวนาน กินอาหารมีชีวิต และยากที่จะสามารถเลี้ยงจนครบวงจรชีวิตได้ นี่จึงเป็นความท้าทายในการพัฒนาเทคนิคการเพาะเลี้ยง
ดังนั้น ผศ.อัญชนา จึงตั้งใจศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคนิคการเพาะเลี้ยงหิ่งห้อยน้ำจืดที่มีศักยภาพขึ้น เพื่อสามารถผลิตหิ่งห้อยจำนวนมากตอบสนองการปล่อยหิ่งห้อยคืนสู่ธรรมชาติเพื่อการอนุรักษ์และเพื่อประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว

สำหรับเทคนิคการเพาะเลี้ยงหิ่งห้อยน้ำจืดที่พัฒนาขึ้นภายใต้โครงการวิจัยนี้ ใช้วิธีการเพาะเลี้ยงที่สามารถผลิตหิ่งห้อยจำนวนมากและมีอัตราการรอดสูงทุกระยะ ตั้งแต่ระยะไข่ ตัวหนอนระยะที่ 1 ตัวหนอนระยะที่ 2-6 ดักแด้ และตัวเต็มวัย ด้วยวิธีที่ประหยัด ใช้วัสดุ-อุปกรณ์ที่หาง่าย ประดิษฐ์ใช้เองได้ สามารถใช้ซ้ำได้ในระยะเวลานาน และทุ่นแรงอย่างได้ผล

ในวันนี้ ผลงานวิจัยได้รับการนำไปปรับใช้ประโยชน์ ในรูปแบบของอนุสิทธิบัตรอุปกรณ์เลี้ยงหิ่งห้อยทั้งสองฉบับ ซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ์และดำเนินโครงการพัฒนาวิชาการให้แก่ภาคเอกชน 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท ฟีโนมินอน ครีเอชั่น จำกัด เพื่อผลิตหิ่งห้อยน้ำจืดสำหรับจัดแสดงในเมืองบาดาลของสวนสนุกไตรภูมิ ณ เซ็นทรัล ฟลอเรสต้า จ.ภูเก็ต และเป็นจุดดึงดูดความสนใจหนึ่งของนักท่องเที่ยวในโซน Underwater world  ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือชมหิ่งห้อยได้ในเวลากลางวัน
และดังที่เกริ่นไปว่า บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้สร้างสวนหิ่งห้อยเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติที่ศูนย์การเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพเเละความยั่งยืน “ชีวพนาเวศ” ในโรงงานโตโยต้า บ้านโพธิ์ จ. ฉะเชิงเทรา เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้ตระหนักถึงคุณค่าและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นรูปธรรม


ที่มา :


ศึกษา เรียนรู้งานวิจัยและโครงการดีๆ ที่ปรับใช้และสร้างประโยชน์กับชุมชนได้จริง 

กล้า ก้าว ไกล กับแนวคิดการจัดการ “ขยะ” สู่ชุมชนตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียน

‘ชุมชนการเรียนรู้ทางอาชีพ’ เครือข่ายสร้าง ‘การศึกษายุคใหม่’

ลดช่องว่าง กระจายความเจริญ ทำได้จริงด้วยการพัฒนา ‘ชุมชนท้องถิ่น’