แก้ “น้ำแล้ง” พื้นที่ EEC แบบอัจฉริยะด้วยหลัก 3R + IoT เปลี่ยน “น้ำเสีย” เป็น “น้ำดี”

377

ระยอง เป็น 1 ใน 3 จังหวัดที่เป็นเป้าหมายของการพัฒนาตามนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน แต่การพัฒนาดังกล่าวปฏิเสธไม่ได้ว่าจะนำไปสู่การเพิ่มจำนวนประชากรในพื้นที่ซึ่งจะมีประชากรแฝงเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว สิ่งที่ตามมาคือ ความไม่เพียงพอของน้ำกินน้ำใช้ จนอาจเกิดความขัดแย้งจากการใช้น้ำและปัญหาการจัดการด้านการใช้น้ำในอนาคต

ดังนั้น เพื่อสร้างความมั่นคงด้านการใช้ทรัพยากรน้ำในพื้นที่ จึงต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญยิ่งต่อผลสำเร็จตามเป้าหมายของการพัฒนาเชิงพื้นที่ด้านต่างๆ ในพื้นที่ EEC

น้ำเสียวิกฤตทรัพยากรที่ต้องแก้

ว่าที่ร้อยตรี พิรุณ เหมะรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ในฐานะประธานที่ประชุมชี้แจงแผนงานการพัฒนาระบบการวางแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ EEC ภายใต้แผนยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม การบริหารจัดการน้ำ จัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวร ณ ห้องประชุม ศาลากลางจังหวัดระยองว่า แผนงานการพัฒนาระบบในการสร้างความมั่นคงด้านน้ำและการวางระบบบริหารจัดการน้ำด้านอุปสงค์ มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราการใช้น้ำซึ่งคาดการณ์ในพื้นที่ EEC ว่าจะลดลง 15%
ว่าที่ร้อยตรี พิรุณ เหมะรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง
ทั้งนี้ในที่ประชุม นอกจากแผนงานการพัฒนาระบบเพื่อการบริหารจัดน้ำแล้ว เรื่องของน้ำเสียถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจและถูกหยิบยกขึ้นมาแลกเปลี่ยนกันอย่างมากจากผู้เกี่ยวข้อง ทั้งหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และคณะนักวิจัยภายใต้แผนยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคมการบริหารจัดการน้ำ เพราะต่างก็เชื่อว่าน้ำเสียน่าจะเป็นอีกหนทางของการกู้วิกฤตน้ำในพื้นที่ EEC ในอนาคตได้
จากโจทย์ที่ว่า ทำอย่างไรจะลดปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพราะการหาแหล่งน้ำเพิ่ม ทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินนั้นอาจไม่พอ แต่ประเด็นสำคัญคือ ต้องลดการใช้น้ำลงด้วย โดยเฉพาะในส่วนของจังหวัดระยอง มีการประเมินว่าในปี 2570 จะมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นประมาณ 370 ล้านลูกบาศก์เมตร และในปี 2580 จะเพิ่มขึ้นที่ 570 ล้านลูกบาศก์เมตร
ปัจจุบันมีหลายโรงงาน รวมทั้งนิคมอุตสาหกรรมที่มีการจัดการน้ำเสียอย่างเป็นระบบ และสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนี่เองคืออีกแนวทางหนึ่งของ การเพิ่มทรัพยากรน้ำต้นทุน ที่นักวิจัยภายใต้แผนยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคมการบริหารจัดการน้ำมองกันว่า เป็นประเด็นสำคัญ

นางสาวพรรรัตน์ เพชรภักดี ผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

เปิดแนวคิดลดคือเพิ่ม

นางสาวพรรรัตน์ เพชรภักดี ผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การลดการใช้น้ำ 15% สำหรับภาคอุตสาหกรรมไม่ใช่เพียงการลดปริมาณการใช้น้ำ แต่จะหมายถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำเพื่อลดการสูญเสียน้ำที่เกิดขึ้นในกระบวนการต่างๆ
โดยในส่วนของภาคอุตสาหกรรม จะมีน้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดและมีศักยภาพสามารถนำกลับมาใช้ได้ (Recycle) เนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมมีระบบบำบัดน้ำเสียภายในโรงงาน รวมถึงมีระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลาง (center treatment) ของทางนิคมอุตสาหกรรมหรือสวนอุตสาหกรรมที่สามารถรองรับน้ำเสียได้ในปริมาณมาก สำหรับภาคส่วนอื่น เช่น ภาคชุมชนและภาคบริการบางแห่งก็มีระบบบำบัดน้ำเสียเช่นกัน ซึ่งทางคณะวิจัยกำลังศึกษาและพัฒนาเพื่อหาแนวทางในการนำน้ำเสียเหล่านั้นกลับมาใช้ประโยชน์

ผศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยนเรศวร ในฐานะหัวหน้าโครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะสำหรับภาคบริการในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

ชูเทคโนโลยี 3R + IoT

สำหรับแผนงานในกลุ่มภาคอุตสาหกรรมนั้น ผศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยนเรศวร ในฐานะหัวหน้าโครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะสำหรับภาคบริการในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการหวังผลมีเป้าหมายคือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ เพื่อลดการใช้น้ำให้ได้อย่างน้อย 15% โดยการประยุกต์ใช้ระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ หรือ Smart System ที่รวมการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 3R (Reuse, Reduce and Recycle) กับการใช้ Internet of Thing (IoT) ที่ช่วยเสริมให้ระบบบริหารจัดการทำงานได้สะดวก รวดเร็ว และแม่นยำยิ่งขึ้น
ตามแผนงานจะมีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี โดยในปีที่ 1 จะคัดเลือกต้นแบบระดับโรงงาน จำนวน 15 แห่ง และต้นแบบระดับนิคม 2 แห่ง  สำหรับรวบรวมข้อมูลการใช้น้ำในปัจจุบัน ทั้งในเชิงคุณภาพ และปริมาณโดยผู้เชี่ยวชาญ และประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 3R ร่วมกับ IoT เพื่อพัฒนาเป็นต้นแบบหรือโมเดลการบริหารจัดการน้ำของนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานแต่ละประเภทก่อนขยายผลไปยังโรงงานหรือนิคมฯ อื่นๆ ในพื้นที่ EEC โดยจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายให้ภาครัฐเพื่อออกเป็นกฎหมายหรือมาตรการส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

บทพิสูจน์ในยุโรป ลดการใช้น้ำสูงสุดได้ถึง50%

หัวหน้าโครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะสำหรับภาคบริการในพื้นที่ EEC กล่าวอีกว่าการบริหารจัดการน้ำด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ 3R คือ Reuse Reduce และ Recycle นั้น เป็นทิศทางที่ทำกันมาแล้วทั่วโลก โดยยุโรปนำมาใช้แล้วสามารถลดการใช้น้ำได้ 10 – 50% จึงเชื่อว่าระบบ 3R จะเป็นทางออกให้กับภาคบริการเช่นกัน
ในฐานะนักวิจัยเรามองว่าเรื่องของ 3R ไม่ได้แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นองค์รวม คือ Circular Economy การศึกษาจึงไม่เพียงด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังต้องศึกษาในด้านของเศรษฐศาสตร์ และแรงจูงใจทางด้านกฎหมายด้วย” 
โดยโครงการนี้ในระยะที่ 1 จะศึกษาความเป็นไปได้และออกแบบทั้งน้ำใต้ดินและน้ำผิวดิน ศึกษาการจัดการองค์ความรู้ 3R โดยที่ผ่านมา ผู้วิจัยได้เข้าสำรวจเก็บข้อมูลโรงงานสถานประกอบการพร้อมถอดบทเรียนในพื้นที่ที่ทำจริง ออกแบบและประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์และที่ไม่ใช่เชิงเศรษฐศาสตร์
การบริหารจัดการน้ำด้วยหลัก 3R คือ เมื่อเราใช้น้ำแล้ว แทนที่เราจะบำบัดแล้วปล่อยออก เราจะเพิ่มการบำบัดอีกขั้นหนึ่งให้สามารถนำกลับมาใช้ได้ เบื้องต้นตั้งเป้าการนำกลับมาใช้ใหม่แบบ non portable คือ ไม่สัมผัสร่างกาย ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งกับ Black water คือน้ำเสียจากสุขภัณฑ์/ส้วม และ Gray Water น้ำเสียจากกระบวนการอื่นๆ

โดยผลผลิตในระยะที่ 1 (ระยะเวลาดำเนินการ 1 ปี) คือแบบทางวิศวกรรมของระบบ 3R ที่มี IoT เข้าช่วยสำหรับภาคบริการ 6 ประเภทคือ กลุ่มธุรกิจการค้า, กลุ่มสถานบริการและที่พัก, กลุ่มสถานศึกษา, กลุ่มโรงพยาบาล, กลุ่มสถานีบริการเชื้อเพลิง, และกลุ่มตลาด ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้าและสหกรณ์ นอกจากนี้ ผลผลิตสำคัญคือการวิเคราะห์ว่าภาคส่วนใดของภาคบริการที่มีโอกาสในการทำ 3R เพื่อลดการใช้น้ำและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้มากที่สุด พร้อมทั้งการประเมินทางเศรษฐศาสตร์เพื่อพัฒนามาตรการทางนโยบาย และกฎหมายในการสนับสนุนให้เกิดการนำระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะสำหรับภาคบริการที่ศึกษาในโครงการนี้มาใช้งานจริง
นอกจากนี้ในปี 2563 และ 2564 จะมีการทำต้นแบบการใช้ระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะสำหรับภาคบริการที่ศึกษาในโครงการระยะที่ 1 กับสถานประกอบการจริง และเก็บผลสัมฤทธิ์จริงเพื่อเป็นต้นแบบสู่การขยายผลในระดับประเทศต่อไป
เพราะการเปลี่ยนให้น้ำเสียกลับมาเป็นน้ำดีสามารถนำมาใช้ได้ใหม่ จะช่วยเพิ่มทรัพยากรน้ำต้นทุนได้อีกมาก เป็นการสำรองน้ำไว้ใช้ในอนาคตเมื่อเกิดวิกฤตการขาดแคลนน้ำ จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการศึกษาวิจัยเพื่อรองรับสถานการณ์ไว้แต่เนิ่นๆ