‘อินโนสเปซ’ กับก้าวใหม่ของ กฟผ. ในการทรานส์ฟอร์มสู่พลังงานอัจฉริยะ

768

เมื่อเดือนกันยายนปี 2562 ข่าวหนึ่งซึ่งสร้างความฮือฮาอย่างมากในแวดวงสตาร์ตอัพเมืองไทยก็คือ การระดมทุนจัดตั้ง บริษัท อินโนสเปซ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ InnoSpace (Thailand)


ปรากฏว่าในการระดมทุนครั้งแรกมีผู้ร่วมลงขันสูงถึง 535 ล้านบาท จาก 13 องค์กรภาครัฐและเอกชนระดับบิ๊ก ประกอบด้วย
  • บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) 100 ล้านบาท 
  • บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) 50 ล้านบาท
  • เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี และกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น 50 ล้านบาท
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ 50 ล้านบาท
  • ธนาคารกรุงเทพ 50 ล้านบาท
  • ธนาคารกสิกรไทย 50 ล้านบาท
  • ธนาคารกรุงไทย 50 ล้านบาท
  • บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) 50 ล้านบาท
  • เครือสหพัฒน์ 30 ล้านบาท
  • บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) 30 ล้านบาท
  • บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 20 ล้านบาท 
  • ธนาคารรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีดีแบงก์) 5 ล้านบาท

องค์กร 13 รายดังกล่าวเปรียบเสมือนผู้ถือหุ้น ขณะที่หน่วยงานรัฐคือ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้จัดตั้ง บริษัท นาสด้า โฮลดิ้ง ขึ้นมาเพื่อเข้าไปถือหุ้น InnoSpace ในสัดส่วน 5-10%
นโยบายคือ การปั้นสตาร์ตอัพสู่ระดับ Unicorn ที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยการบ่มเพาะและพัฒนาสตาร์ตอัพไทยให้เข้มแข็ง สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ โดยมีเป้าหมายจะสนับสนุนตลอดวงจรชีวิต (Life cycle) ของสตาร์ตอัพตั้งแต่ในช่วง Pre-Seed หรือ Seed ทั้งในกลุ่ม Deep Tech และในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศไทยมีศักยภาพ ดังเช่น Uber, Airbnb หรือ Snapchat เคยทำสำเร็จมาแล้ว

บ่มเพาะสตาร์ตอัพอย่างไร

แน่นอนว่าการสร้างสตาร์ตอัพให้ประสบความสำเร็จ นอกจากฝีมือของกลุ่มสตาร์ตอัพเองแล้ว เครื่องมือเครื่องใช้ อุปกรณ์ หรือแม้กระทั่งกลยุทธ์การเดินไปสู่เป้าหมายคือรายละเอียดสำคัญอย่างยิ่ง
หนึ่งในวิธีการที่อินโนสเปซดำเนินการคือ การจับมือกับหัวเหว่ยลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรมและอีโคซิสเต็มสำหรับธุรกิจสตาร์ตอัพในประเทศไทย
ผ่านการแบ่งปันความรู้ การฝึกอบรมด้านเทคโนโลยี การจัดหาบริการและการสนับสนุนเพื่อการบ่มเพาะสตาร์ตอัพทเป็นระยะเวลาสองปี
โดยอินโนสเปซและหัวเหว่ยจะร่วมกันสร้างโอกาสให้แก่สตาร์ตอัพไทยได้แลกเปลี่ยน พัฒนา รวบรวมความรู้ ข้อมูล และประสบการณ์ต่างๆ เพื่อค้นหาความสามารถใหม่ๆ ในด้านบิ๊กดาต้า, 5G, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (IoT) และบริการคลาวด์ผ่านแพลตฟอร์มที่มีอยู่ของหัวเว่ย

กฟผ. จุดพลุพลังงานอัจฉริยะ

แรงขับเคลื่อนอินโนสเปซปรากฏความชัดเจนมากขึ้นเมื่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ได้เตรียมขออนุมัติจัดตั้งบริษัทร่วมทุนด้านนวัตกรรมพลังงานรูปแบบใหม่
หลังจากคณะกรรมการ กฟผ. (บอร์ด กฟผ.) ได้เห็นชอบแนวทางจัดตั้งบริษัทฯ เพื่อรองรับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เน้นเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้ารูปแบบใหม่ อาทิ เมืองอัจฉริยะหรือสมาร์ทซิตี้ และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะหรือสมาร์ทกริด ซึ่งเป็นการลงทุนด้านนวัตกรรมตามนโยบายรัฐบาล
โดยภายในเดือนมิถุนายนนี้ กฟผ. เตรียมขออนุมัติจัดตั้งบริษัทร่วมทุนด้านนวัตกรรมพลังงานรูปแบบใหม่ดังกล่าวต่อที่ประชุม ครม.
สำหรับรูปแบบบริษัทเป็นการร่วมทุนฯ มี กฟผ. ถือหุ้นสัดส่วน 40%, บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 30% และ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือเอ็กโก้ ถือหุ้น 30% ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหารือร่วมกันเพื่อกำหนดรูปแบบและรายละเอียดโครงสร้างธุรกิจที่ชัดเจน
เบื้องต้นคาดว่าใช้ทุนจดทะเบียน 600 ล้านบาท
ภายหลังการจัดตั้งบริษัทฯ ร่วมทุนแล้ว บริษัทนี้จะเข้าไปร่วมสนับสนุนกลุ่มสตาร์ตอัพด้านพลังงานที่ได้รับการบ่มเพาะอยู่ในบริษัท อินโนสเปซ (ประเทศไทย)
เนื่องจากในอินโนสเปซมีสตาร์ตอัพที่ค้นคว้าวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับนวัตกรรมพลังงานจำนวนมาก จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้ศักยภาพของสตาร์ตอัพเหล่านี้มาต่อยอดเชิงพาณิชย์ รวมทั้งเป็นช่องทางสร้างตลาดร่วมกันในอนาคต

InnoSpace (Thailand)

เดินหน้าอย่างมีเป้าหมาย

ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาการส่งเสริมและพัฒนาสตาร์ตอัพไทยมีอุปสรรคในหลายด้าน และขาดการเติมเต็มระบบนิเวศของการสร้างและพัฒนาสตาร์ตอัพ
ผิดกับในต่างประเทศที่มีหน่วยงานดูแลการส่งเสริมและพัฒนาสตาร์ตอัพอย่างจริงจัง
หากประเทศไทยจะไปให้ถึงเป้าหมายจึงต้องมีหน่วยงานขับเคลื่อนในรูปแบบเอกชนที่สามารถเชื่อมโยงและบูรณาการทุกภาคส่วนด้วยการผลักดันจากหน่วยงานภาครัฐ
อินโนสเปซ จึงเป็นคำตอบของกลไกในการส่งเสริมและสร้างสตาร์ตอัพของประเทศไทย
นอกจากจะทำให้สตาร์ตอัพไทยมีโอกาสก้าวไกลสู่นานาชาติแล้ว
ยังเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก!!!