ส่องมาตรการรับมือ ‘ปัญหาฝุ่น PM 2.5’ ที่นานาชาติใช้ วิธีไหนสู้ฝุ่นพิษได้ผลที่สุด

10103

‘ปัญหาฝุ่น PM 2.5’ ก่อตัวเป็นปัญหาใหญ่คุกคามชีวิตคนเมืองอีกระลอกแล้ว โดยเมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา กรมควบคุมมลพิษ ได้ออกรายงานแจ้งเตือนว่า วันที่ 16 มกราคม ค่าฝุ่นอาจพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศปิดมากที่สุดในรอบเดือนนี้ โดยเฉพาะในช่วงเย็นที่มีการจราจรหนาแน่น อาจจะมีการสะสมของฝุ่นและมลพิษที่สูงเป็นพิเศษ

ปรากฏว่า สภาพอากาศเป็นดังรายงานแจ้งเตือน ของกองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร โดยรายงานว่า ผลการตรวจวัดฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เวลา 07.00 น. พบว่าเกินค่ามาตรฐานจำนวน 7 พื้นที่ คือ เขตดินแดง เขตบางเขน เขตวังทองหลาง เขตคลองเตย เขตหลักสี่ เขตพระนคร และเขตบางคอแหลม โดยตรวจวัดได้ในช่วง 33-87 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร อยู่ในระดับที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ เนื่องจากค่า PM 2.5 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ปัญหาฝุ่น

มาในวันนี้ สถานการณ์ฝุ่นพิษคุกคามเมืองยังคงย่ำแย่ คนเมืองไม่น้อยเริ่มมีอาการเจ็บป่วยด้านระบบทางเดินหายใจ ซึ่งหลายฝ่ายก็ไม่ได้นิ่งนอนใจที่จะหาทางแก้ไขและบรรเทาวิกฤตนี้ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นไอเดียและแนวทางในการแก้ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในไทย วันนี้เราจึงขอรีวิว Success case ที่นานาชาตินำมาปรับใช้แก้ไขปัญหาฝุ่นมลพิษอย่างได้ผล

จีน พลิก ‘ปัญหาฝุ่น PM 2.5′ เป็นโอกาส รับมือวิกฤตฝุ่นอย่างสร้างสรรค์ ครบทุกมิติ


หากจะต้องศึกษาวิธีรับมือกับวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ประเทศจีน ดูจะเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆที่เป็นตัวอย่างที่ดีของการพลิกปัญหา ฝุ่น PM 2.5 เป็นโอกาส พัฒนานวัตกรรมใหม่ รับมือวิกฤตฝุ่นอย่างสร้างสรรค์ แบบครบทุกมิติ
โดยการวิเคราะห์ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในจีน พบว่ามีสาเหตุหลักส่วนหนึ่งมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด นำมาซึ่งปัญหามลพิษทางอากาศ ทั้งที่เกิดจากการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมการผลิต การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การขยายตัวของพลเมือง ทำให้เกิดความแออัด การจราจรติดขัด และกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ของจีนที่ล้วนมีค่าฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลกแทบทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้ ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา จีนจึงประกาศสงครามกับปัญหาหมอกควันและฝุ่นพิษแบบตาต่อตาฟันต่อฟันมาโดยตลอด ชนิดที่วางแผนว่าจะใช้งบประมาณราว 2 แสนดอลลาร์ หรือประมาณ 7 ล้านล้านบาท เพื่อลดปัญหาหมอกควันให้ได้
เฉพาะที่ ปักกิ่ง แค่เมืองเดียว ทางการจีนก็เตรียมโครงการลดปัญหาหมอกควันภายใน 5 ปี ไว้มากถึง 81 โครงการ โดยมีโครงการเด่นๆ ที่ได้ลงมือทำและเกิดผลดีทั้งในระดับชุมชนไปจนถึงระดับประเทศ ที่ประเทศไทยควรศึกษาไว้เป็นต้นแบบ ดังนี้

จีน ฝุ่น pm2.5

  • โฟกัสที่ตัวการ ลดการปล่อยมลพิษจากรถยนต์ ทั้งระบบ
ทางการจีนประกาศสงครามต่อสู้กับฝุ่น PM 2.5 โดยโฟกัสไปที่การลดมลพิษที่ปล่อยจากรถยนต์ในเมืองใหญ่ทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็น การปรับปรุงคุณภาพน้ำมันดีเซลให้ดีขึ้น การตรวจสอบการปล่อยไอเสียให้ได้ตามมาตรฐาน
และด้วยการดำเนินมาตรการอย่างจริงจัง ทำให้จีนซึ่งมีปัญหามลพิษติดอันดับต้นๆ ของโลก สามารถลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 ในปี 2018 ลง 9.3%YOY เหลือ 39 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร โดยใช้มาตรการหลักในการเพิ่มคุณภาพน้ำมันดีเซลให้ปล่อยซัลเฟอร์ได้ไม่เกิน 10 ppm จากเดิม 50 ppm
และล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2018 จีนได้ออก China VI emission standard กำหนดให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ที่วางจำหน่ายในตลาดหลังเดือนกรกฎาคม 2021 จะต้องติดตั้งเครื่องกรองฝุ่นจากดีเซล (Diesel Particulate Filters: DPF) ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการปล่อย PM 2.5 จากรถบรรทุกได้มากถึง 82% ภายในปี 2030
ส่วนในเมืองใหญ่ของจีนได้ออกมาตรการลดมลพิษของตัวเองเช่นกัน เช่น ปักกิ่งห้ามรถบรรทุกดีเซลที่ไม่ผ่านมาตรฐานการปล่อยไอเสียวิ่งเข้าถนนวงแหวนที่ 6 ของปักกิ่ง และกวางโจวกำลังพิจารณาห้ามรถบรรทุกต่างๆ วิ่งเข้าในตัวเมือง ส่วนรถอื่นๆ ให้ใช้ระบบป้ายทะเบียนเลขคู่-เลขคี่ ในวันที่มีการประกาศแจ้งเตือนมลพิษทางอากาศเข้าสู่ระดับสูงสุด เป็นต้น
  • หาญกล้า ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินชั่วคราว เพื่อลดฝุ่นจากภาคอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าให้ได้
จากบทความของ ภากร กัทชลี เจ้าของเพจอ้ายจง นักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยซีเตี้ยน เมืองซีอาน มณฑลส่านซี ได้เขียนถึงความตั้งใจในการลดมลพิษจากอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าให้ได้ ด้วยการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินว่า ประเทศจีนในฤดูหนาวจะมีอุณหภูมิต่ำ อากาศหนาวเย็นมาก หลายพื้นที่อุณหภูมิติดลบ บางแห่ง -20 -30 ก็มี -43 องศาเซลเซียส ก็มีมาแล้ว ดังนั้น สิ่งที่ต้องการสำหรับคนจีนในช่วงฤดูหนาวคือ “ฮีตเตอร์ระบบทำความร้อน” โดยตามเมืองทางเหนือของจีน ทางการจีนจะปล่อยความร้อนผ่านทางระบบทำความร้อนสาธารณะไปยังเครื่องทำความร้อนที่ติดตั้งตามอาคารบ้านเรือนต่างๆ ซึ่งปล่อยออกมาเป็นน้ำร้อนผ่านทางท่อ คล้ายท่อประปา
สำหรับเมืองไหน หรือบ้านเรือนไหนไม่มีระบบทำความร้อนสาธารณะ และทนหนาวไม่ไหวก็ต้องใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามาปล่อยความร้อนให้กับเราแทน เช่น ฮีตเตอร์แบบใช้พลังงานไฟฟ้า การเปิดเครื่องปรับอากาศแบบโหมดทำความร้อน ทำให้การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกในช่วงฤดูหนาว
และเบื้องหลังของพลังงานไฟฟ้า พลังงานความร้อนในจีนก็ล้วนมาจากถ่านหินทั้งนั้น ซึ่งพี่จีนของเราเป็นประเทศที่มีการใช้ถ่านหินมากที่สุดในโลก

แม้จะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีแผนปรับลดใช้ถ่านหินไปแล้วแต่สุดท้ายก็กลับมาใช้ในปริมาณมากอยู่ดี เพราะในอุตสาหกรรมต่างๆ ของจีน ก็ยังต้องพึ่งพาถ่านหิน ซึ่งการใช้ถ่านหิน จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุการเกิดปัญหาควันพิษในจีน ยิ่งเข้าช่วงฤดูหนาว ยิ่งใช้เยอะ เพื่อนำมาทำไฟฟ้าและความร้อน
นี่เอง เป็นสาเหตุให้ทางจีนจะสั่งปิดโรงงานอุตสาหกรรมในเมืองที่มีปัญหาหมอกควันเป็นการชั่วคราว แต่ก็ไม่ใช่ว่าปิดหมด เพราะในบางอุตสาหกรรมก็ยังจำเป็นในการผลิตสินค้า-ผลผลิตต่างๆ โดยทางการจีนยังมีคำสั่งปิดเหมืองถ่านหินกว่า 1,000 แห่ง ในปี 2016 โดยส่วนใหญ่จะเป็นเหมืองขนาดเล็กและเหมืองที่เปิดมานาน ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการที่ค่อยๆ ลดการใช้ถ่านหินของจีนลง
  • พัฒนาแอปพลิเคชันตรวจเช็คสภาพอากาศ มอนิเตอร์ไปที่ภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก
แน่นอนว่าการสร้างแอปพลิเคชันรายงานสภาพอากาศ หรือตรวจเช็คปริมาณมลพิษในอากาศ อาจไม่ใช่สิ่งที่แปลกใหม่เพราะประเทศอื่นก็ใช้กัน แต่บริบทที่จีนได้ออกแบบแอปพลิเคชันรายงานสภาพอากาศ นับเป็นการนำเสนอผลลัพธ์ในอีกแง่มุมที่น่าสนใจและน่าศึกษาไม่น้อย
เพราะในเมื่อตัวการที่ก่อปัญหาฝุ่นควันพิษในอากาศที่สำคัญ คือ ภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น จึงควรมีแอปพลิเคชันเฉพาะ เพื่อตรวจเช็คสภาพอากาศ ควบคุมโรงงานอุตสาหกรรมไม่ให้ปล่อยควันเสีย และเมื่อแอปนี้ตรวจเช็คเจอฝุ่นหรือควันเสียเกินปริมาณที่กำหนดก็ต้องมีบทลงโทษทางกฎหมายด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม การสร้างแอปพลิเคชันทำนองนี้และนำไปบังคับใช้ ก็พบว่ามีปัญหา เพราะโรงงานอุตสาหกรรมบางแห่งติดสินบนเจ้าหน้าที่เพื่อไม่ให้ตรวจพบการกระทำผิด ผลในการบังคับใช้จึงไม่ได้ผลเท่าที่ควร แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาที่จำเป็นต้องทำ ต้องต่อสู้และรณรงค์เพื่อให้มาตรการนี้มีผลบังคับใช้ และสามารถบรรเทาปัญหามลพิษทางอากาศในระยะยาวต่อไป
  • ผลักดันให้พลเมืองเปลี่ยนมาใช้ รถยนต์ไฟฟ้า
ยานยนต์ทางเลือก ถูกผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติที่ไม่เพียงสร้างภาพลักษณ์ความทันสมัย ไฮเทคโนโลยี ให้จีนเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยลดปริมาณฝุ่นพิษด้วยการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่เมืองใหญ่อย่างได้ผลด้วย
ยืนยันได้ด้วยผลสำเร็จที่เห็นเด่นชัดในเมืองใหญ่อย่างเซินเจิ้น ที่มีการผลักดันให้ทุกภาคส่วนเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า ทั้งยกเครื่องรถบัสโดยสารให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEVs) ทั้งหมด ซึ่งเป็นต้นแบบให้เมืองอื่นๆ ดำเนินรอยตาม ขณะที่ยานยนต์ลูกผสมอย่างรถไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs) ก็กำลังหายไปจากท้องถนนในจีนอย่างรวดเร็ว

นอกจากนั้น หากอ้างอิงตามข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตยานยนต์จีนเผยว่าจีน พบว่ามียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าสูงขึ้นถึง 800,000 คัน ในปี 2017 นับว่าเพิ่มขึ้นในอัตราก้าวกระโดด จากในปี 2014 ที่มียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเพียง 100,000 คัน เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคในการใช้รถยนต์ไฟฟ้าก็ยังมีอยู่ โดยเฉพาะในเรื่องระยะเวลาการใช้งานของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทางรัฐบาลจีนได้ส่งเสริมให้มีการพัฒนาและสร้างแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานขึ้น โดยกำหนดเป้าหมายว่าจะทำให้รถ BEVs วิ่งได้ไกลเกิน 160 กิโลเมตร (100 ไมล์) ต่อการชาร์จแบต 1 ครั้ง
ควบคู่ไปกับการรองรับการขยายตัวของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ โดยจีนตั้งเป้าเพิ่มสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสาธารณะให้ได้ 500,000 จุด ภายในปี 2020 โดยเน้นติดตั้งสถานีชาร์จฯเพิ่มตามเมืองใหญ่ต่างๆ เพราะยิ่งมีจุดชาร์จแบตกระจายไปทั่วมากเท่าใดก็ยิ่งเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งนี่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะดึงดูดใจผู้ใช้รถให้หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น

เกาหลี ฝุ่น pm2.5


เกาหลีใต้ ประกาศสงครามกับฝุ่นพิษทุกทาง เทคโนโลยี นวัตกรรม ประชาชน Key success สู่ชัยชนะ


ในทวีปเอเชีย อีกประเทศหนึ่ง ที่เผชิญกับกับวิกฤตฝุ่น PM 2.5 อย่างหนัก คือ ประเทศเกาหลีใต้ โดยเมื่อช่วงต้นปี 2019 ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ปกคลุมทั่วทั้งเกาหลี จนเกินค่ามาตรฐาน (75 มคก. ต่อ ลบ.ม.) ซึ่งในครั้งนี้ถึงขั้นที่รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ประกาศมาตรการฉุกเฉินทั่วประเทศ เพื่อทำสงครามกับ ฝุ่น PM 2.5 อย่างจริงจัง
โดยมาตรการที่ดินแดนโสมขาว เลือกมาใช้ เพื่อลดปริมาณฝุ่นพิษในประเทศอย่างจริงจัง มีหลายรูปแบบไม่แพ้ประเทศจีน และบางมาตรการมีความน่าสนใจและนำมาปรับใช้กับการรับมือฝุ่นพิษในประเทศไทยได้ไม่ยาก
เริ่มจาก มาตรการห้ามรถยนต์ดีเซลรุ่นเก่าวิ่ง โดยเฉพาะในช่วง 4 เดือนในฤดูหนาว ซึ่งเป็นฤดูที่ฝุ่นพิษหนาแน่นที่สุด และจำเป็นต้องใส่ใจคุณภาพอากาศเป็นพิเศษ ควบคู่ไปกับการขึ้นภาษีรถใหม่ และปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินชั่วคราวเพิ่มขึ้น ซึ่งมาตรการนี้มีเหตุผลไม่ต่างกับที่ทางการจีนทำ
เพราะในปัจจุบันมีรถยนต์ถึงประมาณ 1.14 ล้านคัน ที่จัดอยู่ในกลุ่มเกรด 5 ซึ่งแย่ที่สุดในระบบแบ่งระดับปล่อยไอเสียของเกาหลีใต้ และส่วนใหญ่เป็นรถเก่าเครื่องยนต์ดีเซล โดยรุยนต์ในกลุ่มนี้เองที่จะไม่ได้รับอนุญาตให้วิ่งบนถนนในกรุงโซล และจังหวัดคยองคี ที่อยู่ใกล้เมืองหลวง ตลอดจนเมืองต่างๆ ที่มีประชากร 5 หมื่นคนขึ้นไป ในช่วงธันวาคมถึงมีนาคม นอกจากนี้ คณะทำงานประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ยังจะปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ประเภทนี้ เพื่อกระตุ้นผู้บริโภคให้เลิกใช้ถาวร

ขณะเดียวกัน รัฐสภาเกาหลีใต้ยังได้ผ่านร่างกฎหมายการจัดการมลพิษทางอากาศ หลังจากที่เกาหลีใต้เผชิญกับความรุนแรงจากมลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และ PM.10 ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จนมีการระบุว่า ปัญหา ฝุ่น PM.2.5 เป็น “หายนะของสังคม” และเป็นวาระสำคัญแห่งชาติที่ทุกฝ่าย ทุกหน่วยงาน รวมถึงภาคประชาชนจะต้องร่วมมือกันหยุดยั้งหายนะนี้ให้ได้  
และมีอีกหนึ่งเครื่องมือที่ทางเกาหลีใต้ ใช้สู้กับฝุ่น นั่นคือ นวัตกรรมและเทคโนโลยี เช่น โดรนพัฒนาโดยสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ประกอบไปด้วยกล้องวิดีโอและเซ็นเซอร์ที่สามารถจับและวัดปริมาณฝุ่นและก๊าซที่ผลิตจากโรงงานที่ผลิตเกินมาตรฐาน โดยทางเกาหลีมุ่งหวังใช้ในทั่วประเทศอย่างรวดเร็วที่สุดในช่วงต้นปีหน้า
นอกจากนั้น บริษัทผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของประเทศเกาหลีใต้ อย่าง KT เจ้าของโครงการ Air Map Korea ก็กำลังพัฒนานวัตกรรมเช่นกัน โดยกำหนดเป้าหมายในการใช้ AI และ IoT เสริมประสิทธิภาพเครื่องฟอกอากาศและโรงฟอกอากาศ ให้เป็นเครื่องมือช่วยลดมลพิษ เมื่อระดับมลพิษสูงขึ้นหรือลดลง

รับมือฝุ่น PM.2.5 ในแบบฉบับของชาวยุโรป

ด้วยสาเหตุหลักของมลพิษทางอากาศในยุโรปคือ การคมนาคมทางบก การจราจรบนถนน ที่ปล่อยสารพิษ เช่น ไนไตรเจนออกไซด์ รวมทั้งฝุ่นจิ๋ว (PM) สาเหตุรองลงมาคือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตร การผลิตพลังงาน ภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน
โดยฝุ่นจิ๋วหรือ PM, ไนโตรเจนออกไซด์ และโอโซนในระดับต่ำ (O3) เป็นอันตรายต่อสุขภาพคนมากที่สุด และความหนาแน่นของมลพิษยังคงสร้างผลกระทบในยุโรป โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในเขตเมือง
ที่ผ่านมา หลายเมืองใหญ่ในยุโรป จึงตอบสนองกับวิกฤตฝุ่น PM.2.5 ด้วยวิธีต่างกัน แต่การันตีว่าได้ผลดีไม่ต่างกัน

  • แก้ปัญหามลภาวะในกรุงลอนดอน มุ่งไปที่การคมนาคมในเมือง
นับตั้งแต่ปี 2546 ยานพาหนะที่ปล่อยมลพิษ ยังสามารถเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวงของประเทศอังกฤษได้ แต่เจ้าของรถจะต้องจ่ายเงินเป็นจำนวน 1,150 ปอนด์ หรือ 46,919 บาทต่อวัน เป็นการตอบแทนที่สร้างมลพิษให้กับเมือง หรือถ้าฝ่าฝืนไม่จ่าย จะมีกล้องสังเกตการณ์จะมีการบันทึกเลขทะเบียนยานพาหนะเอาไว้ ทำให้เจ้าของรถต้องไปเสียค่าปรับ และถ้าหากเสียค่าปรับช้า จำนวนค่าปรับจะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยระบบเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะบังคับใช้ในช่วงเวลาตั้งแต่ 7.00 – 18.00 น. นับตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์
แต่อย่างไรก็ดี แม้จะมีมาตรการนี้ออกมา ชาวลอนดอนก็ยังต้องหายใจเอาฝุ่นละอองระดับ 2.5 เข้าไปอยู่ดี เพราะที่มาของฝุ่นขนาด 2.5 นั้น มาจากฝุ่นของยางและเบรกรถยนต์ ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดก็น่าจะเป็นการใช้รถพลังงานไฟฟ้าอย่างยั่งยืน
กรุงลอนดอน จึงมุ่งมั่นในการเพิ่มจำนวนการใช้รถโดยสารประจำทางพลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง และปรากฏข้อมูลว่าในช่วงสิ้นปี 2560 ที่ผ่านมา ลอนดอนกลายเป็นเมืองที่มีรถประจำทางไฟฟ้ามากที่สุดในยุโรป
เพราะขณะนี้ กรุงลอนดอนมีแผนงานว่าจะแปรสภาพรถประจำทางชั้นเดียวให้เป็นรถประจำทางพลังงานไฟฟ้าให้ได้จำนวน 300 คัน ภายในสิ้นปี 2563 เป็นอย่างช้า และจะแปลงรถประจำทาง 2 ชั้นทั่วทั้งกรุงลอนดอนให้กลายเป็นรถประจำทางพลังงานไฮบริด (พลังงานผสมระหว่างน้ำมันและไฟฟ้า) 
ไม่เพียงเท่านั้น นายกเทศมนตรีลอนดอนได้ประกาศด้วยว่า ทางด่วนเส้นที่ 4 ของกรุงลอนดอนนั้นถือว่าเป็นทางด่วนเส้นแรกที่จะมีเลนสำหรับจักรยานเข้าสู่กรุงลอนดอน และช่วยเพิ่มการปั่นจักรยานได้ถึงร้อยละ 70

ลดฝุ่น วิธีลดฝุ่น

  • ที่เยอรมนี ขึ้นรถสาธารณะฟรี หวังลดปริมาณมลพิษจากรถยนต์ส่วนตัว
ที่เยอรมนี ไม่ใช่แค่ให้ประชาชนขึ้นรถสาธารณะฟรีในวันที่มีฝุ่นควันเกินค่ามาตรฐานเท่านั้น ยังมีการพิจารณาให้ประชาชนได้ใช้ฟรีตลอดไปอีกต่างหาก โดยล่าสุด Barbara Hendricks รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม ตั้งใจจะผลักดันโครงการรถสาธารณะฟรีเพื่อลดปัญหามลภาวะทางอากาศภายในปี 2018 นี้ โดยจะนำร่องใน 5 เมืองสำคัญ อย่างเมือง Bonn, เมือง Herrenberg, เมือง Reutilngen, เมือง Essen และเมือง Mannheim ซึ่งตอนนี้ วาระนี้กลายเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่ต้องร่วมกันแก้ไขปัญหามลพิษให้กับเมือง โดยมุ่งหวังให้ประชาชนหันหลังให้รถส่วนตัวแล้วกลับมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้มากที่สุด
นอกจากนั้น ในกรุงเบอร์ลิน ยังมีมาตรการอื่นเพื่อรับมือกับปัญหาฝุ่นพิษด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนให้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างจริงจังเหมือนอีกหลายประเทศ โดยในปี 2558 ที่ผ่านมา มีการสร้างจุดชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถพลังงานไฟฟ้ามากกว่า 400 จุด และมีการตั้งจุดสำหรับเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนให้กับรถยนต์อีก 4 จุด
ขณะที่ภูมิทัศน์ของถนนในกรุงเบอร์ลินนั้น ก็ได้รับการออกแบบมาอย่างดีให้เอื้อกับการใช้รถจักรยานและรถประจำทางมากกว่าการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล
ดังนั้น ถ้าประเทศไทยสามารถปรับภูมิทัศน์ อย่างน้อยแค่สักถนนเส้นเดียวให้เอื้อต่อการใช้รถยนต์ทางเลือก จักรยาน หรือรถโดยสารประจำทางและขนส่งสาธารณะ ย่อมเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยสร้างมิติใหม่ให้กับการลดฝุ่นพิษในประเทศและในเมืองใหญ่อย่างได้ผล

ที่มา :

มีอีกหลากหลายวิธี ใช้สู้กับฝุ่น PM 2.5 อย่างสร้างสรรค์

อัปเดตวิธีรับมือ ‘ภัยฝุ่น PM2.5’ คัมแบ็ค วัฏจักรวิกฤตคุณภาพอากาศ ที่คนไทยต้องเจอทุกปี

รวม 5 แอปพลิเคชันเช็ค ‘ค่า PM 2.5’ โหลดติดสมาร์ทโฟนไว้ รู้เรื่องฝุ่นไว…อุ่นใจกว่า

เทคนิคเลือก ‘เครื่องฟอกอากาศ สู้ฝุ่น PM 2.5’ ของที่ทุกบ้านต้องมี รับมือมหันตภัยฝุ่นคลุมเมือง