สาลิกาคาบข่าว Vol.17/63

141

สมคิดสั่งลุย 10 เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเชื่อมอีอีซี

www.thaigov.go.th
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการประจำปีงบประมาณ 2564 ว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดทำงบประมาณปี 64 ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ได้แก่ การลงทุนในโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) โครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (NEC) และเขตพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากทั้ง 3 โครงการเป็นการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่สามารถกระจายความเจริญและลดความเหลื่อมล้ำได้ โดยจะเชื่อมโยงกับโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นโครงการที่มีความคืบหน้าเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไปพอสมควรแล้ว เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่อื่นๆ จึงให้สำนักงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบว่าต้องมีงบประมาณในการเริ่มต้นโครงการเหล่านี้อย่างไร และให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปดูโครงสร้างการบริหารจัดการโครงการที่จะเกิดขึ้นเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนที่ส่งเสริมการลงทุนใน 10 พื้นที่ชายแดน แต่มีพื้นที่ซึ่งได้รับการตอบรับจากเอกชนเพียง 4 พื้นที่เท่านั้น ได้แก่ เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จ.ตาก เขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.สงขลา เขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.สระแก้ว และเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.มุกดาหารที่เหลือยังมีการลงทุนของภาคเอกชนไม่มากนัก

EEC เข้มพิจารณาบูรณาการการศึกษา 2564 พุ่งเป้าตอบโจทย์ความต้องการอุตสาหกรรม 4.7 แสนคน

EEC จัดประชุมพิจารณาข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณภายใต้แผนงานบูรณาการ EEC ประจำปีงบประมาณ พ.. 2564 สำหรับด้านการพัฒนาบุคลากร การศึกษา การวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในวันที่ 17 มกราคม 2563 โดยมีนายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ อีอีซี นางสาวพจณี อรรถโรจน์ภิญโญ รองเลขาธิการ อีอีซี ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงาน EEC HDC และ ดร.ชิตเหล่าวัฒนา ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาการศึกษาบุคลากรและเทคโนโลยี อีอีซี ร่วมพิจารณา ซึ่งมีหน่วยงานเข้าร่วมจำนวน 8 กระทรวง 26 หน่วยงาน วงเงินงบประมาณที่ขอรับการจัดสรร 5,960.4391 ล้านบาท ทั้งนี้ โครงการต่างๆที่นำเข้าพิจารณาในวันนี้ ได้ผ่านการพิจารณาคัดกรองและให้ความเห็นจากคณะทำงาน EEC-HDC เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีการบูรณาการทั้งการทำงานและงบประมาณ สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาและผลิตบุคลากรคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการกำลังคนใน EEC ตามเป้าหมายที่ประมาณการไว้ 4.75 แสนตำแหน่ง โดยในการพิจารณาจะเน้นความสำคัญกับโครงการที่มีความร่วมมือกับภาคเอกชน ตามแนวทาง EEC Model เพื่อให้พัฒนาบุคลากรที่มีทักษะตรงความต้องการภาคอุตสาหกรรม

กรมสรรพากรจับมือพันธมิตร นำระบบเทคโนโลยีบล็อกเชนคืน VAT นักท่องเที่ยว

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังกำลังขับเคลื่อนสู่การเป็น Digital อย่างเต็มรูปแบบด้วยการนำระบบเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) มาใช้ให้บริการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้นักท่องเที่ยวผ่าน Mobile Application ของกรมสรรพากรและพันธมิตร ซึ่ง กรมศุลกากร สตม. .กรุงไทย ได้ร่วมกันยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพการคืนภาษีได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว เพราะเป็นการคืนภาษีโดยทันที และยังช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าให้เพิ่มขึ้น เนื่องจากไทยถือเป็นดินแดนแห่งการช้อปปิ้ง นอกจากนี้ในอนาคตเตรียมใช้ระบบ Blockchain เชื่อมโยงการทำงานทุกกรมในกระทรวงคลังเพื่อปรับประสิทธิภาพจัดเก็บภาษี และเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายในให้มากขึ้น เตรียมทำงานเชิงรุกดึงเอกชนให้เข้ามาร่วมโครงการให้มากขึ้นด้วย

ลือหึ่ง! BBS เสนอราคาประมูลสนามบินอู่ตะเภา 3.05 แสนล้าน

พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ประธานคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก แถลงผลการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ครั้งที่ 1/2563 โดยได้มีการเปิดเอกสารข้อเสนอซองที่ 3 (ข้อเสนอด้านราคา) ในวันที่ 17 มกราคม 2563 ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ได้ดำเนินการเปิดเอกสารข้อเสนอซองที่ 3 (ข้อเสนอด้านราคา) ปรากฏว่ากลุ่มกิจการร่วมค้าบีบีเอส ซึ่งประกอบไปด้วย บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ของนายแพทย์ประเสริฐ ปราสาททองโอสถ, บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) จำกัด (มหาชน) และบริษัท ซิโนไทย จำกัด (มหาชน) ได้เป็นผู้เสนอราคาสูงสุดด้วยตัวเลข 3.05 แสนล้าน สูงกว่ากลุ่มคู่แข่งที่เสนอในราคาหลักแสนล้านบาท

ศาลปกครองสูงสุดไม่คุ้มครองเอ็นซีพี กรณีถูกตัดสิทธิประมูลพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง

ท่าเรือแหลมฉบัง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นที่ให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งของคณะกรรมการคัดเลือกโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F ที่ให้กลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็นซีพีเป็นผู้ไม่ผ่านการประเมินเอกสารข้อเสนอซองที่ 2 ซองคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอฯเป็นยกคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองตามคำขอของกลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็นซีพี เนื่องจากศาลเห็นว่าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F เพื่อใช้ในการนำเข้าส่งออกสินค้าและวัตถุดิบในรูปแบบของตู้ขนสินค้า โดยในปี 59 มีปริมาณตู้ขนส่งผ่านท่าเรืออยู่ที่ 7.06 ล้าน TEU ต่อปี ด้วยปริมาณดังกล่าวทำให้การขนส่งสินค้าจะเต็มขีดความสามารถของท่าเทียบเรือแหลมฉบังภายในปี 60 การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังดังกล่าวจึงมีความจำเป็นโดยเร่งด่วน ทั้งในส่วนการคัดเลือกเอกชนเพื่อให้ได้ผู้ร่วมลงทุน และวางแผนในการดำเนินกระบวนการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังตามโครงการดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในปลายปี 62 ถึงต้นปี 63 เมื่อพิจารณาถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการดำเนินการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังตามโครงการดังกล่าวเพื่อรองรับการขยายตัวของการขนส่งสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น หากมีการดำเนินการล่าช้าออกไปย่อมส่งผลกระทบต่อการบริหารงานของรัฐ รวมทั้งการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐ ดังนั้น การมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งของคณะกรรมการคัดเลือกฯของโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F ที่มีมติในการประชุมครั้งที่ 13/2562 วันที่ 23 เม.. 62 ให้กิจการร่วมค้าเอ็นซีพีไม่ผ่านการประเมินเอกสารข้อเสนอซองที่ 2 ซองคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอจึงเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานของรัฐหรือแก่บริการสาธารณะ หากภายหลังศาลได้พิจารณาในเนื้อหาของคดีแล้วเห็นว่าคำสั่งของคณะกรรมการคัดเลือกฯไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว กลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็นซีพีสามารถใช้สิทธิ์ฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้คณะกรรมการคัดเลือกฯชดใช้ค่าเสียหายได้ การให้คำสั่งของคณะกรรมการคัดเลือกฯมีผลบังคับต่อไปจึงไม่ทำให้กลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็นซีพีเกิดความเสียหายร้ายแรงยากแก่การเยียวยาในภายหลังแต่อย่างใด จึงมีคำสั่งกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นเป็นยกคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองดังกล่าว

กรุงเทพฯติดท็อป 100 เมืองที่ดีที่สุดของโลก ไล่จี้โซลโอซากา

BLT Bangkok นำเสนอรายงานเมืองที่ดีที่สุด 100 อันดับแรกของโลก (World’s Best Cities Report 2020) ที่จัดทำโดย Resonance Consultancy โดยเป็นการวัดและเปรียบเทียบคุณภาพที่สัมพันธ์กันของสถานที่ ชื่อเสียง และอัตลักษณ์ทางการแข่งขันของเมืองใหญ่ทั่วโลกที่มีประชากรตั้งแต่ 1 ล้านคนขึ้นไป พิจารณาในแง่ของการเป็นสถานที่อยู่อาศัย ทำงาน หรือท่องเที่ยว รวมถึงปัจจัยที่แสดงถึงความสัมพันธ์เชิงบวกกับการจ้างงาน การลงทุน หรือการเดินทางมาท่องเที่ยว ตั้งแต่จำนวนร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ ทิวทัศน์ และสถานที่สำคัญของแต่ละเมือง ไปจนถึงจำนวนบริษัทที่ติดทำเนียบ Global 500 จำนวนเที่ยวบินตรง และจำนวนครั้งที่มีการเอ่ยถึงเมืองนั้นๆ บนโซเชียลมีเดีย ซึ่งเมืองที่ดีที่สุดในโลก 5 อันดับแรกประจำปี 2020 ได้แก่ อันดับ 1 ลอนดอน อังกฤษ อันดับ 2 นิวยอร์ก ซิตี สหรัฐอเมริกา อันดับ 3 ปารีส ฝรั่งเศส อันดับ 4 โตเกียว ญี่ปุ่น อันดับ 5 มอสโก รัสเซีย สำหรับกรุงเทพมหานครอยู่ในอันดับที่ 58 ของโลก ขยับขึ้นมาจากอันดับที่ 74 ในปี 2019 นอกจากนี้ยังมีเมืองอื่นๆ ในเอเชีย ที่ติดอันดับ 100 เมืองที่ดีที่สุดในโลกประจำปีนี้ อาทิ ปักกิ่ง จีน (อันดับ 16), โซล เกาหลีใต้ (อันดับ 30), โอซากา ญี่ปุ่น (อันดับ 44), เดลี อินเดีย (อันดับ 81) และเซี่ยงไฮ้ จีน (อันดับ 87)

ออสโลเมืองหลวงนอร์เวย์โชว์ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนปี 62 แค่ 1 ราย

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ!ทางการนอร์เวย์ เผยจำนวนผู้เสียชีวิตเนื่องจากอุบัติทางจราจรบนถนน ในเมืองออสโล เมืองหลวงของประเทศนอร์เวย์ พบว่าตลอดปี 2562 มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเพียง 1 รายเท่านั้น ซึ่งตลอด 50 ปีที่ผ่านมาจำนวนผู้เสียชีวิตบนถนนของเมืองออสโลลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2518 มีจำนวนผู้เสียชีวิต 41 ราย ขณะที่ปี 2560 จำนวนผู้เสียชีวิตจากการจราจรบนถนนของออสโลต่ำสุดเป็นอันดับ 2 โดยมีจำนวนผู้เสียชีวิต 3 คน ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จในการบริหารจัดการจราจรบนถนนสาธารณะของนอร์เวย์ ที่สำคัญปี 2562 ยังเป็นครั้งแรกของออสโลที่ไม่มีเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเสียชีวิตจากการจราจรอย่างไรก็ตามรายงานดังกล่าวยังไม่มีหน่วยงานที่รวบรวมข้อมูลอย่างเป็นทางการมาเก็บสถิติส่งผลให้ข้อมูลสถิติอุบัติเหตุทางถนนที่นำมาใช้อ้างอิงขณะนี้ยังต่ำกว่าข้อมูลที่องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ไว้