ทางออกของสินค้าไทยในตลาดจีน วันที่ ‘สงครามการค้า สหรัฐฯ vs. จีน’ ยังคุกรุ่น

328

แม้เราจะเห็นภาพการลงนามจัดทำข้อตกลงการค้าฉบับแรก ที่เรียกว่า “ข้อตกลงการค้าเฟส 1” ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2563 ซึ่งปรากฏภาพอันชื่นมื่นของการจับมือระหว่าง หลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีจีน และ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีส่วนช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของ สงครามการค้า สหรัฐฯ vs. จีน ลงได้ระดับหนึ่ง หลังจากเปิดศึกการค้ากันมาเป็นเวลา 18 เดือน ทว่า สถานการณ์นี้ก็ใช่ว่าจะทำให้ผู้ประกอบการไทยนิ่งนอนใจในเรื่อง การส่งออกสินค้าไทยไปตลาดจีน ได้เสียทีเดียว

เนื่องจากในรายงานข่าวระบุถึงคำกล่าวของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ว่า
ข้อตกลงฉบับนี้คลี่คลายความกังวลใจได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะกำแพงภาษีบางส่วนก็ยังถูกคงไว้ ไม่ได้ปรับลดลงมา เพราะเขาเองมีความเห็นว่า อัตราภาษีที่คงไว้นั้นควรจะมีการปรับลดลงก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายสามารถจัดทำข้อตกลงการค้าเฟส 2 พูดอีกอย่างก็คือ เราคงอัตราภาษีเอาไว้เพื่อเป็นเครื่องมือในการเจรจาด้วย”

สงครามการค้า สหรัฐ vs. จีน

ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการส่งออกสินค้าไทยไปตลาดจีน ในวันที่ สงครามการค้า สหรัฐ vs. จีน ยังคุกรุ่น จึงต้องศึกษาแนวทางและกลยุทธ์การส่งออกสินค้าอย่างรัดกุม เพราะผู้เชี่ยวชาญด้านการค้ายังคงพูดตรงกันว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ที่เกิดขึ้นนี้ ได้สร้างภูมิทัศน์ใหม่ของการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการออกมาตรการตอบโต้กันไปมาของทั้งสองฝ่าย และถ้าผู้ประกอบการไทยไม่รู้เท่าทัน อาจพลาดพลั้งและสร้างความเสียหายให้แก่ธุรกิจได้

อัปเดต มาตรการการนำเข้าสินค้าของจีนที่ผู้ประกอบการไทยต้องรู้ ก่อนส่งสินค้าไทยไปจีน

การตั้งอัตราภาษีนำเข้าสินค้าในหมวดต่างๆ ระหว่างกัน หรือ การควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนให้อ่อนค่า ล้วนส่งผลต่อผู้ประกอบธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ไม่เฉพาะแต่ในทั้งสองประเทศคู่ขัดแย้ง แต่ขณะเดียวกันยังได้สร้างคลื่นกระทบต่อทุกประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่การค้าโลกที่เกี่ยวพันกันอย่างซับซ้อน

ข้อมูลนี้กล่าวได้ว่า เป็นเหตุผลเบื้องหลังที่อธิบายได้ว่า ทำไมผู้ประกอบการไทยต้องศึกษาบริบทที่เรียกว่า ภูมิทัศน์ใหม่ของการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งทั้งสองชาติมหาอำนาจได้สร้างขึ้น

เพราะแม้จีนกับสหรัฐจะพยายามเจรจาหาทางออกจากความขัดแย้งในครั้งนี้ แต่ด้วยปัจจัยทางการเมืองและสภาวการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความท้าทายมากในปัจจุบัน ย่อมทำให้ผลลัพธ์ของความขัดแย้งนำไปสู่สภาพแวดล้อมและบริบทของการค้าระหว่างประเทศที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
โดยในช่วงสองปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้หันมาส่งเสริมการนำเข้าสินค้าเพิ่มมากขึ้น ด้วยการจัดงาน มหกรรมการนำเข้านานาชาติ (China International Import Expo: CIIE) ที่นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้ให้ความสำคัญและเดินทางไปร่วมงานด้วยตนเองทั้ง 2 ครั้ง
สงครามการค้า สหรัฐ vs. จีน
อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่านโยบายดังกล่าวที่ดำเนินไปเพื่อตอบสนองสถานะของจีนที่กำลังเปลี่ยนไปด้วยการเป็น “ผู้ส่งออก” รายใหญ่ รวมถึงรูปแบบการบริโภคของประชาชนจีนที่เปลี่ยนแปลงไปจากการ “ยกระดับ” ส่งผลต่อความต้องการที่หลากหลาย พร้อมกับการให้ความสำคัญกับคุณภาพของสิ่งที่บริโภคมากยิ่งขึ้น
ที่สำคัญ ยังอาจพิจารณาได้ว่า นโยบายดังกล่าวเป็นกลยุทธ์ของรัฐบาลเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเงินภายในระบบเศรษฐกิจ ลดการไหลออกของเงินไปยังต่างประเทศอีกทางหนึ่งด้วย

ธุรกิจการนำเข้าในประเทศจีนในขณะนี้ ยังมีปัจจัยท้าทายสำคัญจาก อัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวน ที่มีแนวโน้มอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การเริ่มต้นของสงครามการค้า จากช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2562 ซึ่งมีอัตราแลกเปลี่ยนคิดเป็นประมาณ 6.6 หยวนต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ก็ได้อ่อนตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนมาอยู่ที่อัตราประมาณ 6.9 หยวนต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ มีบางช่วงที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนอ่อนตัวสูงสุดถึงประมาณ 7.1 หยวนต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ สภาวะเช่นนี้ย่อมส่งผลต่อต้นทุนการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นและยากต่อการคาดการณ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ส่วนการนำเข้าสินค้าไทยมายังจีนนั้น แม้ผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด เช่น อาหาร เครื่องสำอาง จะเป็นที่นิยมและได้รับการยอมรับในตลาดจีนค่อนข้างดี แต่สภาวะที่ค่าเงินหยวนอ่อนค่าจากแรงกดดันของสงครามการค้า กอปรกับสภาวะค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนต่อเงินบาทจากเดิม 1 หยวน ต่อประมาณ 5 บาท ขณะนี้ที่อัตราแลกเปลี่ยนกลับมาอยู่ที่ 1 หยวน ต่อประมาณ 4.2-4.3 บาท เท่านั้น จึงส่งผลต่อการนำเข้าสินค้าไทยมาขายในประเทศจีนเช่นกัน

สงครามการค้า สหรัฐ vs. จีน

ฟังความคิดเห็นผู้นำเข้าสินค้าไทยรายใหญ่ในนครคุนหมิง ชี้แนวโน้มของธุรกิจนำเข้าสินค้าไทยในจีน

เพื่อทำความเข้าใจในสภาวการณ์ดังกล่าวในทิศทางที่ถูกต้อง และอัปเดตแนวโน้มของธุรกิจนำเข้าสินค้าไทยในจีน ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครคุนหมิง ได้สัมภาษณ์ความเห็นของผู้นำเข้าสินค้าไทยรายใหญ่ในนครคุนหมิง ซึ่งได้ให้มุมมองและคำแนะนำเกี่ยวกับการส่งออกสินค้าไทยไปจีน ในช่วงที่ สงครามการค้าระหว่าง สหรัฐ vs. จีน ยังคุกรุ่น ดังนี้
  • บริษัท ยูนนาน คุนไท่ กว่างต้า เทรดดิ้ง จำกัด
ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอาหารแปรรูปและเครื่องปรุงอาหารไทยรายใหญ่ที่สุดในมณฑลยูนนาน เจ้าของสินค้าแบรนด์ “กินรี” เปิดเผยว่า ปัจจุบันสินค้าไทยที่บริษัทนำเข้าเองมีต้นทุนสูงขึ้นถึงร้อยละ 20 รวมทั้งสินค้าไทยที่ซื้อต่อมาจากผู้นำเข้าจีนก็มีต้นทุนสูงขึ้นร้อยละ 10-15 และเห็นว่าขณะนี้ผู้นำเข้าส่วนใหญ่เลือกที่จะแบกรับต้นทุนบางส่วนไว้ ไม่ผลักภาระให้ลูกค้าทั้งหมด เนื่องจากเกรงว่าลูกค้าอาจตัดสินใจไม่ซื้อสินค้า
ในส่วนของบริษัทฯ ก็ไม่สามารถขึ้นราคาทั้งการขายส่งและขายปลีกที่แปรผันตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด โดยบริษัทฯ เลือกปรับขึ้นราคาสินค้าเพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะเห็นว่า ราคา มีผลทางจิตวิทยาต่อลูกค้าชาวจีนเป็นอย่างมาก แม้ว่าขณะนี้สินค้าจีนหลายชนิดจะปรับราคาเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน แม้แต่ผู้บริโภคกลุ่มที่ยังคงมีกำลังซื้อก็อาจลดความถี่ในการซื้อสินค้าหรือเลือกซื้อในปริมาณที่ลดลง
  • บริษัท คุนหมิงจตุจักร อิมพอร์ตเอ็กพอร์ต เทรดดิ้ง จำกัด
ผู้จัดจำหน่ายอาหารแปรรูปนำเข้าจากไทยและต่างประเทศ ให้ข้อมูลว่าสินค้าอาหารแปรรูปที่นำเข้าจากต่างประเทศซึ่งบริษัทฯ รับมาจากผู้นำเข้าจีนแทบทุกรายการมีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 10-20 แม้ส่วนหนึ่งผู้นำเข้าเหล่านั้นได้แบกรับต้นทุนบางส่วนไว้เองด้วยแล้วก็ตาม
ขณะนี้บริษัทฯ ได้ปรับเพิ่มราคาการขายส่งแต่ยังไม่สามารถปรับขึ้นราคาขายปลีกได้ เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำ สามารถจดจำราคาสินค้าได้ ทั้งนี้ ในหมู่สินค้าที่บริษัทฯ จำหน่าย สินค้าไทยและสินค้าเวียดนามมีการปรับราคาเพิ่มมากที่สุด ขณะที่สินค้ามาเลเซียและสินค้าเมียนมาปรับราคาสูงขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ดี สินค้าสหรัฐก็มีต้นทุนสูงขึ้นประมาณร้อยละ 50-60 จนบริษัทฯ ตัดสินใจไม่รับมาจำหน่ายแล้ว
นอกจากปัจจัยด้านราคา บริษัทคุนหมิงจตุจักรฯ เห็นว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคชาวจีน ได้แก่ สภาพคล่องของผู้บริโภคที่ลดลง ทั้งโดยจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และจากการที่ผู้บริโภคชาวคุนหมิงส่วนใหญ่นำเงินออมไปลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีราคาสูงขึ้นมากในช่วงปีที่ผ่านมา จากการขยายระบบขนส่งสาธารณะทางรางที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันลงด้วย
  • บริษัท มูนไลท์เทรดดิ้ง จำกัด
บริษัทผู้นำเข้าสินค้าไทยระดับพรีเมียม เปิดเผยว่า บริษัทฯ ร่วมมือกับหุ้นส่วนชาวจีนซึ่งเป็นผู้นำในตลาดอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ในประเทศจีน ด้านอาหารแปรรูปนำเข้า โดยได้จัดตั้งบริษัทลูกร่วมกันที่นครคุนหมิงเพื่อบุกตลาดอีคอมเมิร์ซจีนด้านอาหารแปรรูปนำเข้าและสินค้าอื่นๆ จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ
สำหรับสภาวะการนำเข้าในตลาดจีนขณะนี้ เห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนมีผลต่อต้นทุนสินค้าเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ กลับไม่สามารถปรับเพิ่มราคาสินค้าหรือปรับได้เพียงเล็กน้อย เนื่องจากผู้บริโภคชาวจีนค่อนข้างอ่อนไหวต่อราคา ไม่ยอมรับราคาที่ปรับขึ้น
กอปรกับตลาดออนไลน์ของจีนก็มีการแข่งขันสูงด้านราคา สำหรับสินค้าอาหารนั้นยังเป็นกลุ่มสินค้าที่จำเป็นต่อการบริโภค ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคชาวจีนยุคใหม่มีความต้องการสินค้าดีมีคุณภาพ แม้สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันจะทำให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่ายโดยเฉพาะในกลุ่มตลาดทั่วไป (mass) แต่ตลาดเฉพาะกลุ่ม (niche market) ยังคงมีกำลังซื้อและมีความต้องการซื้อดี

สงครามการค้า สหรัฐ vs. จีน บีทาเก้น

  • บริษัท บีทาเก้น (ยูนนาน) เทรดดิ้ง จำกัด
บริษัทลูกของบีทาเก้นประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายนมเปรี้ยวตราบีทาเก้นในจีน วิเคราะห์สถานการณ์ว่า อัตราแลกเปลี่ยนมีผลต่อต้นทุนสินค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่อาจมีผลกระทบต่อแต่ละบริษัทในระดับที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ
โดยราคาสินค้ามีผลต่อยอดขายและการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค เช่น ผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์หรือห้างระดับกลางจะค่อนข้างอ่อนไหวต่อราคา ขณะที่ผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าในห้างระดับพรีเมียมจะสนใจคุณภาพและแบรนด์ของสินค้าเป็นหลัก
นอกจากนี้ สภาพคล่องของผู้บริโภคยังอาจมีผลต่อการเลือกซื้อสินค้ามากกว่าราคาสินค้า เพราะหากผู้บริโภคมีรายได้ลดลงก็จะเลือกสินค้าราคาถูกลงหรือคุณภาพลดลง โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน แต่สินค้ากลุ่มอาหารหรือกลุ่มที่ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นและใช้งานอย่างต่อเนื่อง เช่น เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว อาจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
ในบทสรุปของบทความเรื่อง ทางออกสินค้าไทยในตลาดจีนยุคสงครามการค้า (10 JAN 2020) ที่เผยแพร่ใน Thaibizchina.com จากทรรศนะข้างต้น ในภาพรวมอาจยืนยันได้ว่า การอ่อนตัวของค่าเงินหยวนเมื่อเปรียบเทียบกับเงินบาทส่งผลกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าสินค้าไทยเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับสินค้าจากประเทศอื่นที่ได้รับผลกระทบในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ ปัจจัยท้าทายสำหรับสินค้าไทยในตลาดจีนยังรวมถึงสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินของผู้บริโภคชาวจีน อันเป็นสาเหตุสำคัญซึ่งส่งผลต่อยอดขายสินค้าไทยที่ลดลง

ส่งออก สินค้าส่งออก ตลาดจีน สงครามการค้า สหรัฐ vs. จีน

สินค้าไทยต้องปรับตัวและสรรหาช่องทางตลาดใหม่ที่สอดรับกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดกลุ่มเฉพาะ (niche market) ซึ่งยังมีช่องว่างและโอกาสการเติบโต เนื่องจากสอดคล้องกับลักษณะของผู้บริโภคชาวจีนที่มุ่งเน้นคุณภาพและให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ด้านการบริโภคมากขึ้น
สินค้าไทยที่ต้องการบุกตลาดจีนขณะนี้จึงจำเป็นต้องหาจุดขายหรือเพิ่มจุดขายให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เช่น รสชาติ บรรจุภัณฑ์ คุณภาพ การเป็นสินค้าวิถีอินทรีย์ (organic) เพื่อจับกลุ่มผู้บริโภคฐานะปานกลางถึงสูง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังมีสภาพคล่องดีและมีกำลังซื้อสูง
เหล่านี้เป็นความท้าทายสำคัญของสินค้าไทยในตลาดจีน ซึ่งผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องใส่ใจทั้งด้านการตลาด (marketing) การสร้างแบรนด์ (branding) รวมถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่าง ภาพลักษณ์แบรนด์ (brand image) เพื่อให้สามารถขยายฐานผู้บริโภคและหาโอกาสสร้างกำไรในสถานการณ์การค้าปัจจุบันที่พลิกโฉมและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ที่มา : บทความเรื่อง ทางออกสินค้าไทยในตลาดจีนยุคสงครามการค้า (10 JAN 2020) ที่เผยแพร่ใน Thaibizchina.com โดยเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครคุนหมิง


แนะทางเลือกทางรอดด้านอื่น ท่ามกลางสงครามการค้า สหรัฐอเมริกา-จีน ที่ยังคุกรุ่น

ชี้ทิศทาง ‘อนาคตเศรษฐกิจไทย 2020′ กำหนดนโยบายการเงินประเทศ สู้สงครามการค้าโลก

สงครามการค้า จีน-อเมริกา ฝันสว่างหรือทางมืด หลังเวที G20

ไทยพร้อมรับมือไหม ถามใจดู ? เมื่อถนนทุกสายมุ่งสู่ ‘ประเทศอาเซียน’ เพราะพิษสงครามการค้า จีน-สหรัฐฯ