สาลิกาคาบข่าว Vol.19/63

134

สื่อมะกันเผยไทยรั้งอันดับ 26 ประเทศดีที่สุดในโลกปี 2020 ‘สวิตเซอร์แลนด์แชมป์

US News and World Report สื่อท้องถิ่นในสหรัฐฯ เผยแพร่รายงานการจัดอันดับประเทศที่ดีที่สุดในโลกทั้งหมด 73 ประเทศในปี 2020 ผ่านการสำรวจความเห็นของประชาชนทั่วโลกจำนวน 20,000 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทรงคุณวุฒิ นักธุรกิจ และประชาชนทั่วไป พิจารณาจากข้อมูลหลายด้านประกอบกันตั้งแต่คุณภาพชีวิต การเคารพสิทธิมนุษยชน มรดกทางวัฒนธรรม และการดำเนินการด้านการค้าการลงทุน โดยสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่ดีที่สุดในโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากปี 2019 ตามด้วยแคนาดา ญี่ปุ่น เยอรมนี ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา สวีเดน เนเธอร์แลนด์ และนอร์เวย์ ขณะที่จีนและสิงคโปร์ติดอันดับที่ 15 และ 16 ตามลำดับ สำหรับประเทศไทยติดอันดับ 26 โดยได้รับคะแนนสูงในประเด็นด้านการเปิดกว้างทางธุรกิจและเป็นประเทศที่เหมาะสมกับการแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆเพื่อสร้างโอกาสในอนาคตที่ดีขึ้น และมีมรดกทางวัฒนธรรม แต่คะแนนด้านอำนาจของไทยในเวทีโลกและสถานะการเป็นพลเมืองยังค่อนข้างอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ประเทศเลบานอนรั้งท้ายสุดอันดับ 73

ชง ครม.สัญจรเคาะเปิดร้านค้าปลอดภาษี 3 จังหวัดชายแดนใต้ โมเดลใหม่ของประเทศ

นายจักรกฤช อุเทนสูต นายด่านศุลกากรสุไหงโกลก กล่าวว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) .นราธิวาส ระหว่างวันที่ 20-21 มกราคมนี้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จะเสนอขออนุมัติเป็นแพ็คเกจใหญ่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะกระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการร้านค้าปลอดอากร โดยให้คนไทยที่มีบัตรประชาชนมีสิทธิ์ซื้อสินค้าในร้านค้าปลอดอากร (duty free) ที่ตั้งในพื้นที่ 3 อำเภอในวงเงินรวมไม่เกิน 20,000 บาทใน 30 วัน โดยได้รับยกเว้นภาษีและอากรศุลกากร แต่ยังต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7 % โดยที่ไม่ต้องข้ามไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นโมเดลใหม่ของประเทศ โดยปัจจุบันมีร้านค้าปลอดภาษีแห่งเดียวในฝั่งไทยที่ชาวมาเลเซียข้ามมาซื้อของ แต่หลังจาก ครม. อนุมัติโครงการแล้ว ก็จะเปิดให้มีการประมูลเพิ่มตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการสร้างโครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนในพื้นที่ 3 อำเภอใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ดันไทยท็อป 10 ส่งออกอาหารแห่งอนาคต ศูนย์กลางสุขภาพอาเซียน

นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์
นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยภายหลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทาวการว่า ได้ตั้งเป้าหมายยกระดับให้ไทยติดอันดับเป็นผู้ส่งออกอาหารของโลก 1 ใน 10 จากปัจจุบันอยู่ที่อันดับ 11 มีมูลค่าส่งออก 33,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 993,000 ล้านบาท มีส่วนแบ่งในตลาดโลก 2.51% ดีขึ้นจากปี 61 ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 12 และตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารเพื่อสุขภาพของอาเซียน โดยสถาบันอาหารพร้อมที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการอาหารของไทยทุกระดับเข้มแข็ง เป็นนักรบเศรษฐกิจที่มีความพร้อมจะก้าวสู่การแข่งขันในระดับที่สูงขึ้น  จากระดับชุมชนสู่ภูมิภาค จากระดับภูมิภาคสู่ประเทศ และจากระดับประเทศสู่สากล สำหรับทิศทางการทำงานปี 63 จะเน้นสร้างนวัตกรรมด้านอาหารที่ทำได้ทันที ด้วยเทคโนโลยีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารตอบรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในกลุ่มอาหารอนาคต ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชทดแทนเนื้อสัตว์ อาหารวีแกน อาหารนักกีฬา อาหารผู้สูงอายุ อาหารเด็ก การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรและของเหลือ เช่น การผลิตไซรัปจากข้าว ส่งเสริมเรียนรู้เรื่องอาหารไทย เผยแพร่อัตลักษณ์อาหารไทยและศักยภาพการเป็นครัวของโลกผ่านศูนย์การเรียนรู้อาหารไทย

แนะนักธุรกิจไทยลงทุนไซเบอราบัดเมืองสมัยใหม่จีโนม วัลเลย์แห่งอินเดีย

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการเดินทางเยือนเมืองไฮเดอราบัด สาธารณรัฐอินเดียว่านับเป็นครั้งที่สองในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังการเดินทางเยือนอินเดียครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมาที่มุมไบและเจนไน เป็นสิ่งยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับประเทศอินเดียเป็นอย่างยิ่ง สำหรับเมืองไฮเดอราบัดถือเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมไอทีและอุตสาหกรรมยาของอินเดีย จนได้รับการขนานนามว่าไซเบอราบัด” (Cyberabad) และจีโนม วัลเลย์” (Genome Valley) ได้เห็นการพัฒนาเมืองใหม่ การเข้ามาลงทุนของบริษัทต่างชาติที่มีชื่อเสียงระดับสากลหลากหลายสาขา รวมถึงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคต่างๆที่ทันสมัยเพื่อรองรับการขยายตัวของสังคมเมืองที่เพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยเน้นย้ำภาพลักษณ์ของอินเดียยุคใหม่ ตามนโยบายอินเดียใหม่ของรัฐบาลซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปตั้งบริษัทโรงงานหรือส่งออกมาที่นี่ได้รวมถึงสามารถใช้เมืองไฮเดอราบัดเป็นฐานในการทำตลาดเฟอร์นิเจอร์ในอินเดียได้

RISE ชูงาน CIS 2020 หนุนไทยสู่ย่านธุรกิจและนวัตกรรมของโลก

https://cis.riseaccel.com/
นายแพทย์ศุภชัย ปาจริยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันเร่งสปีดนวัตกรรมองค์กร หรือ RISE กล่าวถึงการจัดงาน Corporate Innovation Summit 2020 (CIS 2020) งานสัมมนาด้านนวัตกรรมองค์กรที่ผู้ร่วมงานจะได้เรียนรู้การสร้างและขับเคลื่อนนวัตกรรมองค์กร ผ่านประสบการณ์การลงมือทำจริง จัดโดย RISE ณ ย่านราชประสงค์ ใจกลางกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 1 – 3 เมษายน 2563 ซึ่งงานสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ได้รวบรวมนำ 240 เวิร์คชอปที่ดำเนินการโดยผู้นำทางความคิดทางด้านนวัตกรรมระดับโลกทั้งสิ้น เพื่อสร้างองค์ความรู้ยุคใหม่ให้กับผู้นำองค์กร เนื่องจากที่ผ่านมา 7 ใน 10 ของกลุ่มผู้บริหารในองค์กรชั้นนำเชื่อว่า Disruption เป็นความท้าทายที่ทุกองค์กรต้องเผชิญและต้องหาทางรับมืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่มีเพียงแค่ 3 ใน 10 เท่านั้นที่คิดว่าองค์กรของตนนั้นมีแผนการพร้อมที่จะเผชิญกับ Disruption ด้วยเหตุนี้ RISE จึงมุ่งเป้าจัดงานสัมมนาเรือธงระดับสากลที่ไม่ได้ช่วยทรานส์ฟอร์มแค่คนและองค์กรด้วยองค์ความรู้ ทักษะและเครื่องมือใหม่ๆเท่านั้น แต่ยังหวังผลักดันประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้กลายเป็นหนึ่งในย่านธุรกิจและนวัตกรรมของโลก

สศช.ชี้อีก 20 ปีประชากรไทยลด 2 ล้านคน กลุ่มวัยทำงานหายเกือบ 10%

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานประมาณการณ์ประชากรของประเทศไทย พ..2553 – 2583 ตามที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอโดยคาดการณ์ว่าประชากรของไทยจะเพิ่มขึ้นจาก 66.5 ล้านคน ในปี 2563 เป็น 67.2 ล้านคน ในปี 2571 หลังจากนั้นรายงาน สศชระบุว่าจำนวนประชากรจะเริ่มลดลงในอัตรา -0.2% ต่อปี ทำให้ในปี 2583 คาดการณ์โดยประมาณว่าประเทศไทยจะมีประชากรทั้งหมดประมาณ 65.4 ล้านคน โดยจำนวนประชากรตามโครงสร้างประชากรแบ่งเป็น 1.วัยเด็ก (แรกเกิด – 14 ปี) มีแนวโน้มลดลงจากจำนวนรวมในปี 2563 ที่มีจำนวนประชากรเด็ก 11.2 ล้านคนหรือ 16.9% ของประชากรทั้งหมดจะลดลงเป็น 8.4 ล้านคน หรือสัดส่วนเหลือแค่ 12.8% ในปี 2583 2.ประชากรผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ในปี 2563 มีจำนวนประชากรผู้สูงอายุ 12 ล้านคน หรือ18% ของจำนวนประชากรทั้งหมดจะเพิ่มเป็น 20.42 ล้านคน หรือ 31.28% ของจำนวนประชากรในปี 2583 และ 3.ประชากรวัยแรงงาน (15-59 ปี) มีแนวโน้มลดลงจาก 43.26 ล้านคนหรือ 65 % ในปี 2563 เป็น 36.5 ล้านคนหรือ 56% ในปี 2583 ลดลงประมาณ 6.7 ล้านคน

Spotify ผุดเพลย์ลิสต์สำหรับสัตว์เลี้ยงเอาใจคนรักหมา แมว ฯลฯ

Spotify ผู้ให้บริการมิวสิกสตรีมมิ่งสัญชาติสวีเดนที่มีผู้ติดตาม (Subscriber) 113 ล้านรายเปิดตัวบริการใหม่เป็นเพลย์ลิสต์สำหรับสัตว์เลี้ยงโดยในเฟสแรกเจาะกลุ่มหมา แมว นก อีกัวน่า และแฮมสเตอร์ หลังการทำวิจัยใน 5 ประเทศทั่วโลกพบว่าเจ้าของสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่ใช้เวลาทางด้านดนตรีกับสัตว์เลี้ยงของตน โดย 71% ชอบเล่นดนตรีให้กับสัตว์เลี้ยง, 70% ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของสัตว์เลี้ยง, 8 ใน 10 เชื่อว่าสัตว์เลี้ยงชอบเสียงดนตรี และ 46% รู้สึกว่าดนตรีสามารถลดความเครียดให้กับสัตว์ ซึ่งเพลย์ลิสต์ดังกล่าว Spotify ได้พัฒนาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านอารมรณ์ของสัตว์เลี้ยง เสียงเพลงในเพลย์ลิสต์จะเน้นทำนองฟังสบาย ผ่อนคลาย อาทิ เสียงฝนตกพรำๆ เพื่อบรรเทาอาการเครียดของสัตว์เลี้ยงที่ต้องถูกปล่อยให้อยู่โดดเดี่ยวเมื่อเจ้าของต้องไปทำงานหรือต้องอยู่ท่ามกลางมลภาวะทางเสียงที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว นับเป็นแนวคิดใหม่ที่ได้รับการตอบรับจากสังคมอย่างดีทีเดียว