สะท้อน ดัชนีความเชื่อมั่นครูไทย ปี 2562 พบ ‘ความเป็นผู้นำ’ เพิ่ม แต่ ‘ทักษะด้านเทคโนโลยี & ภาษา’ ยังขาด พร้อมแนะแนวทางพัฒนาทักษะครูไทยแห่งศตวรรษที่ 21

526

เป็นที่รู้กันว่า 16 มกราคมของทุกปีนั้นเป็น ‘วันครู’ วันที่ศิษย์มีครูได้รำลึกถึงพระคุณของครูที่พร่ำสอน ประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้พวกเราทุกคน มาในปีนี้ นอกจากกิจกรรมการไหว้ครูที่สถาบันการศึกษาแทบทุกแห่งจัดขึ้นแล้ว ทางสวนดุสิตโพล ได้เผยผลคะแนน “ดัชนีความเชื่อมั่นครูไทย ปี 2562” จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยเน้นไปที่ตัวชี้วัด 30 ประเด็น ซึ่งบ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อครูไทย ทั้งในด้านส่วนตัว ชุมชน การพัฒนาวิชาชีพ ตลอดจนการพัฒนาประเทศ ในรอบปี 2562 ที่ผ่านมา

โดยผลที่ได้สามารถใช้กำหนดทิศทางการพัฒนาศักยภาพครูไทย และการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน เพื่อสร้างบุคลากรที่ชาติต้องการอย่างเห็นผล

ผลโพลชี้ ครูไทย ‘ความเป็นผู้นำ’ เพิ่ม แต่ ‘ทักษะด้านเทคโนโลยี & ภาษาต่างประเทศ’ ยังขาด

จากผลสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวน 8,123 คน ระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม 2562 – 13 มกราคม 2563 โดยใช้ตัวชี้วัด 30 ประเด็นที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อครูไทย พบว่า ประชาชนให้คะแนนความเชื่อมั่น “ดัชนีครูไทย” ปี 2562 ผ่านทุกตัวชี้วัด ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 6.25 คะแนน โดยผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่า ในประเด็นเรื่อง ความเป็นผู้นำ ครูไทยทำคะแนนได้มากขึ้นกว่าเดิม
ส่วนผลคะแนนที่สำรวจตาม 30 ตัวชี้วัด “ดัชนีครูไทย” จากคะแนนเต็ม 10 สวนดุสิตโพลได้จัดเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย โดย 10 ดัชนีความเชื่อมั่นครูไทยที่ได้คะแนนสูงสุด มีดังนี้
  1. การเรียนรู้และพัฒนาความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ (คะแนนเฉลี่ย 6.61/ 6.70/ 7.82)
  2. ความทันสมัย/ทันเหตุการณ์/รู้ข้อมูลข่าวสาร (คะแนนเฉลี่ย 6.55/ 6.64/ 7.80)
  3. มีความเป็นผู้นำ (คะแนนเฉลี่ย 6.54/ 6.51/ 7.79)
  4. มีความรู้ความสามารถในการสอน (คะแนนเฉลี่ย 6.53/ 6.67/ 7.95)
  5. การศึกษาค้นคว้าเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถ (คะแนนเฉลี่ย 6.48/ 6.66/ 7.73)
  6. ความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติตนต่อสังคม (คะแนนเฉลี่ย 6.47/ 6.59/ 7.67)
  7. การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง (คะแนนเฉลี่ย 6.43/ 6.50/ 7.82)
  8. การเผยแพร่องค์ความรู้ใหม่ๆ (คะแนนเฉลี่ย 6.42/ 6.71/ 7.64)
  9. มีบทบาทในการพัฒนาชุมชน สังคม ประเทศชาติ (คะแนนเฉลี่ย 6.39/ 6.62/ 7.60)
  10. เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกศิษย์และบุคคลรอบข้าง (คะแนนเฉลี่ย 6.37/ 6.61/ 7.78)

ต่อมา เป็นประเด็นเรื่อง จุดเด่นของครูไทย ในปี 2562 5 อันดับแรก ได้แก่
หนึ่ง : มีความมุ่งมั่นในการศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ 36.31%
สอง : ขยัน อดทน เสียสละ ต้องรับผิดชอบงานหลายๆ อย่าง 21.14%
สาม : ให้การอบรมสั่งสอนที่ดี ไม่ยึดติดความคิดแบบเดิม 17.04%
สี่ : การจัดรูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลายมากขึ้น 13.88%
ห้า : มีจิตวิญญาณของความเป็นครู เป็นผู้ให้ความรักความห่วงใย 11.63%
เมื่อมีจุดเด่นแล้ว ก็ได้เวลามาดู จุดด้อย ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องเร่งพัฒนาศักยภาพของครูไทยร่วมกัน
หนึ่ง : ขาดทักษะด้านเทคโนโลยีและภาษาต่างประเทศ 33.12%
สอง : ขาดการควบคุมอารมณ์ ยังคงใช้คำพูดและการลงโทษที่ไม่เหมาะสม 20.00%
สาม : มีปัญหาหนี้สิน รายได้ไม่เพียงพอ 18.52%
สี่ : ไม่มีเวลาดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด 16.90%
ห้า : สั่งงาน สั่งการบ้านเยอะ ไม่สอนให้เด็กหัดคิดวิเคราะห์ 11.46%
สำหรับข้อสังเกตจากการสำรวจครั้งนี้ พบว่าประเด็นที่มีค่าคะแนนความเชื่อมั่นต่อครูไทยมากที่สุดในปี 2562 คือ หนึ่ง การเรียนรู้และพัฒนาความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ สอง ความทันสมัย/ทันเหตุการณ์/รู้ข้อมูลข่าวสาร และ สาม มีความเป็นผู้นำ

แนะครูยุคใหม่ อยากให้ ดัชนีความเชื่อมั่นครูไทย เพิ่ม ต้องผันตัวเป็น “ไลฟ์โค้ช”

ในโอกาสวันครู ปี 2563 นี้ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. ได้จัดทำบทความแนะนำเทคนิคการปรับตัวและก้าวทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยการเปลี่ยนรูปแบบการสอนจากเดิมให้เป็นการสอนแบบพี่เลี้ยง หรือ “ไลฟ์โค้ช”

ขนิษฐา ตั้งวรสิทธิชัย รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา เน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญที่ครูไทยต้องสนใจเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้วิชาชีพครูว่า
“ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้การค้นคว้าข้อมูลสามารถทำได้อย่างกว้างขวาง ไม่จำกัดแค่ในหนังสือเรียนเหมือนที่ผ่านมา และเด็กยุคนี้ก็สามารถใช้เครื่องมือสื่อสารค้นคว้าสิ่งต่างๆ ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเช่นนี้ ย่อมส่งผลดีกับเด็กนักเรียนในปัจจุบันมากกว่าในอดีต เพราะทำให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ที่อยู่ภายนอกห้องเรียนได้อย่างอิสระ รวมทั้งสามารถพัฒนาความรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างรวดเร็วตามโลกโซเชียล และยังสืบค้นข้อมูลได้เองบนอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกว่าการเรียนรู้ไร้พรมแดน”
“ด้วยเหตุนี้ ครูในยุคปัจจุบันจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์หรือสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเช่นกัน เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการเรียนรู้ของผู้เรียนในยุคศตวรรษที่ 21 แล้วยังจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนจากเดิม ที่เคยสอนจากหนังสือเรียนหรือการยืนสอนหน้าชั้นเรียนมาเป็นการสอนแบบพี่เลี้ยง ด้วยการส่งเสริมทักษะให้เด็กด้วย”

ทักษะจำเป็นสำหรับ “ไลฟ์โค้ช” ครูผู้บ่มเพาะทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ให้อนาคตของชาติ

นอกจากนั้น สมศ. ยังได้แนะนำถึงทักษะที่จำเป็นสำหรับครูยุคใหม่ไว้ 4 ด้าน ดังนี้

  • นำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในการสอน
    เพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับบรรยากาศในชั้นเรียน พร้อมส่งเสริมทักษะที่จำเป็นแก่เด็กผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทั้งแบบในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ร่วมกับการสร้างแรงจูงใจให้เด็กใฝ่รู้ ใฝ่เรียน สืบค้นข้อมูลเพื่อหาคำตอบเพิ่มเติมด้วยตนเองได้
  • กระตุ้นให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิด และกล้าแสดงความเห็น
    ทั้งในสิ่งที่เป็นประโยชน์และสามารถปรับใช้ได้ในชีวิต พร้อมทั้งสร้างกระบวนการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ กระตุ้นให้เด็กคิดอย่างมีเหตุผล การสังเคราะห์สิ่งต่างๆ แล้วสร้างเป็นแนวคิดใหม่ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้เด็กในการเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริง
  • เปลี่ยนจากครูผู้สอนมาเป็นครูผู้ฟัง
    เนื่องจากเด็กยุคใหม่เริ่มมีความคิดเห็นหรือแนวคิดที่ต่างออกไป ซึ่งครูจะต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีโอกาสแบ่งปันเรื่องราว สิ่งที่ชอบทำ ชอบดู หรือประสบการณ์ที่พบเจอนอกห้องเรียน เพื่อเป็นการลดช่องว่างระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ซึ่งจะทำให้ครูรู้จักตัวตนของเด็กมากขึ้น รวมทั้งเป็นช่องทางในการรับรู้ความชอบของเด็กแต่ละคนได้อีกด้วย
  • สอนให้เด็กมีทักษะชีวิต สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
    ควบคู่ไปกับการบ่มเพาะให้เด็กมีภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งจากสังคมทั่วไปและสังคมออนไลน์ โดยการเชื่อมโยงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเข้าไปในบทเรียนเพื่อให้เด็กได้เกิดการคิดต่อยอด และสามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้

ขนิษฐายังฝากมุมมองที่น่าสนใจในการสร้างความเชื่อมั่นให้ครูไทยเพิ่มเติมว่า

“การสอนทักษะการใช้ชีวิตถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในปัจจุบัน แต่จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ครูหลายท่านยังคงมุ่งสอนในตำราเรียนเพียงอย่างเดียว จึงทำให้เด็กส่วนใหญ่วนอยู่กับการท่องจำเนื้อหาหนักๆ ทำการบ้าน การติวเข้ม ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ผิดแต่อย่างใด แค่ต้องเพิ่มการสอนหลักการใช้ชีวิตเพื่อให้เด็กรู้จักปรับตัวหรือรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงเข้าไปด้วย”

“อย่างในบางวิชาเรียน ครูอาจจะต้องสอดแทรกเหตุการณ์สมมติที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆ เพื่อให้เด็กรู้จักแก้ปัญหา มากกว่าการท่องจำทฤษฎีที่มีอยู่ในแบบเรียน เช่น การคิดวิเคราะห์ง่ายๆ จากข่าวสารที่ฟังหรือเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน โดยสอดแทรกในวิชาสังคม การวิเคราะห์ภาษาระหว่างการใช้ในชีวิตจริงกับการใช้ในโลกออนไลน์ในการเรียนวิชาภาษาไทย”

นอกจากนี้ ยังกล่าวปิดท้ายว่า ครูต้องมีทัศนคติเชิงบวกกับเด็กทุกๆ คนเพื่อส่งต่อและสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กรู้จักที่จะพัฒนาตนเองได้


ที่มา : รายงานข่าวจากสวนดุสิตโพล เรื่อง “ความเชื่อมั่น “ครูไทย” ปี 2562 ที่ผ่านมา” (วันที่ 15 มกราคม 2563)


การปฏิวัติการศึกษาเพื่อสร้างคนคุณภาพแห่งศตวรรษที่ 21 ต้องทำอย่างไร เรียนรู้ผ่านบทความที่น่าสนใจต่อไปนี้

ถ้าจีนมุ่งเป็น ‘ผู้นำด้าน AI’ แสดงว่าสถาบันการศึกษาในจีนต้องเจ๋งด้วยสิ!

วิกฤตการศึกษา กับ 9 ความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นของการศึกษาไทยในพื้นที่อีอีซี

สรุปแผนเติมทักษะ AI ของ Microsoft ในปีชวด ปีที่คนไทยจะไม่ชวดการเรียนรู้ด้านดิจิทัล