มหันตภัยฝุ่นพิษ…แก้ยังไง? ให้ได้ผลแบบจีน

592

จากข้อมูลแอปพลิเคชั่น Air Visual ระบุว่าสภาพอากาศโดยทั่วไปของกรุงเทพมหานคร ตามมาตรฐาน US AQI อยู่ที่ 171 (PM 2.5 อยู่ที่ 57.8 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร) ติดอันดับที่ 8 เมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก

ทั้งนี้ ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) คือระบบสำหรับการรายงานความรุนแรงของระดับคุณภาพอากาศ โดยระดับ 0-50 แสดงถึงอากาศดี ระดับ 51-100 ปานกลาง 101-150 ไม่ดีต่อสุขภาพสำหรับกลุ่มที่อ่อนไหว 151–200 ไม่ดีต่อสุขภาพ 201–300 ไม่ดีต่อสุขภาพมาก และ 301–500 เป็นอันตราย

นักวิชาการมอง Air4Thai ยังไม่ตอบโจทย์

เพจเฟซบุ๊คของผู้ใช้ชื่อว่า Rungsrit Kanjanavanit นำเสนอข้อมูลในหัวข้อ…เหตุใดระบบเตือนภัย Air4Thai ของกรมควบคุมมลพิษจึงไม่ตอบโจทย์ ว่า ประชาชนมีความจำเป็นต้องทราบคุณภาพอากาศแบบ real-time การแปรผันของคุณภาพอากาศในแต่ละช่วงเวลาของวันมีมาก เช่น มักแย่สุดช่วงสายๆ และดีขึ้นช่วงบ่ายถึงเย็น ประชาชนจะได้สามารถปรับกิจกรรมของตนเองได้
ยกตัวอย่างเช่น ที่ผ่านมาที่ค่า pm2.5 สูง 5-600 ในช่วงเช้า จำเป็นต้องเก็บตัวในบ้าน หรือห้องที่มีเครื่องกรองอากาศ แต่ pm2.5 ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงบ่าย เราก็สามารถออกจากบ้าน ทำกิจกรรมกลางแจ้งได้

ค่าที่แสดงใน Air4Thai เป็นค่าเฉลี่ยเมื่อ 24 ชม. ที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งไม่มีประโยชน์กับการปรับเปลี่ยนกิจกรรมแต่อย่างใด และหากมีค่าสูงมากๆ แต่เป็นเพียงช่วงสั้นๆ ค่าเฉลี่ยจะออกมาดูดี ทำให้คิดว่าไม่มีปัญหา สามารถทำกิจกรรมอะไรก็ได้ตลอดเวลา
นอกจากนี้ สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศยังมีเฉพาะเมืองใหญ่เท่านั้น ไม่สะท้อนค่าที่เป็นจริงตรงตามสถานที่ประชาชนอยู่ ยกตัวอย่างภายในจังหวัดเชียงใหม่ การกระจายตัวของดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ของ อ.เมือง อ.แม่ริม อ.เชียงดาว อ.สะเมิง อาจแตกต่างกันในระดับ 100 ในบางวัน ค่าตรวจวัดที่ศาลากลางจึงไม่สามารถเป็นตัวแทนของคนที่อยู่รอบนอกได้เลย ถ้าประชาชนสามารถมีเครื่องวัดส่วนตัวได้เองก็จะเป็นการกระจายอำนาจ empowerment ให้ประชาชน
เจ้าของเพจดังกล่าวปิดท้ายว่าปัญหาหมอกควันที่รุนแรงนี้ ไม่ใช่ความล้มเหลวในการทำงานของใครโดยตรง เพียงแต่หากนำข้อมูลจากประชาคมทางการแพทย์ไปวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลของรัฐ ปัญหาทุกอย่างจะแก้ไขได้

‘ป้ายรถเมล์’ มหันตภัยใต้ฝุ่นพิษ

ด้านสภาวิศวกร เสนอทางออกประเทศไทยรับมือฝุ่น PM 2.5 หลังพบสถานการณ์ฝุ่นรุนแรงต่อเนื่อง ใน 8 มิติ คือ
  • 1. ติดตั้งระบบการแจ้งเตือนมลพิษในเมือง
  • 2. ผลักดันแนวคิดในการพัฒนาภาษีฝุ่น
  • 3. พัฒนาแอปฯ แจ้งเตือนปริมาณฝุ่น
  • 4. กำหนดพื้นที่เสี่ยง
  • 5. ชี้ฉีดน้ำจากที่สูงแก้ไม่ตรงจุด
  • 6. พัฒนาระบบ Big Data
  • 7. เตือนภัยกลุ่มเสี่ยงจากภาวะฝุ่น PM 2.5
  • 8. ชงนโยบายแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
เพื่อลดมลพิษที่เกิดขึ้นในระยะยาวและสร้างสุขภาพที่ยั่งยืนให้กับคนไทย พร้อมเผยข้อมูลหากลดค่าฝุ่นเหลือ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะสามารถลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของคนไทย 18,000 คน และหากลดเหลือ 12 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้ถึง 15,000 คน
น่าสนใจในหัวข้อที่ 4 การกำหนดพื้นที่เสี่ยง (Risk Area) ที่ระบุว่าการเกิดฝุ่น PM2.5 ของประเทศไทยยังจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในระยะยาวอย่างแน่นอน หากทุกภาคส่วนไม่มีแนวทางการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการกำหนดพื้นที่เสี่ยงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณป้ายรถเมล์ นับเป็นบริเวณที่มีปริมาณฝุ่นหนาแน่น แต่กลับไม่มีการให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชน ซึ่งในปัจจุบันพื้นที่กรุงเทพฯ มีป้ายรถเมล์จำนวนถึง 5,000 ป้าย และมีป้ายรถเมล์ที่เสี่ยงต่ออันตรายสุขภาพถึง 1,000 ป้าย ดังนั้น ภาครัฐจึงควรลงทุนติดตั้งพัดลมบริเวณดังกล่าว เพื่อลดปริมาณฝุ่นสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางโดยรถโดยสารสาธารณะ

มองแนวทางแก้ปัญหาของจีน

ขณะที่เฟซบุ๊ก อ้ายจง กล่าวถึงเป็นประเทศจีนที่เคยประสบปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างรุนแรง แต่แก้ปัญหามลพิษทางอากาศจนทำให้กรุงปักกิ่งมีค่า PM2.5 ลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์?
โดยในปี 2017 กรุงปักกิ่งประกาศทุ่มงบ 1.82 หมื่นล้านหยวน หรือประมาณ 9.1 หมื่นล้านบาท แก้ไขปัญหาหมอกควันพิษ – ยกเลิกเผาถ่านหินใน 700 หมู่บ้าน – โละรถยนต์เก่า 300,000 คัน ที่ปล่อยควันมาก – สั่งปิด/ปรับปรุงโรงงานเก่าที่มีปัญหาด้านมลพิษกว่า 2,500 แห่ง ซึ่งหลายแห่งถูกสั่งปิดถาวรหรือให้ปรับปรุง จำกัดการใช้รถทะเบียนเลขคู่-เลขคี่ สั่งหยุดการทำงานในเขตก่อสร้างต่างๆ โดยเฉพาะในเขตก่อสร้างที่ไม่ได้รับมาตรการในการควบคุมปริมาณฝุ่น ปรับปรุงกฏหมายพร้อมจัดตั้งหน่วยตำรวจพิทักษ์สิ่งแวดล้อม-จับ+ปรับจริง โดยมีการปรับกว่า 200 ล้านบาท จาก 1,400 คดีมลพิษทางอากาศในปีเดียว

มีการออกนโยบายใช้พลังงานสะอาด ได้แก่ พลังงานไฟฟ้าโดยสนับสนุนให้ประชาชนใช้รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งรัฐบาลสร้างจุดชาร์จแบตอย่างเพียงพอ
เช่นเดียวกับขนส่งมวลชนสาธารณะก็ถูกสนับสนุนให้มีการ transform มาใช้พลังงานไฟฟ้าเช่นกัน
ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือนโยบายแก้ปัญหามลพิษทางอากาศแบบระยะยาวคือ การปลูกจิตสำนึกและสร้างกฎระเบียบแก่คนในประเทศให้ช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ “ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” โดยทางการจีนให้สิทธิ์เจ้าหน้าที่ในสำนักงานป้องกันสิ่งแวดล้อมในเขตหรือในเมืองนั้นมีสิทธิ์ลงโทษโรงงาน-ผู้ประกอบการ ที่ก่อให้เกิดภาวะมลพิษทางอากาศในพื้นที่ แต่ถ้ามลพิษทางอากาศในพื้นที่นั้นสูงเกินกว่ากำหนด เจ้าหน้าที่จะต้องรับโทษด้วยเช่นกัน
และหากมีเจ้าหน้าที่คิด “กลโกง” เพื่อหลอกค่ามลพิษทางอากาศ ซึ่งถ้าจีนจับได้ เจ้าหน้าที่จะโดนลงดาบทันที อย่างเช่น คดีการจับกุมเจ้าหน้าที่สถานีตรวจเช็กสภาพอากาศในเขตฉางอัน ทางตอนเหนือของเมืองซีอาน มณฑลส่านซี ที่ปลอมแปลงตัวเลขมลพิษทางอากาศ

นอกจากนี้ ในฐานะที่จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการทำฝนเทียมมากที่สุด การแก้ปัญหาหมอกควัน-มลพิษทางอากาศ จีนก็เคยนำฝนเทียมมาใช้เพื่อเคลียร์ท้องฟ้าให้ใส และล้างหมอกควันออกไป อย่างเช่นในช่วงก่อนที่โอลิมปิกเกมส์ 2008 ณ กรุงปักกิ่งจะเริ่มขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าจะแก้ไขได้ในทันที เพราะต้องรอสภาวะที่เหมาะสมในการทำฝนเทียม เพราะถึงแม้จะมีความชื้นสูง แต่แทบไม่มีลมเลย ก็ไม่สามารถทำได้
เมื่อปี 2017 ทางปักกิ่งตั้งเป้าว่าจะควบคุมค่าเฉลี่ย PM2.5 ให้ไม่เกิน 60 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ซึ่งปี 2016 มีค่า PM2.5 เฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 73 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร เมื่อปี 2019 ค่า PM เฉลี่ยทั้งปีในปักกิ่งอยู่ที่ 42 ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่จีนเจอวิกฤติอากาศหนักสุดเมื่อ 2013 หรือราว 6 ปีก่อนหน้า
แม้จะยังไม่สำเร็จ 100% เพราะจีนยังเจอปัญหาควันพิษ-อากาศแย่ในปักกิ่งหรือพื้นที่อื่นอยู่ แต่แสดงให้เห็นว่านโยบายที่เข้มข้น เอาจริงเอาจัง ยึดโยงกับความเป็นจริง สามารถแก้วิกฤตได้แน่นอน!!!

ที่มา :