‘โลจิสติกส์ 2020’ ส่งสัญญาณโตต่อเนื่อง อานิสงส์จาก อีคอมเมิร์ช แนะผู้ประกอบการลงทุนเทคโนโลยีเพิ่ม

597
นับเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ดี เริ่มต้นทศวรรษ ปี 2020 เมื่อรายงานฉบับล่าสุดในเซคชัน Industry Review ของ SCB Economic Intelligence Center เรื่อง “TRANSPORT & LOGISTICS 2020” ระบุชัดเจนว่า เทรนด์ ‘โลจิสติกส์ 2020’ หรือ แนวโน้มการขนส่งและโลจิสติกส์ ในปี 2020 ธุรกิจขนส่งพัสดุของไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องราว 35% คิดเป็นมูลค่าราว 6.6 หมื่นล้านบาท ทีเดียว
โดยปัจจัยหลักที่ส่งให้ ธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์เติบโต นั่นคือ การขยายตัวของตลาด e-commerce หรือ อีคอมเมิร์ช จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาซื้อขายสินค้าผ่าน online platform มากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ยอดจัดส่งพัสดุโดยรวมมีแนวโน้มสูงขึ้นถึง 4 ล้านชิ้น ต่อวัน

ตามติดบทวิเคราะห์เจาะลึกเทรนด์ ‘โลจิสติกส์ 2020’

ภาพรวมของตลาดธุรกิจขนส่งพัสดุ (Parcel delivery) มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา (2017-2019) โดยขยายตัวได้เฉลี่ย 40% ต่อปี (40% CAGR) สอดคล้องกับตลาด ecommerce ของไทยที่เติบโตเฉลี่ย 18% ต่อปี (18% CAGR) จากการประเมินของ Euromonitor ครั้งล่าสุด
บทวิเคราะห์เจาะลึกเทรนด์ ‘โลจิสติกส์ 2020’ ได้ขยายความแนวโน้มที่ ตลาด ecommerce ของไทย โตต่อเนื่อง เพิ่มเติมด้วยว่า ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงไป นิยมการซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากยิ่งขึ้น ทั้งทางเว็บไซต์ e-commerce รายใหญ่ เช่น Lazada, Shopee, JD Central, Priceza และการค้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย (social commerce) อย่าง Facebook, Line, Instagram
รวมถึงในหน้าเว็บไซต์ของร้านค้ารายย่อย จึงคาดว่าการขนส่งพัสดุในปี 2020 จะมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 4 ล้านชิ้น ต่อวัน ยิ่งไปกว่านั้น การจัดโปรโมชันส่งเสริมการตลาดต่างๆ เช่น เทศกาลชอปปิงเอาใจคนโสด 11.11 ของ Lazada, 12.12 Birthday Saleของ Shopee, และ Black Friday มีส่วนทำให้ยอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกกว่า 1 ล้านชิ้นต่อวัน

ชี้วิกฤต vs. โอกาส ของผู้ประกอบการ ธุรกิจขนส่งพัสดุของไทย ในยุคที่การขนส่งของ & สินค้า เฟื่องฟู

ประเด็นต่อมา ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ มูลค่าตลาดขนส่งพัสดุของไทย โดยเฉพาะในมุมด้านการแข่งขัน พบว่าตั้งแต่ปี 2018 ที่ผ่านมา ธุรกิจขนส่งพัสดุก็มีแนวโน้มแข่งขันด้านราคารุนแรงยิ่งขึ้น จากการเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดของผู้ประกอบการรายใหม่ในปีนั้น โดยในภาพรวม ตลาดขนส่งพัสดุประกอบด้วยผู้เล่นในรายใหญ่ 3 ราย ครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันกว่า 80%
ทั้ง บ.ไปรษณีย์ไทย จำกัด เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (Kerry Express) และลาซาด้า เอ็กซ์เพรส (Lazada Express) ทั้งนี้ ยังไม่รวมผู้เล่นรายกลางอื่นๆ อีกหลายรายในธูรกิจนี้ เช่น เอสซีจี เอ็กซ์เพรส (SCG Express) ดีเอสแอล อีคอมเมิรซ์ (DHL e-commerce) นิ่มเอ็กซ์เพรส (Nim Express) และนินจาแวน (Ninja van) ที่ทำรายได้ แบ่งส่วนแบ่งการตลาดกันไปไม่น้อย
นอกจากนี้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ยังปรากฏว่ามีผู้เล่นรายใหญ่หลายรายจากต่างประเทศ ที่ได้เริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดขนส่งพัสดุของไทย อาทิ
  • เบสท์ โลจิสติกส์ (Best logistics)และ แฟลช เอ็กซ์เพรส (Flash Express) ซึ่งมีกลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ชยักษ์ใหญ่ระดับโลก อย่าง อาลีบาบา (Alibaba) จากจีนเป็นหุ้นส่วน หนุนหลังอยุ่
  • เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส (J&T Express) ผู้ให้บริการขนส่งอันดับ 1 จากอินโดนีเซีย
  • ซีเจ โลจิสติกส์ (CJ logistics) ผู้ให้บริการขนส่งรายใหญ่จากเกาหลีใต้ ที่ได้ร่วมทุนกับเจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ (JWD) ของไทย
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความท้าทายรอผู้ให้บริการขนส่งพัสดุรายเดิมอยู่ในปีนี้ด้วย กับการแข่งขันจากผู้ให้บริการรับ-ส่งสินค้าตามความต้องการ (on-demand delivery) อย่าง การบริการด่วนภายใน 1 ชั่วโมง ตลอด 24 ชั่วโมง เช่น ลาลามูฟ (Lalamove), ไลน์แมน (Lineman) แกร็บเอ็กซ์เพรส (Grab Express) เป็นต้น

อย่างไรก็ดี การขนส่งแบบ On-demand delivery ยังจำกัดขอบเขตอยู่ในกลุ่มผู้ใช้บริการที่ต้องการขนส่งสินค้าทันที ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับการขนส่งพัสดุแบบเดิม อีกทั้งยังมีข้อจำกัดในการให้บริการที่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และอัตราค่าบริการที่สูงกว่าการขนส่งพัสดุแบบเดิมราว 2 เท่า ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้ ทำให้ผู้ให้บริการขนส่งพัสดุแบบเดิม ยังคงวางใจได้ว่า การขนส่งแบบ On-demand delivery จะไม่มาเป็นตัวแปรส่งผลกระทบต่อยอดรายได้มากนัก
และด้วยการแข่งขันที่ดุเดือนอย่างที่กล่าวมา จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้ประกอบการในธุรกิจนี้จะหยิบเอากลยุทธ์การลดราคามาเป็นวิธีหลักในการแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดของผู้ให้บริการรายใหม่ สะท้อนได้จากอัตราค่าบริการขนส่งพัสดุเริ่มต้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่ปรับลดลงจากราว 35 บาท มาเป็น 19 บาท ในปัจจุบัน
อีกทั้งยังมีการคาดการณ์ว่าในอนาคตอัตราค่าบริการนี้ มีโอกาสปรับลดลงอีก เนื่องจากกลยุทธ์การลดราคาค่าขนส่ง นอกจากจะมีส่วนช่วยผู้ประกอบการให้สามารถดึงดูดปริมาณการขนส่งพัสดุให้เพิ่มขึ้น ทำให้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นแล้ว ปริมาณการขนส่งที่มากขึ้นยังช่วยลดต้นทุนการขนส่งเฉลี่ยของผู้ประกอบการ หรือการประหยัดต่อขนาด (economies of scale) ได้ด้วย แน่นอนว่าการแข่งขันที่รุนแรงนี้ ผู้ใช้บริการขนส่งพัสดุจะได้รับประโยชน์สูงสุด เพราะจ่ายอัตราค่าบริการขนส่งที่ถูกลง แต่ได้การบริการขนส่งที่ปลอดภัยและรวดเร็วขึ้น กอปรกับมีทางเลือกมากขึ้น เพราะมีผู้ประกอบการให้เลือกใช้หลายรายด้วย

แนะผู้ประกอบการไทย จับจังหวะการเติบโตของตามเทรนด์ โลจิสติกส์ 2020 แล้วแปลงเป็นโอกาสให้ได้

นอกจากการแข่งขันด้านราคาแล้ว ธุรกิจขนส่งพัสดุยังต้องคำนึงว่าต้องแข่งขันในด้านบริการ ทั้งในแง่คุณภาพการให้บริการและความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้าด้วย โดยในด้านคุณภาพการบริการผู้ประกอบการควรต้องยกระดับความปลอดภัยในการจัดส่งสินค้า เนื่องจากมูลค่าสินค้าที่สั่งซื้อออนไลน์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
จากการสำรวจของ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Transactions Development Agency: ETDA) พบว่า มูลค่าเฉลี่ยของสินค้าต่อการสั่งซื้อผ่านช่องทาง อีคอมเมิร์ช สูงขึ้นจาก 1,300 บาท ในปี 2017 มาอยู่ที่ 1,700 บาทในปี 2018 โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทอุปโภคบริโภคของเด็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า สมาร์ตโฟน และเครื่องสำอาง

อีกทั้งมูลค่าของสินค้าที่สั่งซื้อออนไลน์นี้ยังมีโอกาสสูงขึ้นอีกจากกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงยุคใหม่ (new wealth) ที่หันมาสั่งซื้อสินค้าแบรนด์เนมระดับ Hi-End ผ่านทาง online platform เพิ่มมากขึ้น
และในยุคนี้ ผู้ประกอบการยังต้องให้ความสำคัญกับการให้บริการลูกค้า (customer service) ให้มากขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้ผู้ใช้บริการสามารถสื่อสารกับผู้ประกอบการได้โดยตรงผ่านหลายช่องทางหลากหลาย ทั้งทางข้อความส่วนตัว หรือบนพื้นที่สาธารณะอย่างเพจเฟซบุ๊ก
ทั้งนี้ ผู้ใช้บริการยังสามารถตรวจสอบสถานะพัสดุได้ตลอดเวลา ดังนั้น ผู้ให้บริการรายใดที่ให้บริการไม่ได้มาตรฐาน ขนส่งล่าช้า ละเลยการติดตามปัญหาของผู้ใช้บริการ จะได้รับผลกระทบต่อชื่อเสียง ความไว้วางใจ และภาพลักษณ์ของผู้ประกอบการรายนั้นแน่นอน
ส่วนในด้านความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้า ซึ่งแม้ว่าในปัจจุบันจะพัฒนาไปมากแล้ว แต่ผู้ประกอบการก็ต้องไม่หยุดที่จะพัฒนาและรักษาความรวดเร็วในการขนส่ง ตลอดจนหาโอกาสในการลดระยะเวลาในการจัดส่งตลอดเวลา เนื่องจากปัจจัยเรื่อง ความล่าช้าในการจัดส่ง นี่เอง ที่เป็นตัวแปรหลัก ที่อาจทำให้ผู้ใช้บริการเปลี่ยนไปใช้บริการจากคู่แข่งในการขนส่งครั้งถัดไป
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ประกอบการยังจำเป็นต้องเพิ่มการลงทุนในด้านเครือข่าย เพื่อให้อัตราส่วนของพื้นที่รับผิดชอบต่อพนักงาน ใกล้เคียงหรือต่ำกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ ด้วย

เปิด 3 ปัจจัยที่ต้องไม่ลืม หากต้องการชัยชนะในสมรภูมิ การขนส่งและโลจิสติกส์ 2020

ประเด็นทิ้งท้าย ที่ รายงานผลการวิเคราะห์ เรื่อง TRANSPORT & LOGISTICS 2020 ของ SCB EIC ฝากไว้ให้ผู้ประกอบการขนส่งและโลจิสติกส์ทุกคน คือ 3 ปัจจัย ที่ผู้ประกอบการต้องไม่ลืมคำนึงถึง หากต้องการประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจนี้
  • การลงทุนด้านเทคโนโลยี
ในอนาคต ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายต่างเริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เช่น การสร้างศูนย์คัดแยกพัสดุขนาดใหญ่ ที่พร้อมด้วยเทคโนโลยีคัดแยกพัสดุอัตโนมัติแบบสายพานล้อเลื่อนและแบบถาดยกเท และเครื่องสแกนพัสดุอัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังในการคัดแยกสินค้าและทำให้การจัดส่งสินค้ารวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกัน ก็มีการนำข้อมูลพฤติกรรมการใช้บริการขนส่งของผู้บริโภคมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงานและการให้บริการ

industry 4.0 WHA logistics

นอกจากนั้น ในเทรนด์ระดับโลก ผู้ประกอบการยังเน้นลงทุนเทคโนโลยีที่ช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่แก่ผู้ใช้บริการ เช่น การเริ่มติดตั้งระบบ GPS ในรถขนส่งทุกคันเพื่อให้ตรวจสอบสถานะพัสดุแบบ real-time การสร้างระบบจองรับ-ส่งพัสดุล่วงหน้า เป็นต้น
ส่วนในอนาคต ด้วยจำนวนพัสดุและต้นทุนดำเนินการที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับความต้องการขนส่งสินค้าที่รวดเร็วขึ้น จะส่งผลให้ผู้ประกอบการเริ่มปรับตัวโดยการลงทุนเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การสร้างคลังสินค้าอัจฉริยะ (Smart Warehouse) โดยอาศัยการทำงานของหุ่นยนต์ช่วย อย่าง Kivaของ Amazon และ Quicktron ของ Alibaba ที่จะทำให้การแพ็กสินค้าและจัดส่งรวดเร็วขึ้น
  • ความต้องการบุคลากรด้านโลจิสติกส์ที่มีสูงขึ้น
โดยเฉพาะในตำแหน่ง พนักงานขับรถ ซึ่งในอีก 2-3 ปี ข้างหน้า ผู้ประกอบการขนส่งพัสดุหลายราย ยอรับว่ามีแผนที่จะเพิ่มจำนวนพนักงานขับรถต่อเนื่องอีกกว่า 5 หมื่นคน และผู้ประกอบการ on demand delivery หลายราย ต่างต้องการพนักงานขับรถเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยขยายการให้บริการ
นอกจากนั้น พนักงานในตำแหน่ง  พนักงานคลังสินค้า ก็จะมีความต้องการสูงขึ้น สำหรับผู้ประกอบการหลายรายที่วางแผนขยายศูนย์คัดแยกและศูนย์กระจายสินค้า ขณะที่ บุคลากรด้านโลจิสติกส์ยังจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล เพื่อรองรับการใช้เทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในธุรกิจโลจิสติกส์สูงอีกด้วย

  • กฎระเบียบข้อบังคับ
เป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการขนส่งพัสดุควรหมั่นอัปเดตและเรียนรู้ เพื่อปรับตัวให้ทันต่อเหตุการณ์ เช่น ความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งข้ามพรมแดนระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS-CBTA) เนื่องจากสินค้าที่อยู่บน e-Marketplace หลักในไทยกว่า 70% เป็นสินค้าที่นำเข้าจากประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
อีกทั้งการขายสินค้าของผู้ประกอบการ อีคอมเมิร์ช ไปต่างประเทศ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน จึงจำเป็นต้องอาศัยการขนส่งผ่านแดน (cross-border logistics) และการจัดตั้ง e-commerce park ที่ให้สิทธิพิเศษ ไม่ต้องชำระภาษีอากรในการนำสินค้าออกจากเขตจนกว่าจะครบกำหนด 14 วัน ซึ่งถ้าทำได้ จะช่วยอำนวยความสะดวกในด้านภาษีแก่ผู้ประกอบการที่มีคลังสินค้าในพื้นที่ด้วย

ที่มา : รายงานบทวิเคราะห์ เซคชัน “Industry Review” เรื่อง “TRANSPORT & LOGISTICS 2020” ของ SCB Economic Intelligence Center โดย ดร.กมลมาลย์ แจ้งล้อม นักวิเคราะห์อาวุโส และ ปุญญภพ ตันติปิฎก นักวิเคราะห์ ประจำ Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

บทวิเคราะห์ทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในทุกอุตสาหกรรม ยังมีให้ได้อ่านต่อ

ปรับเลนส์ส่องตลาด ‘New Frontiers’ กลุ่มประเทศใหม่ แนะผู้ประกอบการไทยปรับกลยุทธ์ เดินหน้าคว้าโอกาส

ชี้ทิศทาง ‘อนาคตเศรษฐกิจไทย 2020′ กำหนดนโยบายการเงินประเทศ สู้สงครามการค้าโลก

จริงหรือไม่? ไทยกำลังจะกลายเป็นผู้ส่งออกผลไม้อันดับ 1 ของโลก