ฟังคำตอบจากการลงมือทำ ‘การลงทุนในสิ่งแวดล้อม’ สร้างผลตอบแทน คืนกลับให้ธุรกิจและโครงการพัฒนาเศรษฐกิจระดับประเทศ ได้อย่างไร?

302

การทำธุรกิจที่ต้องดำเนินไปควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมในยุคนี้ ดูจะเป็นเทรนด์ที่ทุกองค์กรธุรกิจต่างให้ความสำคัญ และมุ่งปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาด เพื่อเดินไปสู่จุดสมดุลตรงนี้ให้ได้ อย่างไรก็ดี ความเปลี่ยนแปลงที่กล่าวมานี้ถือเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ ซึ่งแต่ละองค์กรจำเป็นต้องลงทุนทั้งเป็นตัวเงินและลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ เพื่อปรับโครงสร้างองค์กรให้พร้อมกับ การลงทุนในสิ่งแวดล้อม ที่สุด


เช่นเดียวกับ โครงการพัฒนาเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นในระดับจังหวัด ระดับประเทศ หรือระดับภูมิภาค ต่างจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ การลงทุนในสิ่งแวดล้อม ในรูปแบบของการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ไม่น้อยไปกว่าการลงในโครงสร้างพื้นฐานหลักและต้องทำควบคู่กันไป

เรียนรู้จากต้นแบบ การลงทุนในสิ่งแวดล้อม ของ แบรนด์ระดับโลกอย่าง ไมโครซอฟท์

“การเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆว่าเราต้องลงมือทำให้มากขึ้น และไมโครซอฟท์ก็กำลังทำเช่นนั้น เรากำลังจัดระเบียบบ้านของเราเอง พร้อมยกระดับการรับมือกับความท้าทายด้านความยั่งยืนทั่วโลก ด้วยการให้สินทรัพย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของเรา นั่นคือพนักงานและเทคโนโลยี ได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย”
เกริ่มนำนี้ นำมาจากคำกล่าวของ ซีอีโอ ไมโครซอฟท์ แบรด สมิธ ประธานบริษัทไมโครซอฟท์ เมื่อปี 2562 ที่ได้แบ่งปันวิสัยทัศน์ของบริษัทในการยกระดับพันธกิจด้านความยั่งยืน โดยจะผลักดันความยั่งยืนให้เป็นหัวใจหลักในทุกส่วนของธุรกิจและมุ่งมั่นที่จะใช้เทคโนโลยีของไมโครซอฟท์เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนให้ได้ด้วยเช่นกัน
ดังนั้น หากจะกล่าวว่า ไมโครซอฟท์ เป็นองค์กรระดับโลกที่ให้ความสำคัญเรื่อง การลงทุนในสิ่งแวดล้อม จึงมีมูลความจริงอยู่มากทีเดียว เพราะมาในปีนี้ ไมโครซอฟท์ (Microsoft Corp.) ได้ประกาศเป้าหมายใหญ่ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในการรักษาสิ่งแวดล้อมระดับโลก

ฝังวิดีโอ

“ทั่วโลกกำลังมุ่งสู่เป้าหมายปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ แต่ใครที่สามารถทำได้เร็วกว่าและมากกว่าก็ควรทำล่วงหน้าไปก่อน” แบรด สมิธ ซีอีโอ ไมโครซอฟท์ กล่าวก่อนแถลงว่า

“ไมโครซอฟท์ต้องการประกาศแผนการใหม่ เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและขจัดคาร์บอนทั้งหมดที่เคยปล่อยไปให้ได้ภายในปี 2573 ที่ไมโครซอฟท์จะปล่อยคาร์บอนเป็นลบ (carbon negative) และภายในปี 2593 ไมโครซอฟท์จะขจัดคาร์บอนที่เคยปล่อยทั้งหมด ทั้งที่ปล่อยทางตรงหรือผ่านการใช้พลังงานไฟฟ้านับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 2518”

โดยโครงการเชิงรุก ที่ประกาศนี้ต้องการพิชิตภารกิจลดการปล่อยคาร์บอนมากกว่าครึ่งภายในปี 2573 ทั้งการปล่อยคาร์บอนโดยตรงรวมถึงในห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมด ซึ่งครอบคลุมถึงการลดการปล่อยคาร์บอนโดยตรงของบริษัทเองและการปล่อยคาร์บอนจากการใช้พลังงานให้ใกล้ระดับศูนย์ภายในกลางทศวรรษนี้
นอกจากนั้น โครงการใหม่ของไมโครซอฟท์มีจุดมุ่งหมายเพื่อนำเทคโนโลยีมาช่วยเหลือซัพพลายเออร์และลูกค้าทั่วโลกในการลดการปล่อยคาร์บอน ทั้งยังประกาศจัดตั้งกองทุนนวัตกรรมสภาพภูมิอากาศ มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีลดการปลดปล่อย ดักจับ และขจัดคาร์บอนทั่วโลก
และตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป การลดการปล่อยคาร์บอนจะเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการจัดซื้อในห่วงโซ่อุปทานของบริษัท และไมโครซอฟท์จะจัดทำรายงานความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมประจำปี เพื่อแจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับการลดการปล่อยคาร์บอนและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น สุดท้าย ไมโครซอฟท์สญญาว่าจะส่งเสริมและสนับสนุนนโยบายสาธารณะที่ช่วยเร่งสร้างโอกาสในการลดและขจัดคาร์บอน
credit : https://blogs.microsoft.com/blog/2020/01/16/microsoft-will-be-carbon-negative-by-2030/
โดยเมื่อปีที่แล้ว ไมโครซอฟท์ ได้ประกาศพันธกิจหลัก ซึ่งกลายเป็นโมเดลสำหรับอีกหลายองค์กรธุรกิจ ประกอบด้วย
  • การสร้างฐานการดำเนินงานและศูนย์ข้อมูลที่มีความยั่งยืน เช่น การสร้างฐานการดำเนินงานแบบ “ไร้คาร์บอน” ใน Puget Sound รวมถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนทั่วโลก
  • เร่งผลักดันการวิจัยโดยใช้วิทยาการข้อมูลในโครงการ AI for Earth ด้วยชุดข้อมูลใหม่และ API แบบโอเพ่นซอร์สสำหรับการใช้งานด้านสิ่งแวดล้อม
  • ร่วมมือกับลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืนด้วยระบบคลาวด์ อุปกรณ์ และโซลูชั่นต่างๆ ที่รองรับการปล่อยคาร์บอนต่ำ
  • สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การร่วมมือกับ Carbon Leadership Council เพื่อส่งเสริมการกำหนดค่าธรรมเนียมคาร์บอนในระดับประเทศ
ส่วนคำตอบว่า ลงทุนกับสิ่งแวดล้อมแล้วได้อะไร สำหรับกรณีของไมโครซอฟท์ อ้างอิงผลลัพธืได้ตามรายงานการวิจัยของ PricewaterhouseCoopers UK (PwC UK) ที่ยืนยันว่าศักยภาพของ AI ที่ไมโครซอฟท์พัฒนาขึ้น สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ
โดยมี 4 อุตสาหกรรมหลักที่ได้อานิสงส์ ได้แก่ เกษตรกรรม พลังงาน น้ำ การขนส่ง และยังพบว่าความก้าวหน้าที่เป็นผลมาจากเทคโนโลยี AI สามารถช่วยให้ GDP โลก เพิ่มขึ้นถึง 4.4% ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกได้ 4% ตลอดจนสร้างงานใหม่สูงถึง 38 ล้านตำแหน่งทั่วโลกด้วย

โครงการพัฒนาเศรษฐกิจระดับประเทศ ได้อะไรบ้าง จากการลงทุนในสิ่งแวดล้อม

มาในบริบทประเทศไทยกันบ้าง ขอหยิบเอาแผนบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561-2564 ครอบคลุม 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา มากล่าวถึง แม้ว่า ที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ดูจะเป็นเรื่องที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดการเดินหน้าโครงการ EEC ทว่า เชื่อว่าหลายคนอาจยังไม่รู้ว่าโครงการนี้ มีการวางแผนสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ EEC ปี 2561-2564 จำนวน 86 โครงการ ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์การจัดการสิ่งแวดล้อม วงเงินทั้งสิ้น57’ 13,572 ล้านบาท

ที่มาของแผนนี้ มีส่วนหลักมาจากการคาดการณ์ว่า โครงการนี้จะพัฒนาเพื่อให้แล้วเสร็จและเปิดดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบในปี 2566 ดังนั้น จึงเป็นเหมือนเป้าหมายร่วมกันให้ทุกภาคส่วนเร่งเครื่องเต็มที่เพื่อขับเคลื่อน EEC ให้เห็นเป็นรูปธรรม จนมีความก้าวหน้าในหลายโครงการ ทั้งการวางผังเมืองใหม่ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 เมืองการบินภาคตะวันออก การส่งเสริมการลงทุนใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เป็นต้น
ดังนั้น การพัฒนาของ EEC ย่อมทำให้เมืองเจริญเติบโต และเป็นตัวเร่งให้จำนวนประชากร ประชากรแฝง แรงงาน และนักท่องเที่ยว เข้ามาในพื้นที่เพิ่มขึ้นประมาณ 4.38 ล้านคน ในปี 2565 และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีก จนแตะระดับ 6 ล้านคน ภายในปี 2580
ด้วยจำนวนคนที่เข้ามาอยู่อาศัยและทำกิจกรรมในพื้นที่นี้เอง ที่ทำให้เกิดการใช้ทั้งพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น รวมทั้งก่อให้เกิดของเสียจากการขยายตัวของชุมชนและอุตสาหกรรมต่างๆตามมา โดยเฉพาะปริมาณขยะ น้ำเสีย สภาพอากาศ เพราะ EEC ไม่ใช่พื้นที่ใหม่ แต่มีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมสะสมมาตั้งแต่การพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด เมื่อ 30 ปีก่อน
แม้นโยบาย EEC จะเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงก็ตาม การวางแผนและเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม จึงมีความสำคัญอย่างมาก และจะทำให้ EEC เติบโตอย่างยั่งยืน
โดยสาระสำคัญของแผน การลงทุนในสิ่งแวดล้อม ของโครงการ EEC นี้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลไว้ในบทความเรื่อง EEC เร่งวางโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม ลดวิกฤตขยะและน้ำเสีย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ www.eeco.or.th ว่า
“โครงการสำคัญ คือ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันและเร่งจัดการมลพิษ ที่เป็นปัญหาสะสมในพื้นที่ทั้งขยะและน้ำเสีย ซึ่งบรรจุอยู่ใน ยุทธศาสตร์ที่ 1 เพราะหากไม่วางแผนรองรับอาจทำให้ในอีก 20 ปีข้างหน้า ทั้งขยะมูลฝอย ขยะอุตสาหกรรม ขยะติดเชื้อ และน้ำเสีย มีโอกาสเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันถึง 2 เท่า”
“โดยมีการคาดการณ์ปริมาณน้ำเสียในพื้นที่ EEC จะเพิ่มเป็น 1,190,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ในปี 2580 จากปี  2559 อยู่ที่ 545,769 ลูกบาศก์เมตร/วัน ขณะที่ความสามารถในการบำบัดของพื้นที่ยังคงเท่าเดิมคือ 145,985 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน/วัน หรือคิดเป็น 26.75% ของปริมาณที่เกิดขึ้น”

ขณะที่ พบข้อมูลปริมาณขยะ ของทั้ง 3 จังหวัด ในปี 2559 ในอัตราที่ค่อนข้างสูง รวมกันแล้วกว่า 4,268 ตันต่อวัน ในขณะที่ กากของเสียอุตสาหกรรม มีปริมาณรวม 5.1 ล้านตันต่อปี นอกจากนี้ ยังมีอีกโครงการสำคัญที่ได้วางแผนการลงทุนไว้ คือ การเตรียมการรองรับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและการฟื้นคืนทรัพยากรธรรมชาติในอนาคต การเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงจัดกิจกรรมส่งเสริมการฟื้นฟูการท่องเที่ยว เพื่อเป็นฐานการพัฒนาประเทศ ซึ่งบรรจุอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ที่ 2-4 ต่อไป
และเพื่อรองรับการเติบโตของพื้นที่ EEC ในอนาคต ทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และ สผ.ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม มีแผนที่จะร่วมกันลงพื้นที่สำรวจและติดตามตรวจสอบโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ภายใต้โครงการติดตามตรวจสอบการปฏิบัติการตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการที่จัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ในพื้นที่ EEC
โดยโฟกัสไปที่การตรวจสอบตามรายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ว่าสถานประกอบการนั้นได้ทำตามเกณฑ์ที่วางไว้หรือไม่ ซึ่งจะกลายเป็นฐานข้อมูลใหม่ที่นำไปใช้ปรับปรุงนโยบายและมาตรการในอนาคตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป
ที่สุดแล้ว การลงทุนในสิ่งแวดล้อม ทั้งในระดับองค์กรธุรกิจ ไปจนถึงระดับโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ อาจไม่ได้นำมาซึ่งผลตอบแทนเป็นตัวเงินเป็นกอบเป็นกำ ทว่า ผลตอบแทนมาในรูปแบบของการประเมินค่าไม่ได้มากกว่า

ที่มา :


เมื่อภารกิจดูแล รักษา สิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันจึงจะสำเร็จ มาอัปเดตไอเดียในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของทุกภาคส่วนเพิ่มเติม

ต่อยอด ‘แผนจัดการสิ่งแวดล้อม อีอีซี’ สู่โมเดลการสร้างระบบนิเวศ ที่อุตสาหกรรมอยู่คู่กับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ประเทศที่สะอาดที่สุดในโลก จัดการด้าน ‘สิ่งแวดล้อม’ กันอย่างไร

สุนทรพจน์ ของ Chief Seattle หัวหน้า เผ่าอินเดียนแดง บรรยายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ที่ประทับใจที่สุดเท่าที่เคยปรากฏ