จากหน้ากากป้องกันฝุ่น PM 2.5 สู่ ‘หน้ากากป้องกันไวรัสโคโรนา’ กับเรื่องจริงที่ต้องรู้ ‘ใส่หน้ากากอนามัย ป้องกันได้แค่ไหน’

72278

“ช่วงนี้มีแต่คนใส่หน้ากากเข้าหากัน” จากมุกตลกร้ายนี้ ตอนนี้กลายเป็นเรื่องที่ไม่ตลกเท่าไรแล้ว เมื่อหน้ากากอนามัยที่ผู้คนใส่เพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5 ต้องมีคุณสมบัติเพิ่มเป็น ‘หน้ากากป้องกันไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 (2019-nCoV)’ เชื้อที่ก่อโรคปอดอักเสบในเมืองอู่ฮั่น (Wuhan) มณฑลหูเป่ย (Hubei) สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่สามารถติดต่อจากคนสู่คน ทำให้ผู้ได้รับเชื้อเสียชีวิตได้ 

อัปเดต (ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563) : ประเทศไทยพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อไวรัสโรคโควิด-19 เพิ่มอีก 1 ราย เป็นชายวัย 25 ปี ซึ่งประกอบอาชีพไกด์นำเที่ยวและมีประวัติเดินทางกลับมาจากประเทศเกาหลีใต้ ตามการแถลงข่าวของกระทรวงสาธารณสุข โดยได้นำตัวเข้ารักษาที่สถาบันบำราศนราดูรแล้ว ทั้งนี้ จำนวนผู้ป่วยสะสมในไทยอยู่ที่ 41 ราย รักษาหายแล้ว 28 ราย ขณะที่อีก 13 ราย ยังคงอยู่ในความดูแลของแพทย์

ต่อมา ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 กระทรวงสาธารณสุข พบผู้ป่วยยืนยันโรคโควิด-19 เพิ่ม 1 ราย เป็นพนักงานขายที่ใกล้ชิดชาวต่างชาติ โดยเริ่มป่วย 24 กุมภาพันธ์ จึงมีผู้ป่วยยืนยันสะสม 42 ราย

Covid 19 29 กุมภาพันธ์


เราอยากให้คุณอ่านเรื่องนี้เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน

“เมื่อเวลา 16.00 น. นายแพทย์ขจรศักดิ์ แก้วจรัส รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ทั้งสิ้น 8 ราย (คนจีน 7 ราย คนไทย 1 ราย) หายกลับบ้านได้แล้ว 5 ราย อีก 3 ราย ยังอยู่ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมยืนยันว่า ทั้งหมดติดเชื้อจากต่างประเทศก่อนเดินทางมาประเทศไทย และยืนยันด้วยว่ายังไม่มีการระบาดหรือเกิดการติดเชื้อในประเทศไทย”

แต่อย่างไรก็ตาม “ป้องกันไว้ย่อมดีกว่าแก้” ชาวไทยส่วนใหญ่จึงตื่นตัว พยายามหา หน้ากากป้องกันไวรัสโคโรนามาสวมใส่ ซึ่งนี่เป็นแนวคิดที่ถูกต้องแล้ว ทว่า หน้ากากอนามัยแบบไหน ถึงจะป้องกันเจ้าไวรัสตัวนี้ได้ เรามีเทคนิคการเลือกมาบอกกัน

ทำความรู้จัก ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ตัวการก่อโรคปอดอักเสบ ร้ายแรงสะเทือนโลก

เชื่อว่าถึงตอนนี้หลายคนก็ยังไม่ทราบว่า เจ้าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ คือไวรัสประเภทไหน มีความร้ายแรงอย่างไร ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (Faculty of Medicine Siriraj Hospital) จึงได้จัดทำบทความเพื่อให้ความรู้เรื่องไวรัสสายพันธุ์นี้ไว้
ไวรัสโคโรนา เป็นไวรัสที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่มีสารพันธุกรรมเป็นอาร์เอ็นเอ และมีเปลือกหุ้มด้านนอกที่ประกอบด้วยโปรตีน คลุมด้วยกลุ่มคาร์โบไฮเดรตเป็นปุ่มๆ (spikes) ยื่นออกไปจากอนุภาคไวรัส เมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน จะเห็นเป็นเหมือนมงกุฎ (ภาษาลาติน corona แปลว่า crown หรือ มงกุฎ) ล้อมรอบ จึงเป็นที่มาของชื่อเชื้อไวรัสในกลุ่มนี้ ซึ่งมีสมาชิกอยู่หลากหลายสายพันธุ์

ไวรัสชนิดนี้ก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบ โดยเป็นเชื้อก่อโรคได้ทั้งในคนและสัตว์หลายชนิด เช่น สัตว์ปีก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (อย่างม้า วัว แมว สุนัข ค้างคาว กระต่าย หนู อูฐ และสัตว์ป่าอื่นๆ) และสัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู โดยไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ที่ก่อโรคในสัตว์ทั้งระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร ต่อมาก็แพร่สู่ร่างกายมนุษย์และก่อโรคในคนได้ หรือที่เรียกว่า Zoonotic Infection

ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้ก่อนเลือกซื้อ หน้ากากป้องกันไวรัสโคโรนา

แน่นอนว่า เรื่องการระบาดของโรคปอดอักเสบจากจีนเป็นที่สนใจขนาดนี้ เทรนด์แฮชแท็ก #ไวรัสโคโรนา ในทวิตเตอร์ ก็ย่อมแรงไปด้วยเช่นกัน
โดยหนึ่งในหลากหลายคำถามที่ชาวโซเชียลอยากรู้ คือ ประเด็นเรื่องการป้องกันตัวเองแบบง่ายๆ โดยเฉพาะหน้ากากแบบไหนที่จะใส่ป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนาได้บ้าง ในขณะที่หลายคนเริ่มเสาะแสวงหาหน้ากากอนามัยมาสวมใส่ กลับพบว่าบางรุ่นที่มีคุณสมบัติในการป้องกันเชื้อโรคนั้น เริ่มมีราคาแพงขึ้นและต้องสั่งซื้อทางออนไลน์
จากรายงานข่าวที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ไทยพีบีเอส ผู้ใช้ทวิตเตอร์ @payakapon_oom ระบุว่า #ไวรัสโคโรนา หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ (surgical mask) ที่ด้านหนึ่งเป็นสีเขียวหรือฟ้า กันน้ำได้ จะช่วยป้องกันการแพร่หรือรับเชื้อต่างๆ จากไวรัส/แบคทีเรีย ที่มากับละอองน้ำลาย น้ำมูก ซึ่งพุ่งกระจายออกมาในรัศมีวงกว้างเวลาไอ จาม

ด้าน นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช โพสต์เฟซบุ๊ก Rewat Wisutwet M.D. ว่า PM 2.5 มีขนาดเล็กมากเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ถ้าเทียบกับขนาดของเส้นผมคนก็จะเล็กกว่าประมาณ 25 เท่า ขณะที่ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ก็มีขนาดเล็กมากเช่นกัน เพราะฉะนั้น การสวมใส่หน้ากากอนามัยแบบธรรมดาจะไม่สามารถป้องกันไวรัสตัวนี้ได้
แต่อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจว่าในทางการแพทย์ระดับสากล การใส่หน้ากากอนามัย ไม่ใช่วิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัสได้ 100 เปอร์เซ็นต์ อ้างอิงตามคำสัมภาษณ์ที่ ดร.เดวิด แคร์ริงตัน จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยลอนดอน บอกกับ BBC ไว้ชัดเจนว่า

“หน้ากากอนามัยแบบธรรมดาที่คนทั่วไปใช้กันนั้น ไม่สามารถป้องกันเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรียที่แพร่อยู่ในอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนี่คือเหตุผลที่ใช้ที่อธิบายว่า ทำไม ‘เชื้อไวรัสส่วนใหญ่’ จึงถ่ายทอดสู่กันได้ เนื่องจากหน้ากากชนิดนี้หลวมเกินไป และไม่มีตัวกรองอากาศ อีกทั้งยังไม่มีการป้องกันที่ดวงตาด้วย หน้ากากอนามัยทั่วไปจึงแค่ช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อไวรัสจากการไอหรือจาม และติดเชื้อจากมือสู่ปากได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น”

ด้วยข้อด้อยของหน้ากากอนามัยที่ไม่สามารถป้องกันเชื้อไวรัสได้ 100 เปอร์เซ็นต์ นี้เอง ทำให้ ดร.คอทเนอร์ แบมฟอร์ด จากสถาบันเวลล์คัม-วูล์ฟสันเพื่อการทดลองทางการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยควีนส์ ในกรุงเบลฟาสต์ ไอร์แลนด์เหนือ ระบุว่า “การใช้มาตรการสุขอนามัยพื้นฐาน” เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากกว่า อย่างการปิดปากเมื่อไอจาม ล้างมือบ่อยๆ และงดเอามือที่ยังไม่ล้างไปสัมผัสปาก จะช่วยจำกัดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจได้

รู้ไว้ใช่ว่า หน้ากากอนามัยมีกี่ประเภท ช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการติดเชื้อไวรัสได้แค่ไหน อย่างไร? ไปดูกัน

จากบทความเรื่อง “หน้ากากอนามัย กันเชื้อโรคได้จริงหรือไม่” ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ pobpad.com ให้ความรู้เรื่องการเลือกใช้หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันเชื้อโรคไว้อย่างน่าสนใจว่า
“หน้ากากอนามัย คือ หน้ากากที่ใช้เพื่อช่วยป้องกันระบบทางเดินหายใจจากมลพิษ สารพิษ และเชื้อโรค ในหลายกรณี แพทย์มักแนะนำให้ใช้หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากเป็นวิธีการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัสจากคนสู่คนได้ หากรู้วิธีใช้ที่ถูกต้องก็จะช่วยให้การป้องกันนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น” 
วัสดุที่ใช้ทำหน้ากากอนามัย ผลิตขึ้นจากผ้าหรือพอลิโพรไพลีน ซึ่งเป็นพลาสติกชนิดหนึ่งที่มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้ โดยมาตรฐานแล้วหน้ากากจะต้องมีชั้นกรองอย่างน้อย 3 ชั้น เพื่อช่วยในการป้องกันเชื้อโรค มลพิษหรือของเหลวจากภายนอก และช่วยดูดซับสารคัดหลั่งหรือความชื้นที่มาจากผู้ใช้ ร่วมกับการป้องกันเชื้อโรคแพร่กระจายสู่ผู้อื่น
ดังนั้น ผู้เขียนบทความจึงยืนยันว่า ในช่วงที่มีเชื้อไวรัสระบาดนี้ จึงสมควรอย่างยิ่งที่ทุกคนต้องหาหน้ากากอนามัยมาใส่ เพราะวงการแพทย์ยืนยันและแนะนำให้คนทั่วไปใช้หน้ากากอนามัยเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรค เพื่อลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อระหว่างคนสู่คนได้ โดยมีการศึกษาแล้วว่า หน้ากากอนามัยนั้นช่วยกรองเชื้อโรคออกได้ถึง 80% ทว่า ก็ยังคงต้องมีการศึกษาพัฒนาเพิ่ม เพื่อประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น

Corona virus หน้ากากอนามัย

การใช้หน้ากากอนามัย เพื่อจุดประสงค์ในการป้องกันการแพร่กระจายและการติดเชื้อโรค จึงมีข้อจำกัด โดยผู้เขียนของเว็บไซต์ pobpad ได้จำแนกให้เห็นชัดเจน ดังนี้
  • ไม่สามารถป้องกันได้ 100%
หน้ากากอนามัยส่วนใหญ่มีประสิทธิภาพในการป้องกันเพียงประมาณ 80% ขึ้นอยู่กับคุณภาพของวัสดุ แต่หากเป็นหน้ากากอนามัยชนิด N95 ป้องกันได้ 95% ดังนั้น ผู้ใช้จึงยังอาจมีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อได้ 
  • ไม่สามารถป้องกันเชื้อโรคได้ทุกชนิด
แม้จะช่วยป้องกันเชื้อโรคได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่มีการทดสอบว่าสามารถป้องกันเชื้อโรคชนิดใดชนิดหนึ่งได้อย่างเจาะจง ดังนั้น หน้ากากอนามัยจึงไม่สามารถใช้เพื่อป้องกันโรคใดโรคหนึ่งโดยเฉพาะได้
  • ใช้ได้ครั้งเดียว
หน้ากากอนามัยเกือบทุกชนิดจะเป็นชนิดใช้แล้วทิ้ง ไม่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำหรือทำความสะอาดได้ เนื่องจากเมื่อใช้แล้วเชื้อโรคจะติดอยู่บนหน้ากากอนามัย หากใช้ซ้ำก็อาจทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้
  • ไม่มีผลวิจัยชัดเจนว่าช่วยป้องกันได้
แม้วงการแพทย์จะแนะนำให้ใช้หน้ากากอนามัยป้องกันมลพิษหรือการติดเชื้อโรคระบบทางเดินหายใจ แต่ยังไม่มีการศึกษาวิจัยที่ชัดเจนว่า หน้ากากอนามัยมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อโรคระบบทางเดินหายใจหรือมลพิษมากเพียงใด จึงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
โดยหน้ากากอนามัย ชนิดที่แพทย์แนะนำให้ใช้ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรค คือ หน้ากากอนามัยแบบ N95 เพราะมีคุณสมบัติช่วยป้องกันการเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กมากๆ ได้ และมีประสิทธิภาพในการป้องกันสูงกว่าหน้ากากอนามัยแบบทั่วไป เนื่องจากลักษณะของหน้ากากอนามัยชนิดนี้จะครอบลงไปที่บริเวณหน้าปากและจมูกอย่างมิดชิด ทำให้เชื้อไวรัสหรือสารปนเปื้อนไม่สามารถลอดผ่านได้
หน้ากากอนามัยชนิด N95 มักใช้ทั้งในวงการแพทย์ที่ต้องการความปลอดภัยจากการติดเชื้อสูง ได้แก่ การป้องกันเชื้อวัณโรค หรือเชื้อแอนแทร็กซ์ ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ อีกทั้งมักใช้ระหว่างการทำงาน เช่น การทำงานกับสารเคมีหรือการใช้สีที่อาจทำให้ได้กลิ่นไม่พึงประสงค์ ทว่า การใช้หน้ากากอนามัยแบบ N95 จะต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม เพราะขนาดและยี่ห้อที่แตกต่างกันอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการกรองอากาศได้
นอกจากนั้น วิธีการใส่หน้ากากอนามัยแบบ N95 ที่ถูกต้อง ย่อมมีส่วนช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อโรคได้ ซึ่งในบทความจาก Pobpad ยังแนะนำวิธีใส่หน้ากากที่ถูกต้องไว้ด้วย
  1. ถือหน้ากากอนามัยไว้ในอุ้งมือ แล้วครอบหน้ากากบริเวณปากและจมูก
  2. ดึงสายรัดของหน้ากากอนามัยที่อยู่ด้านล่างคล้องศีรษะ แล้วดึงลงไปบริเวณใต้ใบหู จากนั้นดึงสายรัดเส้นบนคล้องศีรษะให้อยู่บริเวณหลังศีรษะ แล้วบีบบริเวณเส้นลวดให้พอดีกับจมูก
  3. ตรวจสอบความเรียบร้อยว่าหน้ากากอนามัยแนบสนิทกับใบหน้าหรือไม่
  4. ทดสอบความพอดีของหน้ากากโดยใช้มือทั้งสองข้างทาบบริเวณหน้ากาก แล้วลองหายใจ หากหน้ากากพอดีกับใบหน้า เวลาหายใจเข้าหน้ากากจะยุบตัว หายใจออกหน้ากากจะพองตัวออก
นอกจากนี้ ผู้ใช้ควรเปลี่ยนหน้ากากอนามัยเมื่อรู้ว่าหน้ากากที่ใช้เปียกหรือโดนสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย น้ำมูก ไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำ และหลีกเลี่ยงการล้างทำความสะอาดหรือฆ่าเชื้อ อีกทั้งยังไม่ควรใช้หน้ากากอนามัยร่วมกับผู้อื่น และหลังจากเปลี่ยนหน้ากากอนามัย ควรนำหน้ากากที่ใช้แล้วใส่ถุงปิดให้มิดชิดก่อนทิ้ง หรือทิ้งในถังขยะติดเชื้อ และล้างมือทำความสะอาดเพื่อป้องกันการตกค้างของเชื้อโรค

ที่มา :


อัปเดตประเด็นสุขภาพ โรคที่ระบาดในระดับโลก เพื่อหาทางตั้งรับและป้องกันอย่างถูกวิธี

ตามติดมาตรการล้างบาง ‘ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่’ ในจีน จริงจังแค่ไหน ได้ผลเพียงใด ปรากฏการณ์ที่โลกต้องจับตา

‘โรคปอดอักเสบจากจีน’ น่ากลัวจริงไหม? ฟังคำตอบจากแพทย์ & วิธีดูแลสุขภาพให้ห่างไกลโรคร้าย

พืช 9 ชนิด ช่วยดูดสารพิษในอากาศ