เทรนด์พลังงานสะอาด มาแน่ ปตท. ประกาศแผนลงทุน ปฏิวัติการผลิตเชื้อเพลิง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

390

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นับว่าอยู่ในฐานะ บริษัทพลังงานแห่งชาติ จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดแผนกลยุทธ์ชัดเจนเพื่อวางทิศทางธุรกิจ และชี้เทรนด์การผลิตพลังงานของประเทศ โดยล่าสุด ชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แถลงแผนการลงทุน 5 ปี (2563-2567) ของปตท. และบริษัทที่ ปตท. ถือหุ้น 100% วงเงินรวม 180,814 ล้านบาท ซึ่งมีหลักใหญ่ใจความ มุ่งขับเคลื่อนการลงทุนตามวิสัยทัศน์สำคัญ คือ รักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ และเดินตาม เทรนด์พลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางธุรกิจพลังงานทั่วโลกที่มุ่งสู่การผลิตและการใช้เชื้อเพลิงที่สะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


เจาะแผนลงทุน ปตท. 5 ปี ต่อจากนี้ มุ่งผลิตเชื้อเพลิงตามเทรนด์พลังงานสะอาด

ชาญศิลป์ ซีอีโอใหญ่ ของ ปตท. ประกาศชัดเจนว่า งบลงทุนส่วนใหญ่ที่จะใช้ตลอดแผนการลงทุน 5 ปี (2563-2567) ของปตท. และบริษัทที่ ปตท.ถือหุ้น 100% จะขับเคลื่อนใน 3 ด้านหลัก คือ
หนึ่ง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ระบบขนส่งก๊าซฯ และระบบคลังรับ-จ่ายก๊าซ LNG เป็นหลัก
สอง ขยายการลงทุนในธุรกิจรีเทล ทั้งในส่วนของธุรกิจน้ำมันและธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (non oil) ออกไปสู่ภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ non oil อย่างร้านกาแฟ อเมซอน และสถานีบริการน้ำมันต่างๆ
สาม ต่อยอดอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไปสู่ “ปิโตรเคมีขั้นสูง” ซึ่งมีการลงทุนเป็นระดับแสนล้านบาทในประเทศไทย และอยู่ในกระบวนการก่อสร้าง อีก 2-3 ปี จะแล้วเสร็จ เพื่อทำให้น้ำมันที่ใช้ในการเดินทาง ท่องเที่ยว มีความสะอาดมากขึ้น ปล่อยมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง
“นอกเหนือจากการขับเคลื่อนใน 3 ด้านหลักที่กล่าวมานี้แล้ว ทาง ปตท.จะเดินหน้าการลงทุน ‘โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์’ ที่จะมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพ รวมถึงจะจัดตั้งโรงงานรีไซเคิล ขณะที่ไฟฟ้าที่ใช้ จะเน้นใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์เซลล์ โรงไฟฟ้าขยะ”

ขณะเดียวกัน ชาญศิลป์ยังแย้มถึงการลงทุนที่ ปตท. ตั้งใจจะไปบุกเบิกในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ด้วยว่า

“ปตท.ยังมองหา new s curve หรืออุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ๆ เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตตามทิศทางของโลกในอนาคต โดยเฉพาะการมองโอกาสขยายการลงทุนในธุรกิจโลจิสติกส์ ผ่านการเข้าร่วมประมูลโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 (ท่าเทียบเรือ F) ซึ่งหากได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ดำเนินการ ก็จะเห็นกิจการที่บริหารโดย ปตท. ในธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น”


ก้าวสู่ศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาคอาเซียน มุ่งสร้างฐานความมั่นคงทางพลังงาน 3 รูปแบบ

เป็นเวลากว่า 41 ปี มาแล้วที่ ปตท. มุ่งมั่นเดินบนเส้นทางเสริมสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจ และส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางผู้นำด้านพลังงานในภูมิภาคอาเซียน มาในวันนี้ ชาญศิลป์เผยแผนเดินต่อเพื่อสร้างฐานความมั่นคงทางพลังงานใน 3 รูปแบบ ประกอบด้วย
  • หนึ่ง น้ำมันเชื้อเพลิง

ดำเนินการจัดตั้งโรงกลั่นน้ำมันในภาคตะวันออก ที่สามารถผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงและส่งออกในแถบประเทศอินโดจีน ทั้งกัมพูชา สปป.ลาว เวียดนาม รวมถึงเมียนมา และจีนตอนใต้ โดยในปัจจุบัน คุณภาพน้ำมันก็สูงขึ้น มีการพัฒนาสู่ไบโอฟิว ทั้งการใช้เชื้อเพลิงเอทานอลและไบโอดีเซล

  • สอง ก๊าซธรรมชาติ และ LNG

ปตท. ได้ก่อสร้างท่อส่งก๊าซฯ ในทะเล 3 เส้น บนบกอีก 5 เส้น ระยะทางรวมกว่า 4,000 กิโลเมตร และได้รับมอบหมายจากภาครัฐให้เป็นผู้จัดหาและนำเข้า ก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG) มาเสริมความมั่นคง ทำให้มีการก่อสร้างคลังรับ-จ่าย LNG แห่งที่ 1 ขนาด 11.5 ล้านตันต่อปี และคลังแห่งที่ 2 ขนาด 7.5 ล้านตันต่อปี จะแล้วเสร็จใน 2 ปีข้างหน้า และอีก 4-5 ปี จะมีโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะ 3 (ช่วงที่ 1) เกิดขึ้น รองรับได้อีก 5-10 ล้านตันต่อปี 

ปตท. มีประสบการณ์ด้านการขนส่งก๊าซฯ มากว่า 30 ปี ปัจจุบันยังสามารถบรรทุกใส่รถขนส่งและเรือขนาดเล็ก เพื่อป้อน LNG ให้กับภาคอุตสาหกรรมที่อยู่นอกแนวท่อส่งก๊าซฯ ได้อีกด้วย

และนี่นับเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าขาย LNG ในภูมิภาค หรือ LNG HUB เพราะการขนส่งก๊าซฯ ไปยังประเทศเพื่อนบ้านต้องใช้ศักยภาพโครงสร้างพื้นที่ของไทยในการขนส่ง ซึ่ง ปตท.เองก็มีคลัง และมีประสบการณ์พร้อม
“การใช้ก๊าซฯ จะมีมากขึ้นตามความต้องการใช้ไฟฟ้า มีโรงงานอุตสาหกรรมเกิดมากขึ้นในประเทศแถบนี้ ตามการเติบโตของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจในประเทศรอบบ้านที่ยังมีจีดีพีขยายตัวในอัตราสูง” ซีอีโอ ปตท. เน้นย้ำ
ดังนั้น การขยายตลาดและบุกเบิกเส้นทางต่างๆ เพื่อเข้าไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านได้ กอปรกับอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เคยใช้พลังงานที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือพลังงานที่ต้นทุนอาจจะแพงกว่า ก็สามารถใช้ LNG นอกแนวท่อก๊าซฯ แทนได้ จึงนับเป็นโอกาสสำคัญของ ปตท.และประเทศไทย ที่กำลังจะเกิดขึ้น
  • สาม พลังงานหมุนเวียน
ปัจจุบัน ปตท. ทำความร่วมมือกับ สปป.ลาว ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ โดยมีการใช้ก๊าซฯ เป็นเชื้อเพลิง ร่วมกับใช้โซลาร์เซลล์ รวมถึงเป็นผู้นำด้านการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ ทั้งไบโอดีเซลและเอทานอลในระยะยาว
และ ปตท. ยังติดตามกระแสการพัฒนายานยนต์สมัยใหม่ ทั้ง รถไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งอาจเข้ามาแทนที่รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันในอนาคต เพราะเป็นการปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี หรือ disruptive technology โดยที่ผ่านมา  ได้เตรียมพร้อมด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เช่น สถานีอัดประจุไฟฟ้า แบตเตอรี่ ซึ่งกลุ่ม ปตท.มีแผนที่จะจัดตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ต้นแบบในประเทศไทย และคาดว่าจะประกาศความชัดเจนได้ในเร็วๆนี้

ที่มา : รายงานข่าว “ปตท. ตั้งเป้าแผนลงทุน 5 ปี เดินหน้าพัฒนาธุรกิจ สร้างความมั่นคง ดูแลสังคม เพื่ออนาคตของประเทศ” จากเว็บไซต์ pttplc.com


ตามติด ทิศทางอุตสาหกรรมด้านต่างๆ ผ่านการแสดงวิสัยทัศน์ขององค์กรระดับประเทศ

เอสซีจี แถลงผลประกอบการ เผยยุทธศาสตร์ใหม่ Solution & Services Provider แทนการเป็นผู้ผลิต

บทวิเคราะห์ Tesco Lotus กับประเด็นอำนาจเหนือตลาดของ 3 เจ้าสัว

‘เสียวหมี่’ (Xiaomi) ตั้งสำนักงานใหญ่ในไทยเขย่าโลก IoT