‘เสาวนีย์ ชำหว้า’ โชห่วย 4.0 ก้าวสู่ร้านค้าไร้เงินสด

1048

หลายคนบอกว่าเมื่อโมเดิร์นเทรดเข้ามา ร้านขายของชำสมัยดั้งเดิม หรือ โชห่วย ก็อยู่ลำบาก หลายร้านสู้ไม่ไหวต้องยอมปิดกิจการทิ้ง แต่ไม่ใช่ร้านนี้แน่นอน

รู้จัก ‘เสาวนีย์ ชำหว้า’ ณ ตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี

นอกจากการเข้ามาของโมเดิร์นเทรดจะไม่ส่งผลกระทบต่อกิจการแล้ว กิจการยังโตวันโตคืนด้วยการบริหารของ กชณถกล เชาว์เจริญ
ลองไปดูว่าเธอมีเคล็ดลับและกลยุทธ์ อย่างไร?

ร้านนี้เปิดมาตั้งแต่เมื่อไหร่?

ตั้งแต่ปี 2501 ไม่เรียกว่าเปิดแต่เป็นการไต่เต้าของคุณแม่ (เสาวนีย์ เชาว์เจริญ) คือคุณแม่เล่าให้ฟังว่าออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 12 มาช่วยเตี่ยขายน้ำแข็งไสแก้วละบาท ขายขนมครก มีชั้นขายของชั้นเดียวขายนมข้น กับโต๊ะเล็กๆ ขายผัก ขายปลาทู ขายหมู ตอนหลังบ้านที่อยู่ติดกันเสียชีวิต คุณพ่อ (สุรศักดิ์ เชาว์เจริญ) เลยขอซื้อที่ดินโดยกู้เงินมาซื้อ แล้วค่อยขยับขยายมาเรื่อยๆ เริ่มมีหน้าร้านทำแบบร้านขายของชำทั่วไปคือ มีเชือกห้อยถุงขนมต่างๆ หน้าร้าน

เป้าหมายตอนเด็กอยากเป็นอะไร?

อยากเป็นเภสัช เขียนคำว่าเภสัชติดเต็มฝาห้องเลยเป็นคนเรียนไม่เก่งแต่ขยัน มีความตั้งใจและมีครูดีช่วยแนะนำ ช่วยฝึกจนสอบติดมหาวิทยาลัยบูรพาเอกสาธารณสุข คณะสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพ ตอนแรกตั้งใจฝึกพยาบาลพอเจอผู้ป่วยเรียกเราเข้าไปช่วย หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม แบบว่ากลัวมากก็เลยคิดว่าเราไม่เหมาะแน่นอน จึงหันมาเรียนสาธารณสุขดูแลอนามัยพื้นฐานและสอบได้เกียรตินิยม

จบออกมาแล้วไปทำงานที่ไหน?

ได้งานโรงพยาบาลเอกชนในพัทยา เป็นเลขาวอร์ด หนูคิดว่าจะได้เงินเดือนแพงๆ เพราะความตั้งใจของหนูอยากหาเงินช่วยพ่อกับแม่ แต่ได้ 7 พันเท่าคนอื่น แถมอยู่ถึงพัทยา เลยกลับมาสมัครโรงงานในปราจีนบุรี เนื่องจากช่วงนั้นโรงงานกำลังบูม เงินเดือนสตาร์ทประมาณ 1 หมื่นบาท ตระเวนสมัครทุกโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม ในตำแหน่งพนักงานวุฒิปริญญาตรี ไม่มีโรงงานไหนรับ ส่วนใหญ่เขารับวุฒิ ม.6 จนมาได้งานที่อภัยภูเบศร เป็นพนักงานขายหน้าร้าน ก่อนถูกดึงตัวไปทำการตลาดต่างประเทศ เพราะเราเรียนภาษามาบ้าง เขาให้ไปงานนิทรรศการที่สิงคโปร์ ไปแล้วติดใจอยากไปอีก เลยไปซื้อหนังสือเกี่ยวกับทุนมาอ่าน สมัครทุนอินโดนีเซีย ปรากฏว่าได้ เป็นทุนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม 40 ประเทศ ได้ไปอยู่ 1 ปี พอกลับมาบอกแม่ว่าอยากเป็นแอร์โฮสเตส ไปเรียนคอร์สอบรมที่สีลม สมัครเจแปนแอร์ไลน์ กับกาตาร์แอร์เวย์ สอบผ่านรอบแรก แต่ตกสัมภาษณ์ ในขณะนั้นก็สมัครไปอเมริกาด้วย ไปเลี้ยงเด็ก ความคิดตอนนั้นคืออยากช่วยเหลือครอบครัว อยากซื้อรถใหม่ให้พ่อ เพราะรถพ่อเก่ามาก ต้องขับไปซื้อของที่ตลาดมาขาย จังหวะดีได้ไปอยู่กับโฮสต์แฟมิลีในครอบครัวที่ปาล์มบีช ฟลอริดา ได้เงินเดือน 150 เหรียญต่ออาทิตย์ กินอยู่กับเขา ช่วงมีเวลาว่างเขาก็อนุญาตให้ไปทำงานร้านอาหารไทยด้วย อยู่ 2 ปีเก็บเงินได้มากพอสมควรก็กลับบ้านซื้อรถให้พ่อ และเริ่มบริหารร้านโชห่วยต่อจากพ่อกับแม่ที่เริ่มแก่มากแล้ว

ช่วงแรกที่เข้ามาบริหาร เปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง?

เปลี่ยนโลเกชั่นก่อนเลย เริ่มปลูกต้นไม้ โดยเฉพาะไม้มงคล เพื่อคลายความร้อนเพิ่มความเป็นสิริมงคล เราตระหนักมากๆ ในเรื่องโลกร้อน ต่อไปมนุษย์เราจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม สิ่งที่หนูทำได้คือ ปลูกต้นไม้ระหว่างทางเดิน เพื่อสร้างร่มเงาและดึงดูดคนเข้าร้าน เมื่อเราย้ายทำเลไม่ได้ ก็ต้องสร้างทำเลเดิมให้ดี หนูคิดแบบนั้น หลังจากปรับปรุงโลเกชั่นแล้วก็มาทำเรื่องชั้นขายของ หลายคนอาจมองว่าเรื่องชั้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อลงมือทำจึงรู้ว่าการทำชั้นมีปัญหามาก เพราะเมื่อซื้อชั้นมาแล้ว ใส่ของเข้าไปจำนวนมาก ชั้นรับน้ำหนักไม่ไหว ปริหมดเลย ต้องปรับใหม่หมด จากนั้นเริ่มหาของเข้ามาเพิ่ม ไปเดินตลาด เลือกสินค้าใหม่ๆเข้ามา ในเวลานั้น 7-11 เข้ามาแล้วสักพักโลตัสเข้ามาอีกยอดขายก็ตกลงไป

แก้ปัญหายังไง?

อย่างแรกเลยคือเราไม่ได้มองว่าโมเดิร์นเทรดเป็นคู่แข่ง แต่เรามองเขาเป็นตัวอย่าง ถ้าไม่มีเขาเราก็ไม่รู้ว่าการปรับปรุงร้านให้ถูกใจลูกค้าต้องทำอย่างไร เดินเข้าไปดูว่าเขาขายอะไร ไม่ขายอะไร พอศึกษาบ่อยๆทำให้เราซึมซับและเห็นช่องว่าง เขาขายแก๊สไม่ได้ ขายเตาไม่ได้ ขายถ่านไม่ได้ เพราะพื้นที่มีจำกัด เขาต้องเลือกขายเฉพาะสินค้าที่ขายดีเท่านั้น แต่โชห่วยสร้างมานาน เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชุมชน เราจึงหาของที่เข้ากับชีวิตชุมชนมาเสริม เดินไปเห็นขนมโบราณในตลาด เช่น ขนมใบไม้ ขนมผิง ขนมโก๋ ก็ติดต่อมาขาย ขายดีมากเพราะราคาไม่แพง เด็กชอบกิน แม้กระทั่งผู้ใหญ่ก็ชอบเพราะกินแล้วทำให้คิดถึงบรรยากาศสมัยเป็นเด็ก นอกจากนี้เราคิดว่าถ้าจะแข่งขันกับโมเดิร์นเทรดต้องมีจุดขายมากกว่าเป็นร้านโดดๆ เห็นยูนิลีเวอร์มีโครงการร้านติดดาว ก็ทำเรื่องจนผ่านการอนมุติให้เป็นร้านติดดาว ไปบอกโค้กซึ่งช่วยเหลือเรามานานมากเพิ่มตู่แช่ โต๊ะนั่ง ส่งร้านเข้าสมัครโครงการแมคโคร รุ่นที่ 7 ได้รับรางวัลรองชนะเลิศได้เงินทุนมาพัฒนากิจการของร้านให้ดีขึ้น

คิดว่าจุดเด่นที่สุดของร้านคืออะไร?

ความชำนาญพื้นที่ รู้ว่าชาวบ้านอยากได้อะไร ก็หามาให้เขา ตอบสนองความต้องการของลูกค้า เรารู้กลุ่มตลาดของเรา เพราะหนูเติบโตจากที่นี่ อย่างสมัยก่อนหนูไปเห็น 7-11 รับจ่ายบิล อยากทำบ้างก็เลยบอกกับชาวบ้านว่าถ้าหมดรอบการจ่ายมาจ่ายกับหนูได้ เพราะถ้าเลยรอบการจ่าย 7-11 เขาจะไม่รับ เราก็อาศัยช่องว่างตรงนี้แทรกเข้าไป ตอนแรกมีลูกค้าแค่ 5 คน อาศัยความเชื่อใจจนลูกค้ามากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันเราขยายอีกโซนเป็นร้านขายยา โดยมีน้องสาว (อาสาฬา เชาว์เจริญ) ซึ่งจบเภสัชกร เป็นผู้ดูแล

ขายล็อตเตอรี่กับโทรศัพท์มือถือด้วย?

ล็อตเตอรี่นี่ขายมานานมาก ตั้งแต่รุ่นคุณแม่ ตอนนั้นใบละ 5 บาท เนื่องจากเราเคยลำบากยากจนมาก่อน พอเห็นโอกาส เห็นช่องทาง ก็พยายามวิ่งเข้าไปหา ปรับตามสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไป ถ้าไม่ปรับเราก็อยู่ไม่ได้ เมื่อหนูเข้าไปในกรุงเทพฯเห็นเขาขายโทรศัพท์รายได้ดี ก็ซื้อโทรศัพท์มาขายบ้าง เป็นของโนเกีย ไปซื้อที่มาบุญครอง 2 เครื่องปรากฏว่าขายได้เลยขายมาเรื่อยๆพอยุคหลังโทรศัพท์เป็นระบบสมาร์ทโฟนมีความซับซ้อนมากขึ้นใช้เวลาในการติดตั้งระบบมากก็เลยไม่ได้ขายยกเว้นลูกค้าอยากได้จริงๆ ก็จะดำเนินการให้

การทำร้านโชห่วยให้ประสบความสำเร็จต้องมีคุณสมบัติอย่างไร?

ต้องคิดและเชื่อก่อนว่าเราทำได้ ถ้าเรามองเห็นแต่ปัญหาแล้วไม่พัฒนาก็จะไม่มีทางไป ถ้าเราเห็นปัญหาและลองทำจะรู้ว่ามีทางเดินสำหรับเรา สินค้าไม่ได้มีแค่ที่เห็นในโลตัส หรือ 7-11 ความจริงสินค้ามีหลายชนิดที่โมเดิร์นเทรดไม่ได้ขายนอกจากโชห่วยจะปรับความคิดแล้วต้องพยายามหาความรู้อันไหนทำไม่เป็นก็ฝึกฝนพัฒนาสอบถามผู้รู้เช่นเซลล์เก่งๆเขาจะให้คำแนะนำที่ดีกับร้านค้าสินค้าแบบไหนวางแล้วขายดีแนะนำการร่วมสต็อกลดราคาดึงดูดลูกค้าเป็นต้น

ปัจจุบันโชห่วยจำนวนมากกำลังเจอปัญหา?

ไม่ใช่เฉพาะโชห่วยที่ประสบปัญหาบริษัทใหญ่ๆ อย่างวอลมาร์ทเขาก็มีปัญหาเหมือนกันด้วยความที่ใหญ่เกินไปพอออนไลน์เข้ามาทุกอย่างแพ้ความสะดวกหมดเลยคนมีเวลาน้อยลงเนื่องจากชีวิตเร่งรีบยิ่งใหญ่ยิ่งเจอปัญหาหนักในการจัดการค่าใช้จ่ายบริษัทใหญ่ๆจึงพยายามลดขนาดให้เล็กลงเพื่อความคล่องตัวขณะที่ร้านโชห่วยมีพื้นที่ของตัวเองอยู่แล้วไซซ์ของร้านอาจจะใหญ่กว่าโมเดิร์นเทรดด้วยซ้ำแค่ดูตัวอย่างความคิดของเขานำมาปรับใช้เท่านั้นเอง

โครงการของรัฐช่วยสนับสนุนอย่างไรบ้าง?

โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐช่วยให้เรามียอดขายเยอะขึ้นมาก ประกอบกับหนูโชคดีที่นำเครื่องรับบัตรมาติดตั้งตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยความที่เราสนใจข่าวสารความเคลื่อนไหวรอบตัว พอรัฐบาลมีโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็เขียนใบสมัครของตัวเอง ของครอบครัว แล้วก็เรียกเพื่อนบ้านไปสมัคร ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ว่าบัตรสวัสดิการเอาไปทำอะไรได้บ้าง  เข้าใจแค่ว่าคงเป็นบัตรใช้กดเงินที่รัฐมอบให้ เราอยากให้ชาวบ้านได้ เลยช่วยเขียนเอกสารให้เขาแทบจะทุกคน เขียนส่งไปก่อน ยังไม่รู้ว่ารูปแบบัตรเป็นอย่างไร ไม่ได้คิดเรื่องผลประโยชน์ คิดแค่ว่าจะช่วยชาวบ้าน โดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ พอรัฐบาลออกโครงการเครื่องรูดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (EDC) เราเอาเครื่องมาตั้งก็คิดแค่ว่าชาวบ้านจะได้มาใช้บริการที่ร้านเราไม่ต้องเดินทางไปไกลๆ

แสดงว่าเป็นคนชอบช่วยเหลือคนอื่น?                 

เรารู้สึกอยากช่วยชาวบ้านแค่นั้นเอง ถ้าเจอใครน่าสงสารสมองจะหลั่งสารอะไรไม่รู้ว่าต้องเข้าไปช่วย ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน บางทีไม่อยากยุ่งเลย แต่เมื่อสารมันหลั่งออกมาก็อยากช่วย  ซึ่งการช่วยคนไม่ใช่ว่าจะได้ดีตลอดนะบางครั้งช่วยแล้วถูกมองไม่ดีก็มีแต่ก็มีคนสอนว่าถ้าจะช่วยใครให้หยุดความรูสึกไว้ณตอนนั้นเหมือนเราให้เงินแล้วเขาเอาเงินไปกินเหล้าเราจะรู้สึกโกรธแต่เมื่อเราช่วยแล้วก็แล้วกันหยุดไว้แค่นั้นเขาจะเอาเงินไปทำอะไรก็ช่างเขาแล้วเวลาหนูช่วยใครจะช่วยจริงอย่างครั้งหนึ่งเคยช่วยคนที่มีปัญหาที่อยู่อาศัยก็พยายามติดต่อหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐภาคเอกชนจนกระทั่งมูลนิธิสว่างบำเพ็ญของปราจีนบุรีช่วยแชร์ขอความช่วยเหลือได้ลงข่าวในปราจีนเดลีคนก็มาช่วยเต็มเลยแต่ให้ช่วยเป็นวัสดุอุปกรณ์เท่านั้นไม่ให้เป็นเงินเพราะจะมีปัญหาในภายหลัง

ในอนาคตจะต้องปรับปรุงอะไรอีก?

หนูมองว่ารัฐบาลก็พยายามช่วยส่งเสริมพัฒนาร้านโชห่วยทั้งประเทศ เช่นโครงการชิมช้อปใช้ที่ใช้แอพพลิเคชั่นในการปักหมุดร้านค้าเพื่อที่คนได้ตามมาถูก ต่อไปอาจจะมีแอพพลิเคชั่นให้ร้านโชห่วยใช้ร่วมกัน ปัจจุบันยูนิลีเวอร์ก็เริ่มมีแอพพลิเคชั่นแล้ว เวลาสั่งของก็สั่งในแอพฯ มีสินค้าทุกตัวให้เลือก ต่อไปเราต้องเข้าสู่ระบบสังคมไร้เงินสด เราก็ต้องเตรียมพร้อมในการปรับตัว ตอบสนองคนในชุมชนให้มากที่สุดในเรื่องของสินค้าและบริการ

เป้าหมายของเสาวนีย์ ชำหว้า?

อยากปรับปรุงให้ทันสมัยเข้ากับสถานการณ์ตลอดเวลา ควบคู่กับการสร้างสรรค์ชุมชน พยายามสอนลูกค้าที่เป็นเด็กๆ ว่าคนรุ่นใหม่ไม่ต้องใช้ถุงพลาสติก หนูเคยคิดเล่นๆ ว่าถ้าหนูมีเงินจะซื้อตะกร้าติดหน้ารถให้กับทุกคนเลย เพราะหลายคนมักจะลืมถุงผ้า แต่ถ้ามีตะกร้าติดอยู่กับตัวรถยังไงก็ไม่ลืม เป็นตะกร้าที่มีฝาปิดแบบมิดชิด มีตัวล็อคปิดเปิดแต่เมื่อเราไม่มีเงินก็ได้แต่แนะนำกับลูกค้าโดยเฉพาะเด็กๆ ให้ตระหนักในเรื่องของโลกร้อนเพราะมันเกี่ยวกับชีวิตเราทุกคน