ฟังหูไว้หูเรื่อง ‘ไวรัสอู่ฮั่น’ ลดการใช้ ‘มโนศาสตร์’ แต่ให้ใช้ ‘ระบาดวิทยา’

1080

ผมเองก็เหมือนผู้อ่านทั่วไป แม้จะเป็นแพทย์ แต่พออ่านข่าวมากๆ เข้า ก็ชักจะหวั่นๆ หรือออกจะไขว้เขวไปเหมือนกัน เพราะมีทั้งข่าวจริง ข่าวเท็จ ข่าวจริงบ้างเท็จบ้าง ข่าวลวงบ้าง ข่าวเว่อร์บ้าง ดราม่าบ้าง…

ก็ต้องคอยกระตุกตัวเองให้กลับมา “ตั้งสติ” มาพินิจพิเคราะห์ข้อความข่าว ข้อเท็จจริง และหลักวิชาการทางการแพทย์ หลักคิด หลักการ (วิชา) และหลักปฏิบัติทางด้านเวชศาสตร์ป้องกัน (Preventive Medicine) ลดการใช้ “มโนศาสตร์” แต่ใช้ “ระบาดวิทยา” เป็นเครื่องมือสำคัญ
แต่สิ่งแรกคือ ต้องเตือนตัวเองให้ “รับรู้อย่างตื่นตัวแต่อย่ากลัวจนตื่นตูม” จึงเขียนเป็นบทกลอนไว้ว่า…
“รับรู้” ข่าวราวเรื่องด้วยเปรื่องปราด
“อย่าง” สามารถมองคิดไร้มิจฉา
“ตื่นตัว” ตามยามร้ายย่างกรายมา
“แต่” ปัญญายืนอยู่อย่างรู้ทัน
“อย่า” แต่งเติมเสริมต่อก่อวิตก
“กลัว” ตระหนกหน่ายเพลียพาเสียขวัญ
“จน” สติมิคงดำรงกัน
“ตื่นตูม” พลันผลีผลามผิดความจริง

หากพิจารณาจากหลักทางระบาดวิทยาการเกิดโรค จะเกิดได้จากปัจจัยหลัก 3 ตัว

  • ตัวเรา (Host)
  • ตัวเชื้อโรค (Agent) 
  • ตัวสิ่งแวดล้อม (Environment)

ต่อจากไวรัสโคโรนา 4 ตัวแรกที่วงการแพทย์รู้จักกันมานานแล้ว ตัวที่ 5 คือ ไวรัสโคโรนาซาร์ส (SARS CoV) ตัวที่ 6 คือ ไวรัสโคโรนาเมอร์ส (MERS CoV) และ ไวรัสอู่ฮั่น เป็นโคโรนาไวรัสก่อโรคทางเดินหายใจตัวใหม่ ซึ่งนับเป็นตัวที่ 7

ไข้หวัดโคโรนาพันธุ์ใหม่ 2019 (Novel Corona Virus 2019) จะเรียกว่า “วี 7 (CoV7)” เหมือนการ์ตูนไอ้มดแดงก็ได้ และมีโอกาสเกิดตัวใหม่ๆ ตามมาอีกในอนาคตได้ ในลักษณะโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน
เมื่อเป็นไวรัสตัวใหม่ พอเกิดโรคก็ถือว่าเป็น “โรคอุบัติใหม่” ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเชื้อโรคช่วงแรกก็จะไม่มากนัก ความรู้ก็จะได้เพิ่มเติมระหว่างการเกิดโรคและดูแลรักษาผู้ป่วย
ดังนั้น ข่าวแต่ละวันเกี่ยวกับตัวเชื้อโรคอาจเปลี่ยนแปลงไปได้ เช่น ระยะฟักตัว วิธีการติดต่อ ความรุนแรงของโรค เวลาอ่านข่าวจึงต้องดูวันที่ออกข่าวประกอบด้วย

วันเปลี่ยน ข้อเท็จจริงก็อาจเปลี่ยนได้

ระยะฟักตัวของโรคไวรัสอู่ฮั่น ช่วงแรกคาดว่าราวๆ 2-7 วัน แต่พอมีข้อมูลมากขึ้น จากการตรวจวิเคราะห์เชื้อในผู้ป่วยหรือผู้สัมผัส บางรายก็ยาวขึ้นเป็น 7-10 วัน ข้อมูลในช่วงหลังๆ จึงเป็น 2-14 วัน หรือ 7-14 วัน แต่ก็ไม่กระทบต่อการเฝ้าระวัง คัดกรองหรือกักกันที่กำหนดไว้ 14 วัน
ถามว่าระยะฟักตัวจะยาวนานกว่านี้ได้อีกไหม จากประสบการณ์ที่ผ่านมา โรคเฉียบพลัน (Acute) จะไม่เกิน 14 วัน ไม่ยาวนานเหมือนโรคติดเชื้อไวรัสเรื้อรังแบบเอดส์ และจากข้อมูลผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบว่า จะให้ผลลบ (ไม่มีเชื้อในตัวผู้ป่วยหรือผู้สัมผัส) ไม่เกิน 10 วัน
การติดต่อช่วงแรกเกิดจากสัตว์สู่คน แต่ช่วงถัดมาพบผู้ป่วยที่ติดต่อกันในบ้านในครัวเรือนเดียวกัน จึงสรุปได้ว่า ไวรัสอู่ฮั่น ติดจากคนสู่คนได้

วิธีการติดต่อ ไวรัสอู่ฮั่น ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจ ซึ่งโดยทั่วไปกลุ่มโรคทางเดินหายใจก็จะติดได้ 2 แบบคือ ทางลมหายใจ/ทางอากาศ (Air born) กับ ทางสัมผัสละอองฝอยน้ำมูก/น้ำลาย/เสมหะ/น้ำตาผู้ป่วย (droplets)
สองทางนี้ต่างกันที่ ขนาดของฝอยละออง คือ ถ้าติดเชื้อทางลมหายใจ (Air born) จะเกิดจากเชื้อโรคอยู่ในฝอยละอองขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอน จะเบาและฟุ้งในอากาศหรือลอยไปกับลมหายใจได้ไกลกว่า 6 ฟุต โรคที่ติดแบบนี้ เช่น วัณโรค หัด อีสุกอีใส
แต่ไวรัสอู่ฮั่น ฝังตัวอยู่ในละอองฝอยขนาดใหญ่กว่า 5 ไมครอน จึงหนักและไม่ฟุ้งกระจาย จะตกพื้นห่างจากแหล่งกำเนิดไม่เกิน 3 ฟุต เรียกว่า droplet การติดต่อจึงเกิดจากการสัมผัสมากกว่า การหายใจ ไอ จาม รดกันโดยตรง ลักษณะโรคที่ติดต่อได้แบบนี้นอกจากไวรัสอู่ฮั่น เช่น ไข้หวัดใหญ่ โรคซาร์ส โรคเมอร์ส อีโบลา ไข้หวัดนก

ธรรมชาติของไวรัส อยู่ด้วยตัวเองไม่ได้

ไวรัสต้องอาศัยเซลล์ของคนหรือสัตว์อยู่ เมื่ออยู่ข้างนอกร่างกายคนหรือสัตว์ มันจะบอบบางและอ่อนแอ แม้จะยังไม่มีข้อมูลเฉพาะตัวไวรัสอู่ฮั่นอย่างชัดเจนว่า อยู่รอดในสภาพภายนอกสิ่งมีชีวิตหรือในสภาพแวดล้อมนานเท่าใด แต่ข้อมูลเทียบเคียงและข้อมูลเบื้องต้น ไม่แตกต่างจากไวรัสไข้หวัดใหญ่มากนัก

กล่าวได้ว่า สภาพอากาศที่หนาวเย็น ไวรัสก็จะอยู่รอดได้นานขึ้น
แต่ถ้าอากาศร้อน แดดแรง เชื้อไวรัสในสิ่งแวดล้อมก็ตายเร็ว

เมื่อลักษณะการติดต่อเป็นแบบ droplet เราจึงเน้นย้ำให้ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และ ใส่หน้ากากอนามัยเมื่อเข้าไปอยู่ในที่ชุมชน ผู้คนหนาแน่นแออัดหรือเบียดเสียดกัน คนที่มีวิถีชีวิตทั่วไป ไม่เข้าไปพื้นที่เสี่ยงดังกล่าว จะไม่ใช้หน้ากากอนามัยก็ได้ แต่เรื่องล้างมือบ่อยๆ สำคัญมาก

เรื่องการใส่หน้ากากอนามัยสำหรับบุคคลทั่วไป ใช้ชีวิตทั่วๆ ไป ก็ใช้ “หน้ากากอนามัยที่เป็นผ้า” ได้ เพราะดักจับละอองฝอยน้ำมูกน้ำลายเสมหะที่ใหญ่กว่า 5 ไมครอนแบบ droplet ได้
คาดว่า อาจต้องทำหน้ากากผ้าใช้กันเอง เพราะสะดวก ซักได้ หาง่าย ไม่สิ้นเปลือง และสามารถทำใช้เองได้ ไม่ต้องกลัวใครฉวยโอกาสกักตุน หรือแย่งกันจนขาดตลาด
ส่วนหน้ากาก N95 เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องเข้าไปดูแลผู้ป่วย ผู้ติดเชื้อไวรัสอู่ฮั่นโดยตรง ซึ่งมีโอกาสสัมผัสเชื้อหรือมีโอกาสติดเชื้อมากกว่าคนทั่วไป

การทำลายเชื้อไวรัสก็คล้ายๆ ไข้หวัดใหญ่ สามารถทำลายเชื้อได้ด้วย คลอรีน แอลกอฮอล์ สบู่ ผงซักฟอก และไวรัสจะตายที่อุณหภูมิราว 60 องศาเซลเซียส ภายในเวลา 30 วินาที


เมื่อคนติดเชื้อไวรัสอู่ฮั่นแล้ว อาจเกิดได้ 4 รูปแบบ ดังนี้

1) ติดเชื้อแล้ว ต้านเชื้อได้ ไม่พบเชื้อในร่างกาย กลุ่มนี้จะไม่แพร่เชื้อและมีภูมิคุ้มกัน
2) ติดเชื้อแล้ว ต้องต่อสู้กันระยะหนึ่งกว่าจะเอาเชื้ออยู่ ไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำกันทั้งตัวคนและตัวเชื้อโรค แต่จะพบไวรัสในคน ไม่แสดงอาการ แต่สามารถแพร่เชื้อได้ระยะหนึ่งซึ่งไม่เกิน 14 วัน
3) ติดเชื้อแล้ว เกิดอาการไม่รุนแรง จะสามารถแพร่เชื้อได้แต่ไม่เกิน 14 วัน
4) ติดเชื้อแล้ว เกิดอาการรุนแรง มีภาวะแทรกซ้อน เกิดปอดบวมเล็กน้อยไปจนถึงระบบหายใจล้มเหลว ถ้าดูแลประคับประคองโดยใส่เครื่องช่วยหายใจ ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจหายหรือเสียชีวิตได้ แต่กลุ่มนี้ก็พบไม่มาก และที่เสียชีวิตก็น้อยกว่า 3%
ใครติดเชื้อแล้วจะเป็นแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับ สภาพร่างกาย และ ภูมิต้านทาน ของแต่ละคน แต่เด็ก คนชรา คนที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง มีภูมิคุ้มกันผิดปกติ หรือได้ยากดภูมิคุ้มกันจึงมีความเสี่ยงกว่าคนอื่นๆ
ทวนอีกครั้ง นอกจากกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือแล้ว ต้องใส่หน้ากากอนามัยเมื่อออกนอกบ้านไปทำกิจกรรมต่างๆ ด้วย

พบว่ามีโรคระบาดไวรัสอู่ฮั่นในไทย 19 รายแล้ว แต่ทำไมยังบอกว่า ไม่มีการระบาด?

เล่ายาวมาจนครบปัจจัยเกิดโรคแล้วนะครับ ทั้งตัวคน ตัวเชื้อโรค และตัวสิ่งแวดล้อม อยากจะอธิบายเกี่ยวกับโรคระบาด การระบาด ภาระโรค ที่จะช่วยไขความเข้าใจว่า พบโรคระบาดไวรัสอู่ฮั่นในไทยมากกว่า 14 ราย แต่ทำไมยังบอกว่า ไม่มีการระบาด?
ต้องบอกว่า ความรวดเร็วในการระบาดจนมีผู้ป่วย (Morbidity) มาก กับ ความรุนแรงของโรคระบาด (Severity) ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
แต่เป็นภาระ (Burden) แก่ผู้คน สังคม ประเทศชาติได้เหมือนกัน
โดยคำว่า “ติดมาก” กับ “ตายมาก” มีความหมายไม่เหมือนกัน
ไว้จะเล่าต่อโพสต์หน้านะครับ

 

 

เรื่อง : นพ.พิเชฐ บัญญัติ แพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์


โลกของเราผ่านสถานการณ์โรคระบาดอะไรมาบ้าง ติดตามได้ในบทความด้านล่างนี้

อู่ฮั่น ทุกข์ของจีนที่โลกต้องช่วยกันเยียวยา และการฝ่าโรคระบาดที่ผ่านมาของมนุษยชาติ

หรืออ่านเพิ่มเกี่ยวกับการเลือกใช้หน้ากากอนามัย

จากหน้ากากป้องกันฝุ่น PM 2.5 สู่ ‘หน้ากากป้องกันไวรัสโคโรนา’ กับเรื่องจริงที่ต้องรู้ ‘ใส่หน้ากากอนามัย ป้องกันได้แค่ไหน’