เปิดเส้นทางสายงานวิจัย ‘ไวรัสติดต่อจากสัตว์สู่คน’ ของ ‘ดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤกษาดี’ นักเทคนิคการแพทย์ไทย ผู้ค้นพบ ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ตัวจริง

918

ในนาทีนี้คงไม่มีกระแสข่าวไหนมาแรงเท่าข่าวเกี่ยวกับการระบาดของ ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่กำลังคร่าชีวิตประชากรจีนรายวัน ซึ่งจากอัปเดตล่าสุดจากสำนักข่าวซินหัวไทย รายงานประจำวันของคณะกรรมการฯ ระบุว่าผู้ป่วยทั้งหมดกระจายตัวอยู่ในภูมิภาคระดับมณฑล 31 แห่งของจีน ส่วนหนึ่งเป็นผู้ป่วยหนักขั้นวิกฤต 1,795 ราย ขณะจำนวนผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสนี้ อยู่ที่ 17,988 ราย ส่วนผู้ป่วยที่เสียชีวิตอยู่ที่ 259 ราย ทว่า ในข่าวร้ายที่เชื่อว่าทุกคนทั่วโลกภาวนาว่าอยากให้สิ้นสุดลง ก็มีข่าวน่าชื่นชมทางฝั่งการแพทย์ไทย โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาชื่อของ ‘ดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤกษาดี’ ได้รับการกล่าวขวัญถึงในรายงานข่าวจากทุกสำนัก

เพราะเธอคนนี้เป็นนักวิจัย ผู้ศึกษาไวรัสโคโรนาในค้างคาวมาเป็นเวลานาน โดยในครั้งนี้ได้ทุ่มเทการทำงานถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสจากเสมหะ และสิ่งคัดหลั่งในโพรงจมูกและคอหอยของผู้ป่วยจีนรายแรกในไทยได้สำเร็จ จนพบต้นตอลึกลับสาเหตุการป่วย
และในวันที่ 9 มกราคม 2563 ได้รายงานว่าโรคปอดอักเสบครั้งนี้เกิดจาก “เชื้อไวรัสตระกูลโคโรนา” ใน “ค้างคาว” ซึ่งไม่สามารถระบุสายพันธุ์ย่อยได้ แต่พบว่ามีความคล้ายคลึงกับเชื้อที่ก่อโรคซาร์ส เมื่อดูจากรหัสที่ถอดออกมา สายพันธุ์ใหม่นี้เหมือน “ไวรัสในค้างคาว” ซึ่งการค้นพบนี้ตรวจพบก่อนจีนเปิดเผยโรค 2 วัน
เมื่อค้นพบแล้ว ดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤกษาดี นักเทคนิคการแพทย์ไทย จึงส่งข้อมูลพันธุกรรมของเชื้อลงระบบข้อมูลพันธุกรรมชีวภาพสากล โดยเรียกไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบว่า “Bat SARS-like Coronavirus”
ด้วยคุณูปการที่ ดร.สุภาภรณ์และทีมวิจัยได้สร้างชื่อเสียงให้วงการแพทย์และวงการวิจัยไทย จึงควรค่าแก่การประกาศเกียรติคุณในห้วงเวลานี้

เปิดเส้นทางการศึกษา ไวรัสโคโรนาในค้างคาว ของ ดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤกษาดี กว่าทศวรรษ

เมื่อครั้งเกิดกระแสการระบาดของโรคไข้สมองอักเสบ ติดไวรัส นิปาห์ จากค้างคาวแม่ไก่ ช่วงปี 2552 ดร.สุภาภรณ์ ซึ่งเป็นนักวิชาการประจำศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโรค ไวรัสสัตว์สู่คน และอาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้สัมภาษณ์ เตือนภัยเรื่องไข้สมองอักเสบติดไวรัส นิปาห์ จากค้างคาวแม่ไก่ ในรายการ ๙ ร่วมใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน (18 ธันวาคม 2552)
และไม่ใช่แค่รายการเดียว แต่ชื่อของ ดร.สุภาภรณ์ ยังปรากฏตามสื่ออยู่เนืองๆ หากมีการพูดถึงหรือการวิจัยเรื่องไวรัสที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน หรือเกิดการระบาดของโรคไวรัส เช่นกันกับการระบาดครั้งนี้
ในครั้งที่เกิดโรคไข้สมองอักเสบติดไวรัส นิปาห์ จากค้างคาวแม่ไก่ ช่วงปี 2552 ดร.สุภาภรณ์ คือหนึ่งในทีมงานของ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ได้ร่วมศึกษาวิจัยเรื่อง “การศึกษาโรคสมองอักเสบอุบัติใหม่ที่เกิดจากไวรัสนิปาห์ในค้างคาวไทย” จากการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้แถลงในงานเสวนาทางวิชาการ “โลกร้อน โรคร้าย โรคติดต่อที่ต้องติดตาม” ว่ากลไกการแพร่เชื้อไวรัสนิปาห์จากค้างคาวอาจเกิดในฤดูกาลเช่นเดียวกับฤดูกาลระบาดในคน
ครั้งนั้นนับเป็นการค้นพบกลไกการแพร่เชื้อไวรัสในค้างคาวครั้งแรกของโลก ที่ยืนยันว่าเชื้อไวรัสนิปาห์แพร่กระจายจากเยี่ยวค้างคาวเฉพาะฤดูกาลเท่านั้น และประเทศไทยก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดของโรคไวรัสนิปาห์ได้ หากคนสัมผัสกับเยี่ยวหรือน้ำลายค้างคาวโดยตรง หรือสุกรได้รับเชื้อจากสิ่งคัดหลั่งของค้างคาวและแพร่มาสู่คน
ทั้งนี้ ดร.สุภาภรณ์ ให้ข้อมูลว่าการค้นพบฤดูกาลแพร่เชื้อจะเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถดำเนินมาตรการป้องกันการระบาดของโรคนี้ในประเทศไทยต่อไป
“ประชาชนไม่ควรบริโภคหรือชำแหละค้างคาว ไม่รับประทานผลไม้ที่มีรอยกัดแทะของค้างคาว และควรทัศนศึกษา ดูค้างคาวด้วยความระมัดระวังและดูในฤดูกาลที่ถูกต้อง โดยงดชมในช่วงเช้าเนื่องจาก ค้างคาวจะถ่ายมาก ฤดูกาลที่ควรระมัดระวังมากที่สุดคือ เมษายน-พฤษภาคม รวมทั้งเพิ่มการเฝ้าระวังสุกรในพื้นที่เสี่ยงที่มีแหล่งอาศัยของค้างคาว และสวนผลไม้ที่ค้างคาวไปกินเป็นอาหารในฤดูกาลแพร่เชื้อมาก” ดร.สุภาภรณ์กล่าวแนะนำวิธีการป้องกันดูแลสุขภาพในตอนนั้น
มาในครั้งนี้ ตอนแรก ค้างคาว ก็ถูกมองว่าเป็นสัตว์พาหะ สัตว์ต้นตอ โดยในประเด็นนี้ ดร.สุภาภรณ์ ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการโหนกระแส เมื่อวันที่ 28 มกราคม ทางช่อง 3 เมื่อผู้ดำเนินรายการถามถึงไวรัสมาจากค้างคาว โรคในสัตว์มาติดคนได้หรือ? และทำไมถึงมั่นใจว่าไวรัสโคโรนานี้มาจากค้างคาว? นักเทคนิคการแพทย์ตอบว่า

“จริงๆ โรคอุบัติใหม่มากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนอยู่แล้ว ไม่ว่า อีโบล่า เมอร์ส ซาร์ส ที่จัดอยู่ในโรคอุบัติใหม่ที่มีสัตว์เป็นแหล่งนำโรคทั้งสิ้น รวมทั้งพิษสุนัขบ้าก็เป็นโรคจากสัตว์สู่คน และมีค้างคาวเป็นต้นตอของเชื้อโรคเหล่านี้เช่นกัน จึงเป็นที่มาที่ไปว่า ทำไมทีมของเราต้องศึกษาเรื่องเชื้อไวรัสใหม่ๆ ในค้างคาว”
“สำหรับในการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ครั้งนี้ หากอ้างอิงจากข้อมูลงานวิจัยล่าสุดจากสถาบันไวรัสวิทยาของอู่ฮั่นที่พิมพ์เผยแพร่ในเว็บไซต์ พบว่าเชื้อที่พบในผู้ป่วยในอู่ฮั่นเหมือนกับเชื้อที่พบในค้างคาวที่เขากำลังศึกษาวิจัย 97 เปอร์เซ็นต์ จาก 3 หมื่นพันธุกรรม 96 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการติดต่อเราไม่รู้ว่ามาได้ไง อาจเป็นความเชื่อที่ผิดเรื่องเปิบพิศดาร ซึ่งถ้าต้มสุกด้วยความร้อน ไวรัสตายอยู่แล้ว แต่ถ้าปรุงไม่สุก ผู้ที่มีความเสี่ยงติดไวรัสมากที่สุด คือ คนชำแหละค้างคาว จับค้างคามาแล้วอาจโดนค้างคาวกัด หรือขณะพ่อครัว ถลกหนัง และไม่ได้ใส่ถุงมือก็อาจเพิ่มโอกาสติดเชื้อได้”
“ส่วนประเด็นที่บอกว่า ตัวพาหะจริงๆ น่าจะมาจากงูมากกว่า เรื่องนี้ ถ้ามาดูจากข้อมูลล่าสุดจากอู่ฮั่นเปิดเผยในข้อมูลวิชาการ พบว่าเหมือนค้างคาวมากกว่า 96 เปอร์เซ็นต์ ถ้างูกินค้างคาวแล้วคนกินงูก็ต้องพิสูจน์ต่อ แต่โดยหลักการ ค้างคาวกับคน เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหมือนกัน โอกาสที่เชื้อไวรัสจากค้างคาวมาสู่คนจึงมีมากกว่า แต่งูเป็นสัตว์เลื้อยคลาน โอกาสในการติดต่อข้ามสายพันธุ์น่าจะยาก นี่คือเหตุผลว่าทำไมค้างคาวถึงเป็นตัวสะสมโรคอุบัติใหม่เยอะแยะมากมาย”

ไทม์ไลน์นักเทคนิคการแพทย์ไทย ผู้ค้นพบ ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ตัวจริง

ดังที่เกริ่นมาข้างต้นแล้วว่า ดร.สุภาภรณ์ พบเชื้อไวรัสตัวนี้ก่อนจีน เพราะเมื่อเทียบระยะเวลาแล้ว จีนเปิดเผยว่าพบเชื้อไวรัสในอู่ฮั่น ในวันต่อมา หลังจากที่ทีมนักวิจัยไทยค้นพบ ซึ่งเป็นการนำผลมาเปรียบเทียบกันปรากฏว่าตรงกัน 100% ซึ่งหากวิเคราะห์เป็นไทม์ไลน์ พบว่า
8 ม.ค. 2563 ไทยพบนักเดินทางจากจีน ต้องสงสัยว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ สถาบันบำราศนราดูร ส่งตัวอย่างสารคัดหลั่งของผู้ต้องสงสัยนี้มาตรวจที่ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ ด้วยวิธี Viral Family PCR พบผลบวก Coronavirus แต่ยังระบุสายพันธุ์ไม่ได้
9 ม.ค. 2563 ทางทีมนักเทคนิคการแพทย์ได้นำเชื้อนี้ไปถอดรหัสพันธุกรรม สารพันธุกรรมนี้เป็นเชื้อไวรัสอยู่ในค้างคาว ได้ผล next generation sequenee พบว่าเหมือนกับ “Bat SARS-like Coronavirus” ประมาณ 82-90%
11 ม.ค. 2563 ทางการจีนประกาศว่าพบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่ป่วยด้วยโรคปอดอักเสบลึกลับ พร้อมระบุถึงอาการ รายละเอียดของเชื้อ ซึ่งพอทีมนักวิจัยไทยค้นพบ นำผลมาเปรียบเทียบกันปรากฏว่าตรงกันกับที่ทางทีมค้นพบ 100%

ถึงตอนนี้ การศึกษาวิจัยของ ดร.สุภาภรณ์ จึงยังให้เกิดคุณูปการไม่เพียงแค่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยเท่านั้น ทว่า ยังเป็นการสื่อสารไปยังสาธารณชนไทยให้รู้ทั่วกันว่า นักวิจัยและนักเทคนิคการแพทย์ไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก
จากรายงานข่าวของ www.thaitribune.org ระบุว่า เมื่อถามถึงมาตรการรับมือของบ้านเรา ว่าเหมาะสมมากน้อยเพียงใด นักเทคนิคการแพทย์หญิงกล่าวว่า “เรารับมือได้ดี เพราะมีทุกภาคส่วนช่วยเหลือกันอย่างเข้มแข็ง”
“ตอนนี้ประเทศไทยติด Top 10 ของการควบคุมและป้องกันโรค ซึ่งเรามีทั้งทีมระบาดวิทยาของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ที่เข้มแข็งมาก มีมาตรการรับมือแบบเชิงรุก แล้วก็มีการทำงานของห้องปฏิบัติการทั้งรัฐและภาคมหาวิทยาลัยที่ช่วยกัน เพื่อทำให้เกิดการวินิจฉัยที่รวดเร็ว”
“เพราะการวินิจฉัยที่รวดเร็วจะช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อได้ นอกจากนี้ จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องได้ทันเวลา ตอนนี้ประชาชนก็ป้องกันตัวเองก่อน ไม่ไปอยู่ในที่ชุมชนที่อาจจะติดเชื้อจากคนที่มีเชื้อ ล้างมือบ่อยๆ แล้วก็ทำร่างกายให้แข็งแรง ไม่ไปบริโภคสัตว์ป่าตัวพาหะของเชื้อไวรัสที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน ในเบื้องต้น หากทำได้ ย่อมป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อนี้ได้”

ที่มา :

เกาะติดสถานการณ์การระบาด ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ในทุกมุม เพื่อนำไปปรับใช้ป้องกันตนเองจากโรคร้ายนี้

จากหน้ากากป้องกันฝุ่น PM 2.5 สู่ ‘หน้ากากป้องกันไวรัสโคโรนา’ กับเรื่องจริงที่ต้องรู้ ‘ใส่หน้ากากอนามัย ป้องกันได้แค่ไหน’

ไวรัสโคโรน่า เครื่องมือใหม่ในทางภูมิรัฐศาสตร์โลก โกลาหลป่วนเศรษฐกิจ

ตลาดหัวหนาน…จุดกำเนิดไวรัสมฤตยูอู่ฮั่น