มากกว่าการแถลงแผนธุรกิจปี 2563 ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ชี้ทิศทางและโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ใน EEC

333

เป็นธรรมเนียมของหลายบริษัทอยู่แล้ว ที่จะเริ่มต้นปีด้วยการแถลงถึงความสำเร็จของการประกอบธุรกิจในปีที่ผ่านมา และถือโอกาสให้ผู้บริหารแสดงวิสัยทัศน์แผนธุรกิจในปีนั้นต่อสาธารณชนด้วย WHA Group หรือ ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ก็เช่นกัน ที่เลือกช่วงเวลาเดือนแรกของปีแถลงถึงแผนการสำคัญในการขยายธุรกิจต่อไปในปี 2563

โดย WHA Group อยู่ในฐานะกลุ่มบริษัทที่มุ่งมั่นพัฒนานิคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และพัฒนาการให้บริการ 4 ด้านหลัก คือ ด้านโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม ระบบสาธารณูปโภคและพลังงาน ตลอดจนดิจิทัลแพลตฟอร์ม ในพื้นที่ EEC เป็นหลัก

ยิ่งในปัจจุบันมีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ซึ่งได้ขยายไปแล้วถึง 9 แห่ง มีเนื้อที่รวมกันกว่า 35,074 ไร่ ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ในจังหวัดระยองและจังหวัดชลบุรีด้วย ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป จึงกำหนดจุดยืนของตนเองในการเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ให้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ EEC ด้วย
ในฐานะกลุ่มบริษัท ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมหลักดังที่กล่าวมา การจัดงานแถลงถึงแผนธุรกิจปี 2563 ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป เมื่อวันที่ 29 มกราคม ที่ผ่านมา ผู้เข้าฟังจึงได้ความรู้มากกว่าแค่การแถลงผลประกอบการธรรมดา ทว่า คณะผู้บริหารขององค์กรยังได้มาแชร์ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ด้วยเทคโนโลยีที่ไม่ละทิ้งการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี และสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดด้วย

ปี 2562 ปีแห่งการขยายธุรกิจ & พัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ในพื้นที่ EEC ของ ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป

“ในปี 2562 ที่ผ่านมา ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ต้อนรับลูกค้าใหม่ทั้งหมด 80 ราย และมีสัญญาซื้อที่ดินและเช่าโรงงานจำนวน 130 ฉบับ ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้ารวม 900 ราย จากสัญญารวมทั้งสิ้น 1,450 ฉบับ ซึ่งลูกค้าที่เป็นนักลงทุนนี้ส่วนใหญ่เป็นชาว จีน และ ไต้หวัน” จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัทดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เกริ่นถึงความสำเร็จของ ดับบลิวเอชเอ ในด้านการดึงดูดนักลงทุนเข้ามาขยายธุรกิจในนิคมอุตสาหกรรม

จากนั้น คุณจรีพรได้วิเคราะห์ภาพรวมของธุรกิจ ที่ผ่านมา ท่ามกลางมรสุมสงครามการค้าโลก สหรัฐ-จีน ในมุมบวก ว่า
“สถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ส่งผลให้เกิดกระแสการเคลื่อนย้ายการลงทุนของจีนมายังประเทศไทย ซึ่งตอนนี้คิดเป็นกว่า 1 ใน 3 ของการลงทุนจากต่างชาติทั้งหมด จากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน พบว่าจีนเป็นประเทศที่มาลงทุนในไทยเป็นอันดับ 1 แซงหน้าญี่ปุ่นไปแล้ว ส่งผลให้สามารถขายที่ดินให้กับกลุ่มลูกค้าจีนและไต้หวันได้ถึง 45 ราย คิดเป็นกว่าร้อยละ 60 ของยอดขายที่ดินของบริษัทในปีที่ผ่านมา”
ส่วนธุรกิจของบริษัทในประเทศ ในปี 2562 ก็มีอัตราการเติบโตที่น่าพอใจ โดยเฉพาะการขยายนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC
“ผลงานความสำเร็จในประเทศไทยที่ในปี 2562 ที่ผ่านมา เกิดขึ้นในพื้นที่ EEC เป็นหลัก อย่างการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ EEC คือ เราได้เปิดนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 3 (WHA ESIE 3) ขนาด 2,620 ไร่ ซึ่งถือเป็นนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ล่าสุดของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป โดยมีการลงนามความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรรายใหญ่ ด้านโลจิสติกส์ ด้านระบบสาธารณูปโภคและพลังงาน ดังนั้น ถึงตอนนี้ เรามี นิคมอุตสาหกรรมทั้งหมด 9 แห่ง อยู่ในพื้นที่ EEC และอีกหนึ่งแห่งอยู่ที่ประเทศเวียดนาม”

“ทั้งนี้ ยังได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ของกลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภค ได้แก่ ธุรกิจน้ำปราศจากแร่ธาตุ และการบำบัดน้ำเสียและปรับปรุงคุณภาพน้ำ การเปิดโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม ชลบุรี คลีน เอ็นเนอร์ยี่ ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรมแห่งแรกๆ ของประเทศไทย ที่จัดตั้งขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP กับบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) และสุเอซ กรุ๊ป”
“นอกจากนี้ ยังมีการลงนามในสัญญาระหว่าง WHAUP ดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาที่จอดรถ มีกำลังผลิตติดตั้งรวม 5 เมกะวัตต์ บนพื้นที่หลังคาลานจอดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย รวมพื้นที่ 31,000 ตารางเมตร ด้วย”

เจาะทิศทางกลยุทธ์แผนธุรกิจ ปี 2563 ของทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป

และในงานแถลงแผนธุรกิจ ปี 2563 ของ ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ในครั้งนี้ ทาง คุณจรีพร และซีอีโอ ผู้รับผิดชอบในแต่ละคลัสเตอร์การให้บริการของดับบลิวเอชเอ ยังร่วมกันสรุปถึงแผนธุรกิจสั้นๆ ซึ่งโฟกัสไปที่การนำเอาเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่เข้ามาใช้งานจริง ควบคู่ไปกับการพึ่งพาและผลิตพลังงานสะอาด อย่างพลังงานทดแทน ซึ่งส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณมลพิษที่เกิดขึ้นจากภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ ที่ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ EEC ด้วย
โดย ทิศทางกลยุทธ์แผนธุรกิจทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป มีดังนี้
  • ดับบลิวเอชเอ โลจิสติกส์ พร้อมแสวงหาโอกาสผนึกกำลังกับพันธมิตรในระยะยาว
มุ่งลงทุนในด้านอีคอมเมิร์ซ โดยจะเน้นไปที่สินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดมูลค่าสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมายต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ การแปรรูปอาหาร ตลอดจนการบิน โลจิสติกส์ และโรโบติกส์ นอกจากนี้ จะนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างคุณลักษณะใหม่ให้กับคลังสินค้าอัจฉริยะ และนอกเหนือจากพื้นที่คลังสินค้าที่มีอยู่ในประเทศไทยและในอินโดนีเซียแล้ว ดับบลิวเอชเอ โลจิสติกส์ ยังมองหาโอกาสการขยายธุรกิจเพิ่มเติมในเวียดนามด้วย

  • ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ (WHAID) ตอกย้ำตำแหน่งผู้นำ นิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ในไทย
นอกเหนือจากการวางแผนสร้างนิคมอุตสาหกรรมแห่งที่ 11 ของกลุ่ม (นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36) ในช่วงปลายปี 2563 และขยายนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเออีสเทิร์นซีบอร์ด 4 และพัฒนานิคมอุตสาหกรรมใหม่อีก 3 แห่งภายในปี 2566 แล้ว WHAID ยังได้พัฒนาแนวคิด “Smart Eco Industrial Estates” ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า
ตั้งแต่ระบบการติดตามออนไลน์ เพื่อมุ่งสู่การพัฒนา “ระบบขนส่งอัจฉริยะ” (Smart Mobility) ไปจนถึงการควบคุมจราจรและการใช้โดรนเพื่อสร้าง “ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ” (Smart Security) หรือระบบ FTTx และคลาวด์ เพื่อขับเคลื่อน “การสื่อสารอัจฉริยะ” (Smart Communication) พร้อมนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้กับระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ด้วย อาทิ การวัดมิเตอร์น้ำ สมาร์ทกริดและการวัดการใช้ไฟฟ้า
ส่วนในเวียดนาม ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จะพยายามเร่งยอดขายเพื่อดึงดูดนักลงทุนมายังเขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล โซน 1 – เหงะอาน หนึ่งในโครงการที่ได้มาตรฐานสูงสุดในพื้นที่ภาคกลางตอนเหนือ ของประเทศเวียดนาม ในขณะเดียวกันบริษัทจะพัฒนาพื้นที่ส่วนที่เหลือของเขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล โซน 1 – เหงะอาน เฟส 1 ทั้งนี้ยังอยู่ในระหว่างการขออนุมัติใบอนุญาตจากรัฐบาลเวียดนาม

  • ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) พัฒนาเทคโนโลยีบริหารจัดการน้ำรูปแบบใหม่ ด้วยนวัตกรรมโซลูชันพลังงาน
ด้านสาธารณูปโภค WHAUP จะขยายการให้บริการไปยังกลุ่มลูกค้านอกนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ ทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม และจะให้บริการโซลูชันทรัพยากรน้ำหลากหลายรูปแบบ ทั้งการบำบัดน้ำเสียและปรับปรุงคุณภาพน้ำ (Wastewater Reclamation) การผลิตน้ำที่ปราศจากแร่ธาตุ (Demineralized Water) และการนำน้ำทะเลมาผลิตเป็นน้ำจืด (Desalination)
ส่วนด้านการผลิตพลังงาน ดับบลิวเอชเอ มีแผนที่จะขยายธุรกิจด้วยการพัฒนาโซลูชันพลังงานหมุนเวียน หลังจากที่ได้เปิดบริษัท ชลบุรี คลีน เอ็นเนอร์ยี่ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรมไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 WHAUP จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา
พร้อมกันนี้ ทางบริษัทจะยังคงทำงานร่วมกับพันธมิตรระยะยาวในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหลัก อาทิ กัลฟ์ และด้านการส่งก๊าซธรรมชาติร่วมกับมิตซุย และโตเกียว แก๊ส อีกทั้งยังได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงาน รวมถึงดำเนินการด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ สมาร์ทไมโครกริด และการกักเก็บพลังงาน
  • ดับบลิวเอชเอ ดิจิทัล แพลตฟอร์ม ตั้งเป้าสนับสนุนการดำเนินงานทุกรูปแบบในทุกฮับของกลุ่ม
ช่วงปลายปี 2563 วางแผนจะติดตั้งไฟเบอร์ออฟติก (FTTx) ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนในนิคมอุตสาหกรรม 9 แห่ง จากทั้งหมด 10 แห่งในประเทศไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพการเชื่อมต่อด้านดิจิทัลภายในนิคมอุตสาหกรรมของ ดับบลิวเอชเอ ยิ่งไปกว่านั้น อาศัยจากฐานลูกค้าขนาดใหญ่ของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ดับบลิวเอชเอ ดิจิทัล แพลตฟอร์ม ซึ่งจะส่งผลดีกับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์อย่างแน่นอน

แชร์มุมมองจาก ซีอีโอหญิงเก่ง WHA Group ต่อ การพัฒนาโครงการ EEC 

และมุมมองของคุณจรีพร ต่อโครงการ EEC นั้น ก็ถือเป็นหนึ่งแบบอย่างของผู้บริหารที่พลิกโอกาสของการเกิด EEC ให้มาเป็นประโยชน์กับการทำธุรกิจของ ดับบลิวเอชเอ ได้อย่างน่าสนใจ
จรีพร จารุกรสกุล // www.eeco.or.th
“ลูกค้าประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ที่ตกลงลงทุนกับเรา เพราะการเกิดขึ้นของ EEC และอีกประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ เป็นอุตสาหกรรมที่จัดอยู่ใน S curves หรือ 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ผลลัพธ์นี้เป็นสิ่งยืนยันและตอบคำถามที่ผ่านมา ซึ่งหลายคนยังไม่แน่ใจว่า “EEC มีประโยชน์จริงหรือ” และ “ประเทศไทยมาถูกทิศทางแล้วหรือ?” “จะขับเคลื่อนประเทศโดยยึดเอาอุตสาหกรรมเป้าหมายทั้ง 12 ด้าน ได้จริงหรือ?””
“มาในปีนี้ เราจะเห็นภาพชัดกว่าปีที่แล้วอีก เพราะมีการพิสูจน์แล้วว่า โครงการ EEC มีส่วนช่วยส่งเสริมการลงทุนของประเทศ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติได้จริง อย่างที่กล่าวมา และโดยส่วนตัว ก็ยังคงยืนยันคำเดิมว่า “ถ้าเราไม่มีอีอีซี เราจะเหนื่อยหนักกว่านี้แน่นอน”
“จากที่ดิฉันเคยคุยกับนักลงทุนชาวต่างชาติ ได้บอกว่า ก่อนที่เราจะมี โครงการ EEC ประเทศไทยได้หลุดออกจากแผนที่การลงทุนของโลกไปแล้ว หลายชาติมองข้ามไทย และตกลงใจว่าจะไปลงทุนที่ประเทศเวียดนามแล้ว แต่พอเรามีโครงการ EEC ไทยก็กลับมาอยู่ในแผนที่การลงทุนของโลกอีกครั้ง”

“และด้วยการเดินหน้าลงทุน โดยภาครัฐและภาคเอกชน ในงบ 1.7 ล้านล้าน บาท ภายใน 5 ปี ก็คือ การขับเคลื่อน 5 โครงสร้างพื้นฐานในเขต EEC ทั้งเรื่อง รถไฟความเร็วสูง สนามบินและเมืองการบินอู่ตะเภา ท่าเรือมาบตาพุด ท่าเรือแหลมฉะบัง และสุดท้าย คือการลงนามร่วมกันระหว่างทาง บริษัท แอร์บัส และทางการบินไทย ที่คาดว่าจะต้องเสร็จสิ้นภายในปีนี้ ดันั้น จะเห็นว่า ทั้ง 5 โครงสร้างพื้นฐานหลัก ที่ขับเคลื่อน โครงการ EEC มีความคืบหน้าไปอย่างมาก ถ้าทั้ง 5 โครงการเสร็จเรียบร้อย โครงสร้าง Infrastructure ของประเทศไทยจะเปลี่ยนไปอย่างมาก เพราะในรอบทศวรรษที่ผ่านมา นอกจาก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แล้ว เราไม่มีโครงสร้างพื้นฐานอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาเลย”
“การขับเคลื่อน โครงสร้างพื้นฐาน ทั้ง 5 ด้านนี้ยังเป็นโมเดลในรูปแบบ PPP ที่เป็นการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน โดย ที่ผ่านมา ภาครัฐลงทุนแค่ไม่เกิน 20-30 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นเป็นการลงทุนของภาคเอกชนทั้งสิ้น”
“และอีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญที่เป็นเหมือน Key success ของการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC คือ การกำหนดสิทธิประโยชน์ หรือ Special Incentive ให้กับนักลงทุน ของ BOI ซึ่งมีผลทำให้นักลงทุนต่างชาติตกลงใจเข้ามาขยายธุรกิจ ปลูกสร้างโรงงานในพื้นที่ EEC เพิ่มขึ้นด้วย”

ที่มา : งานแถลงแผนธุรกิจ ปี 2563 WHA Group (29 มกราคม 2563)

ทิศทางการพัฒนาทุกด้าน เพื่อขับเคลื่อน โครงการ EEC ในปี 2563 จะเป็นอย่างไร คลิกอ่านต่อ

ฝาแฝดสนามบิน ‘อู่ตะเภา – สุวรรณภูมิ’ คือ ‘ฮาเนดะ – นาริตะ’ แห่งมหานครโตเกียว

เปิดตัว ‘EEC Automation Park’ ศูนย์พัฒนาบุคลากร หุ่นยนต์ & ระบบอัตโนมัติ ตอบโจทย์อุตฯเป้าหมาย ต้นแบบความร่วมมือ รัฐ-เอกชน-สถาบันการศึกษา

เจาะแผนโรดโชว์ ‘นโยบายการลงทุน ปี 63’ ดึงนักธุรกิจจาก จีน ฮ่องกง เกาหลี เน้นเจาะรายประเทศ เข้าถึงระดับมณฑล