สาลิกาคาบข่าว Vol.35/63

165

138 คนไทยจากอู่ฮั่นถึงสนามบินอู่ตะเภา สุขภาพแข็งแรง แต่ต้องกักกันตามมาตรฐาน

www.thaigov.go.th
เมื่อค่ำวันที่ 4 ..ที่สนามบินอู่ตะเภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่า คนไทยจากอู่ฮั่นเดินทางกลับมาทั้งหมด 138 คน ขอย้ำว่าทั้งหมดที่กลับมาจากอู่ฮั่น ไม่ใช่คนป่วย มีสุขภาพแข็งแรง แต่ที่ต้องกักกันเพราะเป็นไปตามมาตรฐานที่มีโรคระบาดร้ายแรงอยู่ โดยเจ้าหน้าที่จะพาขึ้นรถบัสของกองทัพเรือไปยังอาคารรับรอง กองเรือยุทธการ บริเวณอ่าวดงตาล ฐานทัพเรือสัตหีบ ทั้งนี้ มีคนไทยที่ไม่ได้กลับมาด้วย 2 ราย เนื่องจากมีไข้สูงเกินเกณฑ์ 37.3 คือวัดได้ 37.4 กับ 37.5 เลยต้องให้อยู่ที่อู่ฮั่นอีก 14 วัน โดยมีเจ้าหน้าที่สถานทูตไทยคอยดูแลอำนวยความสะดวก ส่วนอีก 1 คนวีซ่าขาดเกิน 7 เดือน ซึ่งเจ้าหน้าที่ไทยจะเข้าไปช่วยดำเนินการเพื่อให้ได้กลับไวที่สุด

บริษัทญี่ปุ่น 23% สนใจลงทุนอีอีซี หวั่นศก.โลกทำกำลังซื้อคนไทยซบเซา

นายอัทสึชิ ทาเคทานิ ประธานคณะวิจัยเศรษฐกิจ หอการค้าญี่ปุ่นกรุงเทพฯ (เจซีซี) เปิดเผยผลสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย ประจำครึ่งปีหลัง 2562 ที่มีการทำสำรวจบริษัทญี่ปุ่นในไทย 1,750 ราย ช่วงวันที่ 1 พฤศจิกายนถึง 3 ธันวาคม 2562 ว่า ดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ (diffusion Index:DI) ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบสภาพธุรกิจช่วง 6 เดือนกับระยะ 6 เดือนก่อนหน้าและเทียบสภาพธุรกิจปรับตัวดีขึ้นกับสภาพธุรกิจปรับตัวแย่ลง พบว่า ค่าดีไอครึ่งปีหลัง 2562 ดีขึ้นจากครึ่งปีแรก 2562 แต่ยังมีค่าติดลบ 18 จากที่ค่าติดลบ 38 เนื่องจากความกังวลต่อผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐและจีน(เทรดวอร์)ผ่อนคลายลง และค่าบาทอ่อนค่าลง คาดว่าปีนี้บาทอยู่ที่ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลต่อปัจจัยลบในเรื่องการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรเพิ่มขึ้น และอุปสงค์ภายในประเทศไทยซบเซา ซึ่งก่อนหน้านี้อยู่อันดับ10 ขึ้นมาอยู่เป็นอันดับ 3 สะท้อนว่าเอกชนกังวลมากขึ้นต่ออุปสงค์ในประเทศไทยตกต่ำ เป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยต้องเร่งดูแล สำหรับข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย คือ 53% กังวลในเรื่องสาธารณูปโภค อยากให้รัฐบาลเร่งลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สร้างสภาพแวดล้อมทางกานลงทุน ซึ่ง 23% ระบุว่าสนใจที่จะลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) นอกจากนี้อยากให้รัฐบาลสนับสนุนด้านสิทธิพิเศษทางภาษี อำนวยความสะดวกในด้านนำเข้าและส่งออก และลดปัญหาขาดแคลนแรงงานระดับวิศวกร รวมถึงการสันบสนุนด้านพัฒนาและวิจัย

ครม.ไฟเขียว 4 มาตรการภาษีลดผลกระทบธุรกิจท่องเที่ยว

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการการเงินการคลัง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจการท่องเที่ยวปี 2563 จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่และความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกประเทศที่เกิดจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ สำหรับมาตรการด้านภาษี ประกอบด้วย 1.การขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร ภ... 90 และ ภ... 91 ซึ่งจะต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีภายในเดือนมีนาคมของปี 2563 ให้ขยายกำหนดเวลาดังกล่าวออกไปเป็นภายในเดือนมิถุนายนของปี 2563 2.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหักรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้จัดขึ้นให้แก่ลูกจ้าง หรือรายจ่ายที่ได้จ่ายให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เพื่อการอบรมสัมมนาภายในประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 เป็น 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง 3.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงกิจการโรงแรม ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรมหักรายจ่ายสำหรับเงินได้เท่ากับรายจ่ายที่ได้จ่ายเพื่อการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 เป็นจำนวน 1.5 เท่า ของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง และ 4.มาตรการลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินไอพ่น (น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินฯ) ปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบินฯ ที่นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเที่ยวบินในประเทศ จากเดิม 4.726 บาทต่อลิตร เหลือ 0.20 บาทต่อลิตร ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563

ประมูล 5G คึกคัก จับตาคลื่น 2600 MHz ชิงพื้นที่อีอีซี

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวภายหลังที่ 5 บริษัท ได้ยื่นเอกสารการประมูล 5G ในวันนี้ (4 .. 2563) ได้แก่ บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด, บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน), บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด, บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) โดยจะตรวจสอบเอกสารพร้อมนำชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติการประมูลให้ที่ประชุมคณะกรรมการกสทช.ในวันที่ 12 .. 2563 ลงมติและจะประกาศผู้ผ่านคุณสมบัติทันทีในวันเดียวกัน เพื่อประมูลย่านความถี่ 700 MHz, 1800 MHz, 2600 MHz และ 26 GHz โดยเฉพาะคลื่น 2600 MHz คาดว่าจะมีการแข่งขันดุเดือดเพราะทุกค่ายต่างสนใจ เนื่องจากประสิทธิภาพในการทำ 5G ได้ทันทีต้องมีคลื่นนี้ 60 MHz ขึ้นไป แต่จะมีเพียง 2 หรือ 3 รายเท่านั้นที่จะได้ใบอนุญาต โดยน่าจะมีคนได้ใบอนุญาต 2 แบบ คือ ชนะ 2 ราย คือประมูลได้ 10 ใบอนุญาต กับ 9 ใบอนุญาต หรือ ชนะ 3 ราย คือ ได้ใบอนุญาต 6,6 และ 7 ใบอนุญาต งานนี้ต้องมีการประมูลเพื่อไล่คู่แข่งออกไปให้เหลือเพียงเท่านี้ จับตาว่าอาจมีการประมูลข้ามวันก็เป็นไปได้ โดยผู้ชนะการประมูลจะต้องขยายโครงข่ายให้ครอบคลุม 50% ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ภายใน 1ปี และครอบคลุม 50% ของประชากรใน Smart city ภายใน 4 ปี คาดว่าจะมีการลงทุนโครงข่ายทั้งระบบในปีนี้อยู่ที่ 1.3 แสนล้านบาท

ไวรัสพ่นพิษฉุดสินค้าส่งออกไทยไปจีน Q1 วูบ 2 พันล้าน ผักผลไม้หนักสุด

นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ประเมินว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา จะส่งกระทบกับการส่งออกสินค้าไทยไปจีนในไตรมาสแรกของปี 2563 ประมาณ 2,000 ล้านบาท เนื่องจากสินค้าสำคัญ ได้แก่ ผัก ผลไม้สด ซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะประเทศจีนเป็นประเทศที่ไทยส่งออกสินค้าเกษตรมากที่สุด ทำให้เมื่อไม่สามารถส่งออกสินค้าเกษตรเข้าไปในจีนได้ เพราะจีนปิดประเทศ เพื่อควบคุมโรคระบาดดังกล่าว สินค้าเกษตรไทยก็จะได้รับผลกระทบมากที่สุด หากเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ว่าจีนจะสามารถควบคุมโรคระบาดได้ภายหลังวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ จะมีการเร่งนำเข้าสินค้าจำนวนมากจากประเทศไทย เพื่อนำไปผลิตสินค้าต่างๆ เพื่อการบริโภคของจีน ส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยนั้นจะอยู่ที่ 1.17 แสนล้านบาทหรือกระทบต่อจีดีพีให้ลดลง 0.67% หากควบคุมโรคให้ได้ภายใน 3 เดือน ขณะที่ความเสียหายต่อภาคการท่องเที่ยวของไทยประเมินว่าหากยาวไปจนถึง 3 เดือน มูลค่าความเสียหายอยู่ที่ 6-7.5 แสนล้านบาท และทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวหายไปไม่ต่ำกว่า 1.89 ล้านคน

นักเคลื่อนไหวชาวอังกฤษติดวันหมดอายุพลาสติกสร้างตระหนักมลพิษชวนนำกลับมารีไซเคิล

The stickers show the horrifying impact plastic has on the planet (Photo: Gagandeep Jhuti and Joe Foale-Groves)
เว็บไซต์ environman รายงานสองหนุ่มชาวอังกฤษติดฉลากวันหมดอายุพลาสติกบนบรรจุภัณฑ์พลาสติกในซุปเปอร์มาร์เก็ต เนื่องจากบรรจุภัณฑ์พลาสติกส่วนใหญ่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง แต่ใช้เวลาย่อยสลายนาน 10-1,000 ปี ขยะส่วนน้อยเท่านั้นที่ถูกนำมารีไซเคิล ขยะส่วนใหญ่ถูกนำไปฝังกลบ ตกค้างแวดล้อม ทำร้ายสัตว์ กลายเป็นไมโครพลาสติกย้อนกลับมาหามนุษย์เอง สองหนุ่มอังกฤษ Joe Foale-Groves และ Gagandeep Jhuti จึงคิดค้นฉลากวันหมดอายุพลาสติก เอามาแปะตามบรรจุภัณฑ์พลาสติกใช้แล้วทิ้ง เพื่อที่จะให้ผู้บริโภคตระหนักถึงผลกระทบระยะยาวที่พลาสติกมีต่อสิ่งแวดล้อมของเรา และหันมาใช้ซ้ำหรือรีไซเคิลสินค้ามากขึ้น เพื่อสร้างขยะให้น้อยลง โดยมีระบุวันที่ชัดเจน เช่นพลาสติกจะหมดอายุในปี 2499” หรืออีกเกือบ 500 ปี และอีกหนึ่งข้อความระบุว่ารีไซเคิลฉัน(ฉลาก)ได้ ฉันจะไม่ไปจบที่ใต้ทะเล

จีนเผยอัตราป่วยตายจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ลดเหลือ 2.1%

โรงพยาบาลหั่วเสินซาน ไวรัสโคโรนา อู่ฮั่น
สำนักข่าวซินหัวรายงาน คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีน (NHC) เปิดเผยเมื่อวันอังคาร (4 ..) ว่าอัตราป่วยตาย (CFR) ของผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่บนจีนแผ่นดินใหญ่ปรับลดลงอยู่ที่ร้อยละ 2.1 เจียวหยาฮุ้ย เจ้าหน้าที่คณะกรรมการฯ แถลงข่าวประจำวันเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสฯ ว่าอัตราป่วยตายยังคงอยู่ในระดับทรงตัว หลังจากเริ่มต้นด้วยอัตราร้อยละ 2.3 ในระยะแรกของการแพร่ระบาด ทั้งนี้ อัตราป่วยตายคำนวณด้วยการหารจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิตกับจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อไวรัสฯ คณะกรรมการฯ เผยว่าจำนวนผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจากไวรัสฯ ที่ได้รับการยืนยันผลบนจีนแผ่นดินใหญ่รวมอยู่ที่ 20,438 ราย และผู้ป่วยที่เสียชีวิตรวมอยู่ที่ 425 ราย เมื่อนับถึงสิ้นวันจันทร์ที่ผ่านมา (3 ..) จีนกำลังพยายามอย่างหนัก เพื่อยกระดับการรับผู้ป่วย อัตราการรอดชีวิต รวมถึงลดการติดเชื้อและอัตราการเสียชีวิต สำหรับอัตราป่วยตายในมณฑลหูเป่ยทางตอนกลางของจีนอยู่ที่ร้อยละ 3.1 เนื่องจากผู้ป่วยที่เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในหูเป่ย ครองสัดส่วนร้อยละ 97 หรือ 414 รายจากผู้ป่วยที่เสียชีวิตทั้งหมด ส่วนอัตราป่วยตายนอกเมืองอู่ฮั่นอยู่ที่เพียงร้อยละ 0.16 เท่านั้น โดยเจียวกล่าวว่าด้วยอัตราการเสียชีวิตระดับค่อนข้างต่ำในภูมิภาคอื่นๆ ทำให้เรายังคงมั่นใจ ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก