เมื่อฝันร้ายจากไวรัสโคโรนายังไม่ผ่านพ้น จีนจะโกออน ‘China 5.0’ ได้ไหม ฟังชัดๆ จาก ‘ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร’

567

เมื่อวันนี้ ฝันร้ายจากการระบาดของโรคปอดอักเสบครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ชาติจีนแผ่นดินใหญ่ ยังไม่ผ่านพ้นไป เช่นนี้แล้ว แผนการขับเคลื่อนแดนมังกรไปสู่ ‘China 5.0’ รวมถึงโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศในอีกหลายโปรเจ็กต์จะต้องหยุดชะงักไปด้วยหรือไม่ ? ต่อคำถามนี้ เราได้คำตอบแล้ว หลังจากได้ฟัง เสวนา China 5.0 วัฒนธรรมจีนกับการพัฒนาเทคโนโลยี” ที่ได้คว้าตัว ‘ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร’ ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ไทย-จีน มาเป็นวิทยากร โดยงานเสวนานี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “Playfessional ชอบทางไหนต้องไปให้สุด” สถาบันเพื่อพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการและบุคลากรแห่งอนาคต (DPU X) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.)

ทั้งนี้ เมื่อเอ่ยชื่อ ‘ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร’ เชื่อเหลือเกินว่าคอคอนเทนต์จีนจะต้องรู้จัก เพราะ ดร.อาร์ม ผู้นี้ เป็นผู้เขียนหนังสือ ‘China 5.0 สีจิ้นผิง เศรษฐกิจยุคใหม่ และแผนการใหญ่ AI’ ซึ่งติดอันดับหนังสือขายดีในร้านหนังสือชั้นนำของไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา
วันนี้ นักคิด นักเขียนรุ่นใหม่ท่านนี้ จะได้มาแชร์ความรู้ให้กับเหล่านักศึกษาและผู้สนใจ เพื่อชี้ให้เห็นถึงแนวทางที่ทำให้ประเทศจีนพัฒนาอย่างก้าวกระโดดทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยี  รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลให้วัฒนธรรมจีนเอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยี จนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับที่ 2 ของโลก ซึ่งแนวคิดหลายอย่างจากแดนมังกรสามารถพิสูจน์ได้ว่า วิธีคิดหรือสูตรสำเร็จจากประเทศตะวันตกไม่สามารถนำมาใช้ได้อีกต่อไป

และแม้จะเกิดวิกฤตการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งอาจมีผลทำให้แผนการเดินหน้าไปสู่ China 5.0 แบบเต็มสูบ ได้รับผลกระทบและชะงักไปบ้าง ทว่า หากได้ฟังบทวิเคราะห์จากมุมมองของ ดร.อาร์ม ก็จะได้คำตอบเองว่า จีนจะก้าวข้ามผ่านอุปสรรคครั้งใหญ่นี้ไปได้ด้วย DNA ที่อยู่ในสายเลือดได้อย่างไร

จีน กับ DNA เฉพาะตัว ก้าวข้ามทุกอุปสรรค ขับเคลื่อนทุกความสำเร็จ

หากพูดถึง วัฒนธรรมของคนในชาติ หรือ DNA ที่ซ่อนอยู่ในตัวชาวจีนที่ชัดเจน ดร.อาร์ม ชี้ว่า คือความเป็นนักสู้ เดินหน้าชนทุกอุปสรรค ซึ่ง DNA ยิ่งปรากฏเด่นชัด เมื่อมีการประกาศนโยบาย China 5.0 ขึ้นมา
“China 5.0 ว่ากันด้วยเรื่องของ เทคโนโลยีที่สร้างอยู่บนฐานดิจิทัล ยกตัวอย่าง เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ หรือ IoT ที่จะเนรมิตให้ เครื่องใช้ไฟฟ้า อัจฉริยะขึ้น มนุษย์สามารถสั่งการณ์พูดคุยกับสิ่งของเหล่านี้ได้ และที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ สัญญาณ 5G ที่จีนมุ่งจะเปิดใช้ให้ได้ภายในปีนี้ ซึ่งจะเร็วกว่าสัญญาณ 4G เป็นสิบเท่า”
“ที่เกริ่นมานี้ คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ในประเทศจีน แต่ขอย้อนไปพูดถึง ประวัติศาสตร์การพัฒนาเทคโนโลยีของจีน เพื่อที่จะทำให้ทุกคนเข้าใจความก้าวหน้าของจีน ที่กลายเป็นผู้นำเทคโนโลยีในโลกตะวันออกก่อน”

“ตั้งแต่ในยุคโบราณ จีน ได้สร้างปริศนาข้อหนึ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับชาวตะวันตก นั่นคือ การบัญญัติแนวคิดเรื่อง สี่ยอดสิ่งประดิษฐ์ (Four Great Inventions) หรือ “จตุรประดิษฐ์” (四大发明)ได้แก่ เข็มทิศ (指南针zhǐ nán zhēn)ดินปืน (火药huǒ yào )กระดาษ (造纸术zào zhǐ shù)และ แท่นพิมพ์ (印刷术yìn shuā shù)

ดินปืน คือ พื้นฐาน เทคโนโลยีการทหาร เข็มทิศ คือพื้นฐานของความก้าวหน้าของเครื่องมือที่ใช้ในการสำรวจ ขณะที่ กระดาษและแท่นพิมพ์ คือพื้นฐานและจุดเริ่มต้นของการจดจารความรู้เป็นลายลักษณ์อักษร”
“แต่ความด้อยของทางจีน เกิดขึ้น เมื่อมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม โลกตะวันตกมีอุตสาหกรรม แต่ตอนนั้น จีน ยังไม่เกิดการปฏฺวัติอุตสาหกรรม นักคิดในโลกตะวันตกที่ศึกษาศาสตร์ทางโลกตะวันออก ก็พยายามศึกษาและขบคิดว่า ทำไมชาติมหาอำนาจทางโลกตะวันออกอย่างจีน จึงไม่เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม คำตอบที่ได้ คือ การศึกษาของจีนตอนนั้น เป็นการเรียนจากตำราขงจื่อ เน้นไปที่การเรียนกาพย์ กลอน แต่จีนไม่ได้มีความคิดพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์อยู่เลยในขณะนั้น”
“ต่อมา ชาวจีน จึงปรับตัว และให้ความสำคัญกับการเรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มาก เพราะนี่เป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมในเกาะอังกฤษ ดังนั้นตั้งแต่ปลายสมัยราชวงศ์ชิง ตั้งแต่จีนแพ้สงครามอังกฤษ จึงมีความคิดหนึ่งขึ้น ที่ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมสมัยใหม่ของจีน คือ ความคิดว่าประเทศต้องยกระดับทางเทคโนโลยี โดยผูกความคิดชาตินิยมเข้ากับแนวคิดการพัฒนาด้านเทคโนโลยี เมื่อแนวคิดนี้ตกตะกอน จีนก็เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนที่มโหฬารมาก”
นอกจากนั้น ผู้นำจีนตอนนั้น เหมา เจ๋อตุง ก็ให้ความสำคัญมากกับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่มาสำเร็จในสมัยเปิดประเทศ สมัย เติ้ง เสี่ยวผิง ดร.อาร์มเล่าปูพื้นประวัติศาสตร์ เพิ่มเติม

“จากนั้นผู้นำคนต่อๆ มา ก็ให้ความสำคัญกับการก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐาน เพื่อปูทางให้จีนก้าวสู่ผู้นำทางด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ทั้ง ท่าเรือ ถนนหนทาง สนามบิน พอมาถึงยุค สี จิ้นผิง บอกว่า ผู้นำยุคนี้ ต้องเป็น ผู้นำ 5.0 ต้องยกระดับประเทศด้วยเทคโนโลยีไปอีกขั้นหนึ่ง เพราะตอนนี้ จีนไม่สามารถจะเน้นเฉพาะ ปริมาณ เหมือนเดิมได้แล้ว แต่จีนต้องเน้นที่คุณภาพด้วย”

จาก China 5.0 สู่ Made in China 2025 ยกระดับสินค้าสู่ความอินเตอร์

ดร.อาร์ม หยิบยกประเด็นน่าสนใจมาแชร์ต่อว่า “ภายในปี 2025 เมื่อคนพูดถึงสินค้า เมดอินไชน่า จะไม่ได้คิดถึงของราคาถูก คุณภาพด้อย เหมือนภาพเดิมๆที่เคยเป็นมาอีกแล้ว โดยแคมเปญ Made in China 2025 กำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 อุตสาหกรรม ที่รัฐบาลจีนระบุว่าจะส่งเสริมและพัฒนาให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของชาวโลกให้ได้”

“ยกตัวอย่าง อุตสาหกรรมรถยนต์และพลังงานสะอาด โดยจีนประกาศว่า ภายใน 10 ปี รถยนต์ที่ใช้น้ำมัน จะไม่มีวิ่งบนท้องถนนเมืองจีนอีกแล้ว และจีนยังได้วางแผน AI 2030 เพื่อสื่อสารกับโลกว่า ภายในปี 2030 จีนจะเป็นผู้นำโลก ในด้าน AI และนี่ก็เป็นหนึ่งในชนวนที่ทำให้เกิดการขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจทางการค้าของโลกตะวันตกและโลกตะวันออก เพราะเกิดปรากฏารณ์ที่ พี่เบิ้ม อย่างสหรัฐ ที่เป็นเบอร์หนึ่ง มีพี่เบิ้มฝั่งโลกตะวันออกที่เป็นเบอร์สอง มาหายใจรดต้นคอ”
“จากเหตุการณ์นี้ ทำให้หลายคนสรุปว่า Trade war ที่ใครๆรับรู้กัน ไม่น่าจะใช่แล้ว เพราะเมื่อพิจารณาดีๆ สงครามครั้งนี้คือ Tech War ต่างหาก และที่มหาอำนาจทางโลกตะวันตก ต้องกลัวคือ จีน มี DNA ของความสำเร็จ ที่ชัดเจน ซึ่งชาวโลกก็เห็นประจักษ์แล้วด้วย”

‘AI 2030’ ฝันไกล ไปถึงได้จริงไหม ฟังจาก ‘ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร’ และจะรู้คำตอบเอง

ดังนั้น เมื่อพูดถึง ความสำเร็จของจีนยุคใหม่ หรือเทียบได้ว่า เป็น Sputnik Moment หรือ ช่วงเวลาแห่งสปุตนิก ของจีน หรือช่วงเวลาแห่งการตื่นรู้และช่วงชิงทำอะไรสักอย่าง ให้เกิดความสำเร็จแบบโลกต้องจำ
สำหรับจีน ช่วงเวลาในทำนองนี้ เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม ปี 2016 เมื่อ AlphaGo โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เอาชนะแชมป์โกะโลก Lee Sedol แถมเป็นการชนะแบบขาดลอยถึง 3 นัดรวด ปรากฏการณ์นี้ช็อคคนทั้งโลก ไม่ใช่แค่ชาวจีนที่รับชมแมตซ์นี้ผ่านทางการถ่ายทอดสดอยู่เกือบ 130 ล้านคน เท่านั้น เพราะเป็นที่รู้กันว่า โกะ เป็นเกมการแข่งขันทีต้องใช้สมองมนุษย์ในการวางกลยุทธ์การเดินหมาก ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ ณ วันนั้น โปรแกรมคอมพิวเตอร์สามารถเอาชนะผู้เล่นที่เป็นมนุษย์ได้เสียแล้ว
“ปรากฏการณ์ที่กล่าวมานี้เอง นับเป็นการประกาศชัยชนะไปกลายๆแล้ว สำหรับแคมเปญ AI 2030 ของจีน ซึ่งจีนมองว่า AI นี่เองจะมาเป็น Key Success ที่มาเปลี่ยนโฉมหน้าจีน ให้เป็นผู้นำทางเทคโนโลยี สมศักดิ์ศรี China 5.0 ได้ในที่สุด”
“ที่ผ่านมาในการประชุมพรรคคอมนิวนิสต์ ของชาติจีน ที่มี สี จิ้นผิง เป็นประธาน มีการประชุมกันในเรื่อง AI ด้วย และได้พูดสุนทรพจน์สำคัญ ชี้ทิศทางการพัฒนาจีนโดยอาศัย AI เป็นเครื่องมือว่า “AI จะตอบทุกโจทย์ความท้าทายของจีน”

เพราะ ดร.อาร์ม ชี้ว่า เมื่อพูดถึง AI ในประเทศอื่นมักได้รับการพูดถึงในมิติเดียว คือ เรื่องของเทคโนโลยี แต่สำหรับ AI ในจีน เกี่ยวข้องกับทั้ง เศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของ เศรษฐกิจ AI มีส่วนเข้ามาตอบโจทย์ปัญหาของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่ตอนนี้กำลังอยู่ในภาวะของการขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากการดำเนิน นโยบายลูกคนเดียว มาเป็นเวลานาน ทำให้โครงสร้างประชากรจีนบิดเบี้ยว ประชากรวัยแรงงานของจีนกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว และได้กลายเป็น สังคมผู้สูงอายุ แบบเต็มตัวไปแล้ว ทั้งๆที่ยังจัดอยู่ในประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่มีฐานะยากจนอยู่
“อย่างไรก็ตามด้วยความเชื่อมั่นว่า อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีจะช่วยให้ประเทศมั่นคงและประชากรมั่งคั่ง ด้วยเหตุนี้ จึงมีการปรับเอา AI มาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมในจีนอย่างแพร่หลาย โดยในตอนนี้ โรงงานในจีนไม่น้อยที่เป็น Full Automation หรือ ใช้ระบบออโตเมชันทั้งโรงงาน ไม่มีการใช้แรงงานมนุษย์เลย AI จึงอยู่ในฐานะ เทคโนโลยีที่มาเปลี่ยนโฉมหน้าภาคการผลิตในจีน เป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความทันสมัยให้กับอุตสาหกรรมจีนอย่างแท้จริง”

ข้อมูล Data มหาศาล คือ ขุมทรัพย์ ส่งจีนเป็นมหาอำนาจตัวจริง

ดร.อาร์ม ย้ำว่าเขาไม่ปฏิเสธความจริงที่ บรรดานักคิด นวัตกร ชื่อก้องโลก อยู่ในฝั่งประเทศตะวันตกเสียเป็นส่วนใหญ่ และด้วยนักคิด นักประดิษฐ์เหล่านี้เอง ที่คิดค้น นวัตกรรม เทคโนโลยี ทำให้ชาติตะวันตกมีการพัฒนาประเทศ จนได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างทุกวันนี้
ทว่า เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว หลายคนถามเขาว่า แล้วจีนจะมีเครื่องมือวิเศษอะไรที่จะทำให้การพัฒนาประเทศของตนเองเทียบเท่าทางโลกตะวันตกได้ในเวลาไม่นาน ต่อข้อสงสัยนี้ จีนได้ไขข้อข้องใจของชาวโลกแล้วด้วยอัตราการพัฒนาเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดแบบเห็นประจักษ์และเครื่องมือทรงพลัง นั่นคือ Data หรือฐานข้อมูลมหาศาล นั่นเอง

“ปริมาณข้อมูลมหาศาล นี่เอง ที่จีนเชื่อมั่นว่าจะใช้เป็นเครื่องมือพลิกเกมได้ เทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นตัวตั้งต้นให้ จีน สามารถเก็บปริมาณข้อมูลมหาศาลได้ คือ Deep Learning Machine แล้วมาผนวกกับทักษะการนำมาประยุกต์ใช้ หรือ Implementation ซึ่งชาวจีนมีความโดดเด่น ก็ยิ่งทำให้จีนพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดด เป็น มหาอำนาจทางเทคโนโลยีอย่างทุกวันนี้ได้”

“และปัจจัยที่ทำให้จีนก้าวสู่มหาอำนาจผู้ครอบครองข้อมูลมหาศาลก็มาจากการที่จีน เป็นชาติที่ก้าวสู่การเป็นชาติที่ใช้ Mobile Internet เต็มรูปแบบ มีแค่สมาร์ทโฟนเครื่องเดียวก็เชื่อมอินเทอร์เนตได้แล้ว วันนี้คนจีนทุกคนมีสมาร์ทโฟน เข้าถึงอินเทอร์เนต ทุกคนใช้ Mobile Payment ก้าวสู่สังคมไร้เงินสดเต็มตัว”
“เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้อมูลดิจิทัลจึงไม่ใช่แค่ข้อมูลในอินเทอร์เนต ยกตัวอย่าง อาลีบาบา ของจีน ไม่ได้มีข้อมูลแค่ของคนที่ซื้อของออนไลน์ผ่านอาลีบาบาเท่านั้น แต่เขายังมีข้อมูลของคนที่ใช้อาลีเพย์ ไม่ใช่แค่ผู้ซื้อ แต่ข้อมูลของห้างร้าน ที่เป็นโลกออฟไลน์ในเมืองจีน อาลีบาบาก็มีข้อมูลทั้งหมด ดังนั้น การที่อาลีบาบามีกำไรมหาศาล ไม่ใช่เพราะการทำอีคอมเมิร์ชแต่เป็นเพราะเขาเป็นผู้ครอบครองข้อมูลมหาศาลของผู้บริโภคชาวจีนแทบทั้งประเทศมากกว่า”
“ที่ผ่านมาจีนใช้เวลาเข้าสู่สังคมไร้เงินสดเต็มรูปแบบ 4 ปี ขณะที่ สหรัฐ ใช้เวลา 14 ปี นี่บ่งชี้ว่า สิ่งที่น่าเกรงขามที่สุดของจีน คือเรื่องของ ความเร็ว ในทุกเรื่อง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีของจีนไปแบบติดจรวด”
“และด้วยทัศนคติของชาวจีน ต่อเทคโนโลยีใหม่ๆอย่าง AI จีนมอง AI ในแง่บวก ไม่ได้มองในแง่ลบเลย ทั้งในเรื่องความกังวลว่า AI จะมาแทนการทำงานของมนุษย์ ทำให้มนุษย์ตกงาน ไปจนถึงความปลอดภัยในข้อมูลส่วนตัว ที่ AI จะได้ไป ความคิดลบเหล่านี้ ไม่มีอยู่ในหัวคนจีนเลย ชาวจีนทุกคนยินดีต้อนรับการมาของยุค 5.0 เพราะทุกคนมองว่า เทคโนโลยี คือคำตอบที่จะมาตอบโจทย์ความท้าทายในการพัฒนาประเทศของจีนนั่นเอง”
ในตอนท้ายของการบรรยาย ดร.อาร์ม ยังถอดรหัสแนวคิดวัฒนธรรม 4 อย่าง ที่จีนนำมาใช้เพื่อพัฒนาประเทศ ซึ่งได้แก่
  1. วัฒนธรรมความคิดแบบหยินหยาง คือ ในขาวมีดำ เช่น การใช้กลไกลตลาดควบคู่กลไกลรัฐ ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและระบบการปกครองภายใต้เอกลักษณ์จีน ทำให้มีการพัฒนาแบบก้าวกระโดด
  2. วัฒนธรรมการพัฒนาและเรียนรู้อยู่เสมอ ยกตัวอย่าง Start Up ในจีน ส่วนใหญ่เริ่มจากการศึกษาต้นแบบ (จากสหรัฐฯ)  เกิดการ Inspired สู่การ Innovate จนเกิดเป็นนวัตกรรมของตนเอง
  3. วัฒนธรรมด้านการแข่งขัน มีการแข่งขันสูงทุกด้านทำให้เกิดการตื่นตัวอยู่เสมอ
  4. วัฒนธรรมด้านการทดลอง เช่น การทดลองเปิดเมืองเศรษฐกิจพิเศษ (เมืองเซินเจิ้น) จนประสบความสำเร็จ
ดังนั้น ด้วยความโดดเด่นทั้งด้านแนวคิด ทักษะการปรับและประยุกต์ของชาวจีน การลงมือทำจริงของผู้นำและชาวจีนทุกคน การเปิดรับเทคโนโลยี ในฐานะเครื่องมือที่จะช่วยให้เกิดการพัฒนาประเทศแบบก้าวกระโดด เหล่านี้ จึงเป็นเหมือนคำตอบว่า ทันทีที่เมฆหมอกดำมืดเรื่องไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ผ่านพ้นไป มังกรแห่งโลกตะวันออกตัวนี้ จะลุกขึ้นผงาด ครองตำแหน่ง มหาอำนาจแห่งโลกตะวันออกได้อีกครั้งอย่างสง่างาม

ไม่ว่าจะเกิดอุปสรรคด้านไหน จีน ยังคงผงาดในฐานะ ผู้นำเทคโนโลยีแห่งโลกตะวันออกได้อย่างไร ไปเรียนรู้เพิ่มเติมกัน

“ภูมิรัฐศาสตร์” หลบไป “ดารารัฐศาสตร์” Flagship ใหม่ นำ “จีน” สู่ “มหาอำนาจหมายเลข 1”

ทางออกของสินค้าไทยในตลาดจีน วันที่ ‘สงครามการค้า สหรัฐฯ vs. จีน’ ยังคุกรุ่น

ถ้าจีนมุ่งเป็น ‘ผู้นำด้าน AI’ แสดงว่าสถาบันการศึกษาในจีนต้องเจ๋งด้วยสิ!