ชี้ ‘อุตสาหกรรมไบโอดีเซล 2020’ มีแนวโน้มสดใส ปัจจัยหนุนมาจากมาตรการ ‘น้ำมันดีเซล B10’

293

บ่อยครั้งที่ “ปัญหา” นำมาซึ่ง “ปัญญา” และทางออกที่ดี สัจธรรมนี้ใช้ได้เสมอ แม้แต่กับวิกฤตผลผลิตการเกษตรล้นตลาดจากปัญหาอุปทานน้ำมันปาล์มล้นตลาดในช่วงปี 2018-2019 ภาครัฐจึงออกมาผลักดันนโยบายส่งเสริมเพิ่มการใช้ไบโอดีเซล (B100) ที่ผลิตมาจากน้ำมันปาล์มดิบเพื่อกระตุ้น ‘อุตสาหกรรมไบโอดีเซล 2020’ โดยภาครัฐประกาศให้ปรับเพิ่มอัตราผสมของน้ำมันดีเซลเกรดพื้นฐานจาก B7 เป็น B10 และให้น้ำมันดีเซล B7 และ B20 เป็นน้ำมันเกรดทางเลือก

ดังนั้น การเกิดขึ้นของมาตรการน้ำมันดีเซล B10 นี้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อ อุตสาหกรรมไบโอดีเซล 2020 ซึ่ง SCB Intelligence Center หรืออีไอซี คาดการณ์ว่าจะทำให้ปริมาณการใช้ไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 6.0-6.1 ล้านลิตรต่อวัน แต่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสัดส่วนการใช้น้ำมันดีเซล B7, B10 และ B20

ไขกุญแจ หาคำตอบ ทำไมถึงยกให้ ‘น้ำมันดีเซล B10 B20’ เป็นฮีโร่ของ ‘อุตสาหกรรมไบโอดีเซล 2020’

สืบเนื่องจากมาตรการที่ภาครัฐเลือกใช้ นับเป็นความตั้งใจออกนโยบายเร่งอัตราการใช้นํ้ามันปาล์ม ดูดซับสต็อกที่ล้นตลาด ด้วยการเพิ่มปริมาณการใช้ไบโอดีเซลผ่านการเพิ่มอัตราผสมไบโอดีเซลในนํ้ามันดีเซล ในปี 2019 ที่ผ่านมา

โดยภาครัฐตัดสินใจประกาศเพิ่มประเภทนํ้ามันดีเซลหมุนเร็วอีก 2 ประเภท ได้แก่ นํ้ามันดีเซล B10 และนํ้ามันดีเซล B20 เพื่อให้ผู้ขับขี่รถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลมีทางเลือกในการเติมนํ้ามันดีเซลมากขึ้น จากเดิมที่มีนํ้ามันดีเซล B7 เพียงประเภทเดียว
ส่วนปัจจัยที่กำหนดปริมาณการใช้ไบโอดีเซลนั้น บทความของ อีไอซี วิเคราะห์ว่าขึ้นอยู่กับสัดส่วนการใช้นํ้ามันดีเซล B7, B10 และ B20 ต่อไปนี้
  • เครื่องยนต์ที่สามารถรองรับนํ้ามันดีเซล B10 และ B20 และความเชื่อมั่นของผู้ขับขี่รถยนต์
ก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้นํ้ามันดีเซล B10 และ B20 ผู้ใช้รถจำเป็นต้องรู้เรื่องคุณสมบัติ จุดเด่น จุดด้อยของน้ำมันชนิดนี้กันก่อน โดยเฉพาะคุณลักษณะสำคัญที่ว่านํ้ามันดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซลมากขึ้น ย่อมทำให้คุณสมบัติของน้ำมันชนิดนี้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากไบโอดีเซลมีไขมันมากกว่า ทำให้มีความเสี่ยงที่จะทําให้เครื่องยนต์มีปัญหาเมื่อเทียบกับการใช้นํ้ามันดีเซล B7 บางค่ายรถยนต์ เช่น แบรนด์ยุโรปบางแบรนด์ จึงยังไม่ประกาศรองรับการใช้นํ้ามันดีเซล B10 และ/หรือ B20
นอกจากนั้น ยังรวมถึงรถยนต์เก่าที่มีอายุตั้งแต่ 6-7 ปี ขึ้นไปอีกด้วย ซึ่งมีจํานวนมากกว่า 50% ของจํานวนรถเครื่องยนต์ดีเซลทั้งหมดในประเทศไทย ทําให้ผู้ขับรถยนต์เหล่านี้อาจยังต้องใช้นํ้ามันดีเซล B7 ต่อไป
แม้ค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่ได้ออกมาประกาศรองรับการใช้นํ้ามันดีเซล B10 และ B20 แต่ยังคงมีรถยนต์บางรุ่นที่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ค่ายรถยนต์กําหนด เช่น รถยนต์ต้องมีการใช้งานอย่างสมํ่าเสมอ ห้ามใช้กับรถยนต์ที่มีการจอดโดยไม่ได้ใช้งานนานกว่า 2 เดือน หรือห้ามขับขี่ในบริเวณที่มีอุณหภูมิตํ่ากว่า 16 องศาเซลเซียส เพราะจะก่อให้เกิดการแข็งตัวของไขในนํ้ามันและทําให้เกิดการอุดตันในเครื่องยนต์
นอกจากนี้ รถยนต์บางรุ่นอาจต้องได้รับการตรวจสอบเครื่องยนต์และอาจต้องปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนบางอย่าง เช่น ไส้กรองนํ้ามัน ระบบอุ่นนํ้ามันหรือหัวฉีด เพื่อรองรับการใช้นํ้ามันที่มีสัดส่วนผสมไบโอดีเซลมากขึ้นได้ ซึ่งจะเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของผู้ขับขี่รถยนต์เหล่านี้
อีกทั้งการใช้นํ้ามันดีเซล B10 และ B20 อาจส่งผลกระทบต่ออัตราสิ้นเปลืองนํ้ามัน สมรรถนะเครื่องยนต์และระยะการซ่อมบํารุง เมื่อเทียบกับการใช้นํ้ามันดีเซล B7 ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจทําให้ผู้ขับขี่บางรายลังเลที่จะเปลี่ยนมาใช้นํ้ามันดีเซล B10 หรือ B20 และเลือกใช้นํ้ามันดีเซล B7 แทนน้ำมันที่ใช้อยู่

  • จํานวนสถานีบริการที่จําหน่ายนํ้ามันดีเซลแต่ละประเภท
ในขณะที่ ถ้ามาพิจารณาในปัจจัยความสะดวก ในการหาสถานีบริการนํ้ามันเพื่อเติมน้ำมันนั้น ปรากฎว่าทุกสถานีถูกกําหนดให้มีหัวจ่ายนํ้ามันดีเซล B10 อย่างน้อย 1 หัว แต่ผู้ประกอบการสถานีบริการนํ้ามันสามารถเลือกที่จะจําหน่ายนํ้ามันดีเซล B7 และ/หรือ B20 โดยจะพิจารณาจากความต้องการใช้นํ้ามันดีเซลแต่ละประเภทของผู้ขับขี่ในพื้นที่เป็นหลัก
นอกจากนี้ จํานวนประเภทของนํ้ามันดีเซลที่จําหน่ายยังขึ้นอยู่กับจํานวนถังเก็บนํ้ามันในแต่ละสถานีด้วยเช่นกัน เนื่องจากต้องเก็บนํ้ามันดีเซลแต่ละประเภทแยกกัน ซึ่งส่วนใหญ่สถานีบริการนํ้ามันจะมีถังเก็บนํ้ามันดีเซล 1-2 ถังเป็นอย่างน้อย นอกจากนี้ สถานีบริการนํ้ามันที่จําหน่ายประเภทของนํ้ามันดีเซลมากกว่า 1 ชนิด และอาจมีต้นทุนค่าขนส่งนํ้ามันดีเซลมายังสถานีบริการเพิ่มเติม นี่ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผู้ประกอบการสถานีบริการนํ้ามันต้องพิจารณาเช่นกัน
  • ส่วนต่างราคานํ้ามันดีเซลแต่ละประเภท
เนื่องจากภาครัฐสนับสนุนการใช้นํ้ามันดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซลสูง ผ่านการอุดหนุนราคาขายปลีกนํ้ามันดีเซลที่สถานีบริการนํ้ามันอีกทางด้วยดยประกาศกําหนดให้ราคานํ้ามันดีเซล B10 และ B20 ตํ่ากว่าราคานํ้ามันดีเซล B7 โดยคงที่ไว้ที่ 2 และ 3 บาทต่อลิตรตามลําดับ จึงมีส่วนช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้ขับขี่เลือกเติมนํ้ามันประเภทเหล่านี้มากขึ้น
โดยผลจากมาตรการส่งเสริมของภาครัฐ ส่งผลให้ปริมาณการใช้นํ้ามันดีเซลแต่ละประเภทในปี 2019 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นช่วงทดลองจําหน่ายนํ้ามันดีเซล B10 และ B205 พบว่า ในช่วงตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกันยายน ปริมาณการใช้นํ้ามันดีเซล B20 ขยายตัวดีอย่างต่อเนื่องทุกเดือน
ในด้านของอุตสาหกรรมนํ้ามันปาล์มนั้น อีไอซีมองว่า การผลักดันมาตรการนํ้ามันดีเซล B10 จะช่วยบรรเทาปัญหาอุปทานล้นตลาดและทําให้สต็อกลดลงมาอยู่ใกล้เคียงกับระดับที่เหมาะสม สอดรับกับปริมาณนํ้ามันปาล์มดิบที่ถูกนําไปผลิตไบโอดีเซลเพื่อรองรับความต้องการใช้ที่จะเพิ่มขึ้นจากมาตรการกําหนดนํ้ามันดีเซล B10เป็นเกรดพื้นฐาน จะเพิ่มขึ้นเป็นราว 1.75 ล้านตันในปี 2020

พยากรณ์แนวโน้ม ปี 2020 กับการผลักดันมาตรการนํ้ามันดีเซล B10 B20

บทวิเคราะห์จาก อีอีไอซี ยังคาดการณ์ว่าภาครัฐมีแนวโน้มที่จะคงให้มีประเภทนํ้ามันดีเซลไว้ที่ 3 ประเภท (B7, B10 และ B20) เพื่อเป็นตัวเลือกให้กับผู้ขับขี่และเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการสร้างสมดุลของตลาดนํ้ามันปาล์ม
โดยภาครัฐจะอาศัยกลไกด้านราคาในการเพิ่มหรือลดแรงจูงใจ เช่น หากเกิดสภาวะขาดแคลนนํ้ามันปาล์มดิบ ภาครัฐอาจเลือกที่จะลดการสนับสนุนราคานํ้าดีเซล B10 และ B20 ให้ต่างกับ B7 หรือภาครัฐอาจเลือกปรับเปลี่ยนเกรดพื้นฐาน เช่น เปลี่ยนจาก B10 กลับเป็น B7 และให้ B10 เป็นตัวเลือกแทน
ดังนั้น มาตรการจากทางภาครัฐที่มีแนวโน้มปรับเปลี่ยนได้อีกครั้งตามผลผลิตของนํ้ามันปาล์ม ทําให้ผู้เล่นในอุตสาหกรรมไบโอดีเซลต้องติดตามสภาวะตลาดนํ้ามันปาล์มอย่างใกล้ชิดต่อไปด้วยเช่นกัน เพราะต้องยอมรับว่า ถึงอย่างไร สถานการณ์แนวโน้มการใช้น้ำมันดีเซล B10 B20 ก็ยังอยู่บนหลักการของ เหรียญมี 2 ด้าน โดยมีประเด็นที่ทั้งผู้ใช้และผู้ผลิตต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างประเด็นต่อไปนี้
  • กรอบนโยบายเกี่ยวกับมาตรฐานคุณภาพไบโอดีเซล มาตรฐานนํ้ามันดีเซล และมาตรฐานเครื่องยนต์ที่ยังไม่สอดคล้องกันจะเป็นความท้าทายต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไบโอดีเซลในระยะต่อไป
  • ในด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการใช้ไบโอดีเซล ก็ปรากฏชัดว่า น้ำมันไบโอดีเซลมีอัตราการปล่อยไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) สูงกว่าเมื่อเทียบกับนํ้ามันดีเซลที่ไม่มีไบโอดีเซลผสม ซึ่งเป็นค่ามลพิษที่มาตรฐานยูโรให้ความสําคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากไนโตรเจนออกไซด์ส่งผลเสียต่อสุขภาพและเป็นสาเหตุของโรคเกี่ยวกับระบบเดินหายใจ รวมทั้งเป็นสารตั้งต้นที่ก่อให้เกิดฝนกรด กลุ่มฝุ่นพิษ และสภาวะเรือนกระจก จึงยังเป็นที่ถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องอัตราผสมไบโอดีเซลในนํ้ามันดีเซลว่าควรอยู่ที่ระดับเท่าไร
  • แม้ว่าราคานํ้ามันปาล์มดิบและไบโอดีเซลฟื้นตัวสูงขึ้นในช่วงต้นปี 2020 ที่ผ่านมา แต่มีแนวโน้มว่าราคาอาจจะไม่สามารถทรงตัวอยู่ในระดับสูงตลอดทั้งปีและมีแนวโน้มปรับลดลงเมื่อผลผลิตปาล์มตามฤดูกาลออกมามากขึ้น

ที่มา : บทวิเคราะห์ “BIODIESEL INDUSTRY 2020 : อีไอซีประเมิน อุตสาหกรรมไบโอดีเซลมีแนวโน้มเติบโตได้ดีในปี 2020 โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากมาตรการน้ำมันดีเซล B10” INDUSTRY REVIEW (27 มกราคม 2020) ผู้เขียน: พุธิตา แย้มจินดา นักวิเคราะห์ Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จํากัด (มหาชน)


เปิดบทวิเคราะห์หลากหลาย คาดการณ์อุตสาหกรรมดาวรุ่ง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่น่าจับตา

มากกว่าการแถลงแผนธุรกิจปี 2563 ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ชี้ทิศทางและโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ใน EEC

ปี 2562-2563 แม้บางอุตสาหกรรมจะร่วง แต่ตลาด ‘พื้นที่อุตสาหกรรม’ จะรุ่ง

ฮาวทูพลิกความปั่นป่วนเป็นโอกาส เดินหน้า ‘อุตสาหกรรมเป้าหมาย’ ขับคลื่อน เศรษฐกิจไทยยุค Disruptive Technology