อัปเดต ‘สิทธิลดหย่อนภาษี ปี 2563’ ที่ต้องรู้ ‘ลุงตู่’ ฝากมาบอก

18167

ผ่านพ้นปีใหม่มาได้ไม่นาน เรื่องที่คนทำงานหลายคนต้องคิดกันต่อ หนีไม่พ้น ‘การยื่นภาษี’ เพื่อทำหน้าที่พลเมืองที่ดีตามกฎหมาย และเป็นอัตโนมัติที่หลายคนคิดวางแผนไปพร้อมๆกัน คือ การสอดส่องหาวิธีว่าจะใช้ ‘สิทธิลดหย่อนภาษี ปี 2563’ นี้ได้ในทางไหนบ้าง เพราะการขอลดหย่อนภาษีในปีนี้ ก็มีการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ที่แตกต่างไปจากปีอื่นๆ แต่จะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง มาอัปเดตเงื่อนไขยื่นภาษีปี 2563 แบบเข้าใจง่ายได้ในบทความนี้

ยื่นภาษีได้นานขึ้น ข่าวดีจ่ายภาษีปีหนูทอง ลดหย่อนภาษี ปี 2563

สำหรับหลักการของการยื่นภาษีก็ยังคงมีคำนิยามเหมือนเดิม คือ บุคคลที่มีรายได้ทุกคน ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งแม้จะมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี ก็ต้องยื่นแบบภาษีประจำปี ปีละ 1 ครั้ง ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. – 31 มี.ค. เพื่อแสดงรายได้สะสมในช่วงปีที่ผ่านมา
ทว่า หลักเกณฑ์ที่เปลี่ยนไปสำหรับการยื่นภาษีในปีนี้ คือ กรมสรรพากรได้ออกมาตรการพิเศษ ขยายเวลาการยื่นแบบชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งการยื่นภาษีแบบออนไลน์ และการยื่นภาษีแบบกระดาษ ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา จากเดิมที่จะสิ้นสุดภายในเดือนมีนาคม เป็นสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2563
ทั้งนี้ จากแหล่งข่าวที่อ้างอิงมาจากกรมสรรพากร ระบุว่าในส่วนของผู้เสียภาษีที่ต้องการขอคืนภาษี สามารถยื่นแบบชำระภาษีเข้ามาได้ตลอด โดยในปีนี้ผู้ที่ยื่นภาษีเร็ว ก็จะได้ภาษีคืนเร็ว หากเอกสารครบถ้วน ซึ่ง ณ เวลานี้มีผู้ขอคืนภาษีเข้ามาแล้วกว่า 7 แสนราย และได้เงินคืนไปแล้วกว่า 5 แสนราย หรือ 73% ของผู้ที่ขอคืนทั้งหมด กรมสรรพากรใช้ระยะเวลาเฉลี่ยในการคืนภาษีประชาชนอยู่ที่ 3-7 วันเท่านั้น โดยเป็นการคืนภาษีผ่านระบบพร้อมเพย์มากกว่า 90% เนื่องจากมีความสะดวกและรวดเร็วกว่า

อัปเดตทุกเรื่อง สิทธิลดหย่อนภาษี ปี 2563’ แบบไม่ขาดตกบกพร่อง

มาถึงตอนนี้ เชื่อว่าหลายคนอยากรู้ทุกมิติในเรื่องของ ‘สิทธิลดหย่อนภาษี ปี 2563’ มีสิทธิอะไรที่เปลี่ยนไปหรือทำให้ขอลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้นได้บ้าง โดยในปีนี้ มีรายการลดหย่อนภาษีที่บังคับใช้ใหม่คือ ค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยวไทย การซื้ออุปกรณ์กีฬา อุปกรณ์การศึกษา หนังสือ สินค้า OTOP และการซื้อบ้านหลังแรก
เราขอนำเสนอวิธีการตรวจสอบในแบบเข้าใจง่าย นำไปปรับใช้ได้จริง แบบไม่สนใจว่า ลุงตู่ จะเคยบอกไหม แต่ เว็บไซต์สาลิกา ขอรวบรวมมาบอก เพื่อเป็นแนวทางในการตรวจสอบให้ดีว่าค่าใช้จ่ายแบบไหน ซื้อสินค้าอะไรแล้วนำมาลดหย่อนได้บ้าง จะได้คำนวณภาษีเงินได้อย่างไม่ผิดพลาด ซึ่งสามารถแบ่งได้ง่ายๆเป็น 5 กลุ่ม

หนึ่ง ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว
  • ค่าลดหย่อนส่วนตัวสำหรับคนมีเงินได้ทุกคน 60,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนคู่สมรส 60,000 บาท (*สำหรับคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีเงินได้ หรือมีเงินได้แต่ยื่นแบบแสดงรายการคำนวณภาษีพร้อมกัน)
  • ค่าลดหย่อนบุตร ต่อ 1 คน  30,000 บาท
    *หากเป็นบุตรโดยกฎหมายสามารถนำมาหักได้ไม่จำกัดจำนวนคน *ในกรณีที่เป็นบุตรบุญธรรม หรือมีทั้งบุตรบุญธรรมและบุตรโดยกฎหมาย สามารถหักได้ไม่เกิน 3 คน ซึ่งตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบันตามนโยบายรัฐฯ ส่งเสริมให้เพิ่มประชากร คู่สมรสที่มีลูกคนที่ 2 ขึ้นไป รับสิทธิ์เพิ่มอีก 30,000 บาท ต่อคน รวมเป็น 60,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนฝากครรภ์และคลอดบุตร ไม่เกินปีละ 60,000 บาท
    *หากตั้งท้องปีนี้ แต่กำหนดคลอดปีหน้า ให้ลดหย่อนตามปีที่ใช้สิทธิ แต่รวมกันต้องไม่เกิน 60,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนเลี้ยงดูพ่อแม่ และคู่สมรสอายุ 60 ปีขึ้นไป  คนละ 30,000 บาท
    *สูงสุดไม่เกิน 4 คน โดยสิ ในการเลี้ยงดูจะใช้ได้ครั้งเดียว เพราะฉะนั้นพ่อแม่ต้องระบุลงลายมือชื่อในหนังสือรับรองว่าลูกคนไหนเป็นคนเลี้ยงดู
  • ค่าลดหย่อนเลี้ยงดูผู้พิการหรือคนทุพพลภาพ  คนละ 60,000 บาท
    *ในกรณีที่คนพิการหรือคนทุพพลภาพมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี และต้องมีใบรับรองแพทย์ยืนยันว่าร่างกายบกพร่อง

สอง ค่าลดหย่อนกลุ่มประกัน เงินออมและการลงทุน
  • ประกันสังคม ไม่เกิน 9,000 บาท
  • เบี้ยประกันชีวิต ไม่เกิน 100,000 บาท
  • เบี้ยประกันสุขภาพ  ไม่เกิน 15,000 บาท
    *และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท
  • เบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่  ไม่เกิน 15,000 บาท
    *ต้องเป็นบุตรตามกฎหมายเท่านั้น สิทธิประกันที่นำมาลดหย่อนต้องเป็นความคุ้มครองด้านใดด้านหนึ่งใน 4 กลุ่ม คือ ค่ารักษาจากการเจ็บป่วย อุบัติเหตุ โรคร้ายแรง และประกันคุ้มครองการพยาบาลสำหรับการเจ็บป่วยระยะยาว
  • เบี้ยประกันชีวิตคู่สมรส   ไม่เกิน 10,000 บาท *กรณีที่คู่สมรสไม่มีเงินได้ เงินกองทุนต้องเอาไปคำนวณภาษี)
  • เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไม่เกิน 10,000 บาท
    *ในกรณีที่มีส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 15% ของรายได้ และไม่เกิน 490,000 บาท จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเอาไปคำนวณภาษี)

  • เงินสะสมกองทุน กบข. และกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี หรือไม่เกิน 500,000 บาท
  • เงินสะสมจากกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ไม่เกิน 13,200 บาท
  • เบี้ยประกันชีวิตบำนาญ ไม่เกิน 15% ของเงินได้ และต้องไม่เกิน 200,000 บาท
    *โดยมีเงื่อนไขคือเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน และ RMF จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท
  • กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้อ
    เสียภาษี และไม่เกิน 500,000 บาท
    *ต้องซื้อถือครองไว้อย่างน้อย 7 ปี พ.ศ.
  • กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)\ ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 500,000 บาท
    *เงื่อนไขคือต้องลงทุนต่อเนื่องถึงอายุ 55 ปี

สาม ค่าลดหย่อนอสังหาริมทรัพย์ 
  • ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย ไม่เกิน 100,000 บาท *เป็นดอกเบี้ยจากเงินกู้ซื้อบ้าน คอนโด หรือที่อยู่อาศัย หากมีการกู้อยู่อาศัยมากกว่า 1 แห่ง สามารถใช้ลดหย่อนรวมกันได้ แต่ต้องไม่เกิน 100,000 บาท และในกรณีที่กู้ร่วมกันหลายคน สามารถแบ่งดอกเบี้ยคนละเท่า ๆ กัน โดยรวมแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท ต่อคน
  • ซื้อบ้านหลังแรก ปี พ.ศ. 2558 20% ของค่าบ้าน ลดหย่อนภาษีได้ 5 ปี (ปีละ 4%) *ถ้าบ้านหรือคอนโดนั้นราคาไม่เกิน 3,000,000 บาท
  • ซื้อบ้านหลังแรก ปี พ.ศ. 2562  ไม่เกิน 200,000 บาท *ถ้าบ้านหรือคอนโดนั้นราคาไม่เกิน 5,000,000 บาท     

สี่  ค่าลดหย่อนกลุ่มเงินบริจาค 

  • เงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษา สนับสนุนการกีฬา และเงินบริจาคเพื่อประโยชน์สาธารณะหักได้ 2 เท่า แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
  • เงินบริจาคเพื่อสถานพยาบาลของรัฐ  หักได้ 2 เท่า แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
  • กลุ่มเงินบริจาคทั่วไป เช่น บริจาคเงินเพื่อสาธารณกุศล ได้จำนวนตามที่บริจาคจริง แต่ต้องไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน และเงินบริจาค 2 กลุ่มแรก
  • เงินบริจาคให้พรรคการเมือง สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท

ห้า ค่าลดหย่อนตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ  

  • สินค้าในกลุ่มช้อปช่วยชาติ สินค้าการศึกษาและกีฬา หนังสือ สินค้า OTOP    ไม่เกิน 15,000 บาทต่อ 1 กลุ่ม
  • ท่องเที่ยวไทย > เที่ยวเมืองหลัก  15,000 บาท
  • ท่องเที่ยวไทย > เที่ยวเมืองรอง  20,000 บาท
    *รวมกันแล้วไม่เกิน 20,000 บาท
  • ค่าเสียหายจากพายุปาบึก ค่าซ่อมบ้าน ไม่เกิน 100,000 บาท ค่าซ่อมรถ ไม่เกิน 30,000 บาท
  • ค่าเสียหายจากพายุโพดุล พายุคาจิกิ และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ค่าซ่อมบ้าน ไม่เกิน 100,000 บาท
  • ค่าซ่อมรถและอื่นๆ ไม่เกิน 30,000 บาท

ที่มา :


ปีใหม่นี้ ชวนมาเรียนรู้หลักการวางแผนจัดการทุกเรื่อง เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

ระหว่าง “ความมุ่งมั่น” กับ “สมรรถนะ” “Will เด่น” หรือ “Skill ดี” ที่ถูกใจ Boss

แชร์ผลวิจัยการตลาด หยุด ‘ภาวะ Burnout Syndrome’ ปลุกชีวิต คืนชีวา ให้สังคมคนเมือง

‘Bill Gates’ อ่านหนังสือเล่มไหน ที่สร้าง ‘แรงบันดาลใจ’ ให้เขามากที่สุด