3 องค์กรผนึกกำลังสร้าง ‘แบตเตอรี่ล้ำสมัย’ เสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

749

คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้กำหนดให้ ‘อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ’ เป็นหนึ่งใน ‘กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ’ อยู่ในอันดับที่ 11 จากทั้งหมด 12 กลุ่ม ประกอบด้วย

  • 1. ยานยนต์สมัยใหม่
  • 2. อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
  • 3. การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
  • 4. การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ
  • 5. เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ
  • 6. หุ่นยนต์
  • 7. การแพทย์และสุขภาพครบวงจร 
  • 8. การบินและโลจิสติกส์
  • 9. การแปรรูปอาหาร 
  • 10. ดิจิทัล
  • 11. การป้องกันประเทศ
  • 12. การพัฒนาบุคลากรและการศึกษา
โดยอุตสาหกรรมนี้จะใช้พื้นที่ท่าเรือจุกเสม็ด อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เป็นศูนย์กลางของคลัสเตอร์สำหรับห่วงโซ่การผลิตที่เกี่ยวเนื่องกัน
อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ
CHONBURI, THAILAND – H.T.M.S. Rattanakosin, corvette of Thai navy sails along the other ship to prepare replenishment at sea between annaul exercise in Gulf of Thailand.
ยกตัวอย่าง ประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญด้านการต่อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง (OPV) ที่มีความยาวไม่เกิน 100 เมตร เพื่อใช้ในกองทัพและงานด้านความมั่นคง รัฐบาลก็จะสนับสนุนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมนี้ในรูปแบบคลัสเตอร์ เพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในเรื่องการผลิตและส่งออกเรือ OPV เป็นต้น
หรือการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเพิ่มศักยภาพของกองทัพ เช่น ส่งเสริมการผลิตโดรนตรวจการอัจฉริยะ ยานยนต์ตรวจการไร้คนขับ รวมทั้งเป็นผู้ให้บริการแก้ปัญหาครบวงจร (Solution provider) ที่เกี่ยวข้องกับโดรน ซึ่งยังถือว่ามีช่องว่างในทางธุรกิจที่สามารถพัฒนาให้ไทยเข้าไปชิงส่วนแบ่งทางการตลาดในอุตสาหกรรมนี้ได้
รวมถึงการคิดค้นอุปกรณ์กักเก็บพลังงาน (Energy storage) ซึ่งจะมีความสำคัญในการส่งเสริมอุตสาหกรรมในอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า การสำรองพลังงานไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน การเกิดภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งความมั่นคงและทางพาณิชย์

อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ


อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ

จุดพลุ ‘แบตเตอรี่ล้ำสมัย’

ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ร่วมมือกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม กระทรวงกลาโหม (กห.) ลงนามความร่วมมือ “โครงการจัดตั้งและดำเนินการศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมแบตเตอรี่ล้ำสมัยที่ผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศเพื่อความมั่นคง” ถือเป็นความคืบหน้าที่น่าจับตามอง

อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ

ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากแนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นทางด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงระบบผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ ล้วนต้องการเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง และมีอายุการใช้งานอย่างยาวนาน แบตเตอรี่เป็นเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานประเภทหนึ่งที่เป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก ซึ่งในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นเทคโนโลยีที่อยู่บนฐานของวัสดุประเภทลิเธียม (Li) อันเป็นวัตถุดิบที่มีอยู่จำกัดและต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้น ในภาวะไม่ปกติ ภาวะฉุกเฉิน หรือเกิดสงคราม ประเทศไทยอาจจะประสบปัญหาความมั่นคงด้านพลังงานได้ ทีมวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงมีแนวคิดในการที่จะพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานประเภทแบตเตอรี่ที่อยู่บนฐานของการใช้วัสดุซึ่งมีอยู่มากในประเทศไทย เพื่อสร้างนวัตกรรมการพัฒนาแบตเตอรี่ประเภทใหม่ๆ และยังส่งเสริมให้ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคตด้วย

อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยแห่งชาติ (สวทช.)
ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. โดย ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (National Security and Dual-Use Technology Center: NSD) ร่วมมือสนับสนุนการวิจัยและพัฒนากับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม กระทรวงกลาโหม เพื่อขับเคลื่อนศูนย์ดังกล่าวให้เป็นศูนย์กลางเครือข่ายวิจัยนวัตกรรมแบตเตอรี่ที่ผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศ ลดการพึ่งพาวัตถุดิบและการนำเข้าจากต่างประเทศ ลดการสูญเสียเงินตรา ซึ่งแบตเตอรี่ที่ผลิตขึ้นมาจะมีความปลอดภัยสูง ไม่เกิดการระเบิด สร้างความเข้มแข็งและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ

อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ

อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ


ยกระดับความมั่นคงด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

พลโท คงชีพ ตันตระวาณิชย์ ผู้แทนเจ้ากรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม กระทรวงกลาโหม
พลโท คงชีพ ตันตระวาณิชย์ ผู้แทนเจ้ากรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม กระทรวงกลาโหม กล่าวถึงโครงการดังกล่าวว่า สืบเนื่องจาก รมว.กห.อนุมัติยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2560 – 2579 เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้กำหนดกรอบแนวทางการเร่งรัดพัฒนาเครือข่ายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ โดยมุ่งแสวงหาความร่วมมือกับเครือข่ายด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ กห. กับ หน่วยงานด้านการศึกษา ด้านการวิจัยและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อให้มีเครือข่ายที่เกื้อกูลการดำเนินงานซึ่งกันและกัน จนสามารถพัฒนาเทคโนโลยีพึ่งพาตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม

อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ

“การจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเครือข่ายด้านการวิจัยและพัฒนาการทหาร สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมมาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการสนับสนุนอุตสาหกรรมความมั่นคงของประเทศ ให้สามารถผลิตได้เองเพื่อลดการพึ่งพาจากต่างประเทศและสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นอุตสาหกรรมส่งออกได้ต่อไป” พลโท คงชีพ กล่าวปิดท้าย

ที่มา : ข่าวประชาสัมพันธ์