“การตลาดไร้สัญชาติ” เมื่อคน Gen ใหม่ ไม่สนใจ Made in อะไร?

699
“…เมด อิน ไทยแลนด์ แดนดินไทยเรา
เก็บกันจนเก่า เรามีแต่ของดีดี
มาตั้งแต่ก่อนสุโขทัย มาลพบุรี อยุธยา ธนบุรี
ยุคสมัยนี้ เป็น กทม.
เมืองที่คนตกท่อ (ไม่เอาอย่าไปว่าเขาน่า)
เมด อิน ไทยแลนด์ แดนไทยทําเอง
จะร้องรำทำเพลง ก็ล้ำลึกลีลา
ฝรั่งแอบชอบใจ แต่คนไทยไม่เห็นค่า
กลัวน้อยหน้า ว่าคุณค่านิยมไม่ทันสมัย
เมด อิน เมืองไทย แล้วใครจะรับประกัน หา
(ฉันว่ามันน่าจะมีคนรับผิดชอบบ้าง)
เมด อิน ไทยแลนด์ แฟนแฟนเข้าใจ
ผลิตผลคนไทยใช้เองทำเอง
ตัดเย็บเสื้อผ้ากางโกงกางเกง
กางเกงยีน (ชะหนอยแน่)
แล้วขึ้นเครื่องบินไปส่งเข้ามา
คนไทยได้หน้า (ฝรั่งมังค่าได้เงิน)
เมด อิน ไทยแลนด์ พอแขวนตามร้านค้า
มาติดป้ายติดตราว่า เมด อิน เจแปน
ก็ขายดิบขายดีมีราคา
คุยกันได้ว่ามันมาต่างแดน
ทั้งทันสมัย มาจากแม็กกาซีน
เขาไม่ได้หลอกเรากิน
หลอกเรานั่นหลอกตัวเอง…เอย…”

บทเพลง “เมด อิน ไทยแลนด์” ผลงานของวง “คาราบาว” ออกมาในปี พ.ศ. 2527 ยุค “ป๋าเปรม” เป็นนายกฯ มีนโยบายส่งเสริมสินค้าไทย

ผ่านมา 3 รอบนักษัตร (36 ปี) ดูเหมือนคำว่า “เมด อิน ไทยแลนด์” หรือ Made in Thailand จะเสื่อมมนต์ขลังไปแล้วหรือไม่?
ไม่เฉพาะ Generation ใหม่ อย่าง Generation Z หรือ Generation Y ผมคิดว่า ทุกวันนี้ คนเกือบทุก Generation ทุกชาติ ทุกภาษา แทบไม่ได้ให้ความสำคัญกับสินค้า “Made in อะไร” กันอีกต่อไปแล้ว?
ย่อยลงมาจากเรื่อง “สัญชาติ” ของ “สินค้า” ในประเด็น Brand ก็คล้ายๆ กัน ที่ผมก็คิดว่า คนจำนวนมากในปัจจุบันนั้น คงจะไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่อง Brand กันสักเท่าไหร่
สาเหตุหลัก น่าจะมาจากคำว่า “การตลาดไร้สัญชาติ” นั่นเอง
และปัจจัยที่สำคัญ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อกำเนิด “การตลาดไร้สัญชาติ” ก็คือ “สงครามราคา” และ “ความสะดวกสบาย”
“สงครามราคา” นั้นคือหัวใจหลักที่เป็นแรงจูงใจอันดับหนึ่งของผู้บริโภคในยุคนี้ ณ วันที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว นอกจากสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน และการออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษแล้ว
ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา “สงครามราคา” ซึ่งหมายถึง “สินค้าราคาถูก” ได้แพร่ระบาดอย่างหนักในหลายประเทศ โดยเฉพาะบ้านเราที่หลายคนคงคุ้นเคยกับแผงขายสินค้า “ทุกชิ้น 10 บาท” (ปัจจุบัน 20 บาท)
ลูกค้าส่วนใหญ่คือประชาชนคนหาเช้ากินค่ำ เมื่อพบสินค้าที่ “คุณภาพพอใช้ได้” หรือ “ใช้ทดแทนได้” ก็ไม่ลังเลที่จะหยิบเหรียญสิบบาท แลกกับ “ของที่จำเป็น” หรือ “อยากได้” ทันทีที่เห็น
ถามว่า ประชาชนสนใจว่า “สินค้า” เหล่านั้น “Made in อะไร?”
เปล่าเลยครับ

ผมเคยทดลองทำวิจัยชิ้นเล็กๆ คือ ถามผู้ซื้อสินค้าหน้าแผง “ทุกชิ้น 10 บาท” 100 ทั้ง 100 ให้คำตอบตรงกันว่า “ไม่สนใจว่าจะ Made in อะไร ถ้าราคานี้ แล้วของพอใช้ได้ ก็เอา”
ในยุคหนึ่ง คนไทยเราขยาดกับสินค้า “จีนแดง” ไม่ว่าจะด้วยโฆษณาชวนเชื่อให้หวาดกลัวลัทธิคอมมิวนิสต์ หรือความไม่เชื่อมั่นกับ “คุณภาพสินค้า” ของ “จีนแดง” ก็ตาม โดยเฉพาะคำดูแคลนที่กล่าวถึง “ของเสิ่นเจิ้น”
แต่ปัจจุบัน ดูเหมือนสิ่งเหล่านี้ค่อยๆ สูญสลายหายไปจนเกือบหมดสิ้น
นอกจาก “สงครามราคา” แล้ว ปัจจัยประการต่อมาของ “การตลาดไร้สัญชาติ” ก็คือ “ความสะดวกสบาย”
หาก “สงครามราคา” เป็นยุทธศาสตร์ที่ “การตลาดไร้สัญชาติ” ใช้กับฐานลูกค้าระดับล่าง คือประชาชนคนเดินดินกินข้าวแกง “ความสะดวกสบาย” ก็เป็นยุทธวิธีที่ “การตลาดไร้สัญชาติ” ใช้กับชนชั้นกลางครับ
เป็นที่รู้กันว่า ทุกวันนี้ ชนชั้นกลางหรือมนุษย์เงินเดือน ก็ปากกัดตีนถีบ ตำข้าวสารกรอกหม้อ ไม่แพ้ชนชั้นล่าง ในความหมายของการเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนๆ กัน
โดยเฉพาะชนชั้นกลางแทบไม่มีเวลาส่วนตัวที่เคยใช้ไปกับการช้อปปิ้งหรือพักผ่อน คือต้องเพิ่มเวลาทำงานมากกว่าเดิม เพราะงานหายาก และเงินก็หายาก
ความไม่สะดวก ก็เป็นปัจจัยอีกข้อหนึ่งในการตัดสินใจซื้อสินค้าจาก “การตลาดไร้สัญชาติ” เช่น ปัญหาสภาพการจราจร หรือที่จอดรถหายาก

“ซื้อของออนไลน์” จึงเป็นคำตอบสุดท้ายของมนุษย์เงินเดือนครับ
ทำให้มีข่าวการประกาศ “ห้ามใช้ออฟฟิศเป็นที่รับ-ส่งพัสดุ” เนื่องจากมีมนุษย์เงินเดือนจำนวนมาก “สั่งของออนไลน์” ให้มาส่งที่สำนักงาน
และหลายคนก็เป็น “พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์” คือทำเป็นอาชีพเสริมจากงานประจำในออฟฟิศ
ถามว่า “สินค้าออนไลน์” ทั้งหมดนี้ “Made in อะไร”
คำตอบนั้น อยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้วครับ ว่าคนยุคนี้ ไม่ว่าจะ Gen อะไร แทบไม่มีใครพลิกดูอีกแล้ว ว่าของที่ซื้อมานั้น “Made in อะไร”
ถ้าสินค้าที่ซื้อมานั้น “คุณภาพพอใช้ได้” หรือ “ใช้ทดแทนได้”
และมีความสะดวกสบาย ในการสั่งซื้อทางออนไลน์ เพียงแค่โอนเงิน และรอไปรษณีย์มาส่ง
ถามว่า “สินค้าออนไลน์” ทั้งหมดนี้ “Made in อะไร”
มีใครใส่ใจบ้างไหม?
เป็นคำถามที่ผมขอตั้งไว้สำหรับผู้เกี่ยวข้องทุกท่านครับ