Doing Business 2020 เสน่ห์ประเทศไทยในสายตานักลงทุน

69

ท่ามกลางวิกฤตมากมายที่ผุดขึ้นนับแต่เปิดศักราชปี 2020 โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ฉุดรั้งเศรษฐกิจการท่องเที่ยวจนสะบักสะบอม ภาคการลงทุนคือหนึ่งความหวังที่เจิดจรัสมากที่สุด


รายงานการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจประจำปี 2563 หรือ Doing Business 2020 ของธนาคารโลก ที่รวบรวมข้อมูลจากประเทศต่างๆ 190 ประเทศ ผลปรากฏว่าประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ 21 ดีขึ้น 6 อันดับจากอันดับที่ 27 ในปีที่แล้ว
โดยประเทศไทยได้รับคะแนน 80.10 คะแนน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 1.65 คะแนน นับเป็นอันดับที่ดีที่สุดของไทยในรอบ 6 ปี
แถมยังมีคะแนนขึ้นมาใกล้เคียงกับประเทศสิงคโปร์ซึ่งอยู่อันดับที่ 2 (86.20 คะแนน) และมาเลเซียซึ่งอยู่อันดับที่ 12 (81.50 คะแนน)

เศรษฐกิจภูมิภาค

การที่ประเทศไทยมีอันดับดีขึ้นในครั้งนี้เป็นผลจากความพยายามดำเนินมาตรการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดขั้นตอนการขออนุมัติการนำระบบดิจิทัลเข้ามาให้บริการรวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ให้สอดคล้องกับบริบททางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ดีขึ้นรวมถึงการคุ้มครองผลประโยชน์ของนักลงทุน
รายงานฉบับนี้สะท้อนถึงความสำเร็จของประเทศไทยในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการประกอบธุรกิจในรอบปีที่ผ่านมา

เบอร์ 1 ที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นธุรกิจ

นอกจากอันดับ Doing Business 2020 ของไทยจะดีขึ้นแล้ว www.usnews.com สำนักข่าวของสหรัฐอเมริกา ยังเผยแพร่ผลการสำรวจจัดอันดับประเทศที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นธุรกิจในปี 2020 หรือชื่อทางการว่า Best Countries to Start a Business 2020 จาก 73 ประเทศทั่วโลก ผลปรากฏว่าประเทศไทย ยังได้รับการโหวตให้เป็นเบอร์หนึ่งของโลก ในประเด็นดีทีสุดสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจในปี 2020” และเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่ประเทศไทยได้ตำแหน่งนี้ เนื่องจากในปี 2019 ก็คว้ารางวัลนี้มาครอง
www.usnews.com/news/best-countries/best-start-a-business
สาเหตุที่ทำให้ประเทศไทยได้รับการยกย่องให้เป็นประเทศดีที่สุดในการเริ่มต้นธุรกิจ คือระบบการจัดตั้งธุรกิจที่มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาไม่นาน มีค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนธุรกิจแบบอัตราคงที่ ทำใหราคาค่าธรรมเนียมถูกกว่าชาติอื่น

ลงทุนอีอีซียังร้อนแรง

ขณะที่การเปิดเผยตัวเลขการขอใบอนุญาตประกอบกิจการ (..4) และขยายกิจการเดือนมกราคม 2563 ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) พบว่า ทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S Curve) ในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี (ฉะเชิงเทราชลบุรีระยอง) มีจำนวนเพิ่มขึ้นแสดงให้เห็นว่านักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นตอบรับนโยบายรัฐบาล
โดยการลงทุนใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเดือนมกราคมมีการขอใบอนุญาตประกอบกิจการ ร..4 และขยายกิจการจำนวน 98 โรงงาน เพิ่มขึ้น 988.88% มูลค่าการลงทุน 1.04 หมื่นล้านบาท ลดลง 21.21% ขณะที่การลงทุนมีจำนวน 45 โรงงาน เพิ่มขึ้น 25% มูลค่าการลงทุน 1.61 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 199.77%

Doing Business 2020

ผังเมืองหนุนทะลุ 5 แสนล้าน

สำหรับทิศทางการลงทุนในอีอีซีปี 63 กรมโรงงานอุตสาหกรรมคาดการณ์ตัวเลขการเปิดกิจการใหม่และขยายกิจการน่าจะมีจำนวนโรงงานสูงกว่าปี 2562 ประมาณ 10% ยอดเงินลงทุนประมาณ 5 แสนล้านบาท 
สาเหตุสำคัญที่อีอีซียังได้รับความสนใจจากนักลงทุนเนื่องจากมาตรการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ มีความน่าสนใจ รวมทั้งการประกาศผังเมืองอีอีซีที่ชัดเจน 
ซึ่งในปี 2562 ที่ผ่านมา กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนและขยายกิจการในอีอีซีมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ
  • 1. กลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติก 104 แห่ง
  • 2. กลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ 74 แห่ง
  • 3. กลุ่มผลิตยานพาหนะและอุปกรณ์รวมทั้งการซ่อมยานพาหนะและอุปกรณ์ 52 แห่ง

Doing Business 2020

วันสต็อปเซอร์วิส ตอบโจทย์นักลงทุน

นอกจากนี้ ระบบวันสต็อปเซอร์วิสในพื้นที่อีอีซีที่ขอจัดตั้งธุรกิจได้ในจุดเดียว ช่วยลดขั้นตอนความยุ่งยากและอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนได้มาก ซึ่งโครงการดังกล่าวสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้เปิดระบบให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ EEC One Stop Service : EEC – OSS เมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นระบบที่ให้บริการขออนุญาตแก่ผู้ประกอบการพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซีให้ได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยได้มาตรฐาน อาทิ การขอเปิดกิจการในพื้นที่อีอีซีสามารถลดระยะเวลาลงจาก 158 วัน เหลือ 78 วัน ลดจำนวนเอกสารที่ต้องยื่นให้กับภาครัฐพิจารณาจาก 60 รายการเหลือ 42 รายการ และลดหน่วยงานที่เอกชนจะต้องเดินทางไปติดต่อจากเดิมต้องเดินทางไปหลายหน่วยงานเหลือเพียงการขออนุญาตผ่านระบบ EEC – OSS เท่านั้น
และนั่นคือหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ไทยได้รับการจัดอันดับ Doing Business 2020 ดีขึ้นถึง 6 อันดับ และเป็นอันดับที่ดีที่สุดในรอบ 6 ปี