ถอดทุกบทเรียน #กราดยิงโคราช พร้อมชี้ทางรับมือทุกสถานการณ์ อย่างสร้างสรรค์และตื่นรู้

6050

ผ่านมาแล้ว 2 วัน แต่เชื่อว่า ทุกภาพเหตุการณ์ ทุกเสียงกรีดร้องและเสียงปืน ยังคงไม่จางหายไปจากโสตประสาทของปวงชนชาวไทย กับเหตุการณ์ #กราดยิงโคราช โศกนาฏกรรมอันเลวร้ายที่สุด ที่สร้างความสูญเสียให้พี่น้องชาวนครราชสีมา ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 30 คน บาดเจ็บอีกกว่า 58 คน (ตามรายงานข่าวล่าสุด โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563) นับเป็นการก่อเหตุร้ายที่อยู่ในนิยาม “การสังหารหมู่” ครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย

มาถึงตอนนี้ แม้ว่าความทรงจำอันเลวร้ายนี้ยากที่จะลบให้จางหายไปในเร็ววัน โดยเฉพาะจากจิตใจของผู้ที่ต้องสูญเสียคนอันเป็นที่รัก ทว่า เมื่อคนในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ประเทศไทย” ของเรา ยังต้องเดินไปต่อ การมาร่วมมือกันถอดบทเรียนจากเหตุร้ายครั้งนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่ควรทำที่สุด อย่างน้อยก็เพื่อหาแนวทางสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์เลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัวนี้อย่างเหมาะสม

ฟังจิตแพทย์ แนะวิธีดูแลสุขภาพจิต หลังเสพข่าวหรืออยู่ในเหตุการณ์รุนแรง

สำหรับกลุ่มคนที่อาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เลวร้ายที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่ใช้ชื่อว่า #หมอคลองหลวง จาก Facebook : สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า คือ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์มากๆ เช่น อยู่ในสถานที่จริงที่เกิดเหตุ เห็นภาพความรุนแรง หรือเป็นคนที่ใกล้ชิดผู้เสียชีวิต ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ เช่น ญาติ เพื่อน หรือคนรู้จัก ก็จะเสี่ยงได้รับผลกระทบทางจิตใจมากขึ้น
ยิ่งถ้ามีครบ 2 ข้อ คือ เป็นคนใกล้ชิดด้วย และเห็นภาพความรุนแรง อยู่ร่วมในเหตุการณ์ด้วย ความเสี่ยงก็จะยิ่งมากขึ้น

เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจิตตามที่กล่าวมา จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จึงได้ให้แนวทางการสังเกตตนเองและคนรอบข้างไว้ หากมีอาการต่อไปนี้
  • ฝันร้าย หรือเหมือนเห็นภาพติดตาเหตุการณ์นั้นๆ
  • อารมณ์ผิดปกติไป เช่น รู้สึกอึนๆ เศร้า หรือหดหู่มาก
  • มีความหวาดกลัว หรือรู้สึกแย่ทุกครั้งที่ดูข่าวเหตุการณ์ที่คล้ายๆ กัน
  • นอนไม่หลับ ตกใจง่าย หรือรู้สึกตื่นกลัว
  • รู้สึกชีวิตเปลี่ยนไปจากเดิมนับจากวันที่เกิดเหตุการณ์
  • ถ้าอาการที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ยังไม่หายไป แม้จะผ่านไปหลายวันแล้วก็ตามควรรีบปรึกษาจิตแพทย์
เพราะในทางการแพทย์ อาการเหล่านี้บ่งชี้ถึงการเกิดภาวะที่เรียกว่า “ภาวะเครียดฉับพลันหลังจากประสบเหตุการณ์รุนแรง” (acute stress disorder) ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับคนที่เจอกับเหตุการณ์รุนแรง รวมถึงรับชมการถ่ายทอดสด โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในเหตุการณ์จริงก็ได้
และผู้ที่มีอาการนี้ จะส่งผลกับการดำเนินชีวิตประจำวัน จนถึงขั้นรู้สึกว่าชีวิตตัวเองเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม รู้สึกเหมือนมีความบาดเจ็บทางจิตใจที่ติดค้าง จัดว่าเป็นผลกระทบทางด้านจิตใจอย่างหนึ่งของการถ่ายทอดเหตุการณ์ที่รุนแรง และไม่เหมาะสม และนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ไม่สมควรมีภาพความรุนแรง ภาพสยดสยองจากเหตุการณ์ในลักษณะนี้ถ่ายทอดไปในสื่อสาธารณะ
#หมอคลองหลวง ย้ำอีกด้วยว่า สำหรับผู้ที่มีอาการเข้าข่าย acute stress disorder ควรรีบมาพบจิตแพทย์ เพื่อป้องกันไม่ให้อาการทางจิตใจพัฒนารุนแรงไปเป็น “โรคเครียดภายหลังภยันตราย” : Post Traumatic Stress Disorder : PTSD ซึ่งเป็นความผิดปกติทางจิตใจที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ประสบกับเหตุการณ์รุนแรง เช่น รถชน สึนามิ ข่มขืน ทำร้ายร่างกาย ไปจนถึงภัยธรรมชาติต่าง ๆ เป็นต้น
โดยอาการ PTSD สามารถเกิดได้โดยที่เจ้าตัวไม่จำเป็นต้องมีอาการบาดเจ็บทางด้านร่างกายเลยก็ได้ เช่น ไปเดินเล่นกับเพื่อนสองคน แล้วเพื่อนถูกยิงตายต่อหน้าต่อตา โดยตัวเองไม่ได้ถูกทำร้ายใดๆ
ที่ผ่านมา ผู้ที่มีอาการ PTSD จำนวนมากในบ้านเรา ไม่ได้ไปพบแพทย์ เพราะไม่เข้าใจว่ามีภาวะแบบนี้ได้ หลายคนคิดไปว่าเป็นเพราะจิตใจอ่อนแอ บางคนคิดไปถึงเป็นเรื่องผีสาง-วิญญาณ และความเชื่อไปเลยทีเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องมีการให้ความรู้และทำความเข้าใจในอาการของโรคให้มากกว่านี้

เปลี่ยนโศกนาฏกรรม #กราดยิงโคราช ให้เป็น บทเรียนสร้างสติ ไม่ใช่แค่การรายงานข่าวทั่วไป

ต้องยอมรับว่า เหตุการณ์ #กราดยิงโคราช ครั้งนี้ ยังเกิดประเด็นที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก ถึงการทำหน้าที่ของ สื่อมวลชน ไทย ที่ใช้พื้นที่สื่อในมือนำเสนอข่าวไปในการชี้ทางให้คนร้ายก่อการได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ นำสู่การตั้งคำถามถึงการทำงานของสื่อกับการรายงานสดขณะที่สถานการณ์รุนแรงกำลังดำเนินไปแบบไร้สติ
ขอหยิบเอาข้อมูลจากโพสต์ Facebook : ล้อมวงเล่า (cr : นครินทร์ ศรีจันทร์) ที่ตั้งคำถามเรื่องการทำงานของสื่อไทย ในเหตุการณ์ #กราดยิงโคราช ว่า
สื่อรายงานสดว่า มีการใช้กล้องวงจรปิด เพื่อรายงานสถานการณ์จากด้านใน เป็นเหตุให้คนร้ายทำลายกล้องวงจรปิดทั้งหมด

สื่อรายงานสดว่า เจ้าหน้าที่จะใช้โดรนช่วยในการทำงาน คนร้ายไหวตัว ยิงโดรนทิ้ง
ทั้งนี้ การหยิบยกประเด็นขึ้นมาให้เห็นนี้ ไม่ได้มีความตั้งใจจะกล่าวโทษสื่อใด แค่ต้องการชี้ว่าถึงเวลาแล้ว ที่สังคมไทยต้องเปลี่ยน ไม่ใช่แค่สื่อไทย แต่เป็นประชาชนชาวไทยทุกคน ที่ควรเรียนรู้ถึงวิธีการสื่อสารในยามวิกฤต ข้อควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติ เพื่อสนับสนุนการทำงานของทุกฝ่าย
ขอหยิบเอา บทความในเฟซบุ๊ก Panitan Wattanayagorn ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการ และประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของนายกรัฐมนตรี ที่ได้โพสต์ไว้ ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 โดยตั้งชื่อหัวข้อว่า “ทางเลือกและทางรอดหลังกรณีสังหารหมู่” มีข้อความตอนหนึ่งระบุถึง การสื่อสารในยามวิกฤต ไว้อย่างน่าสนใจ

โดยหลักการที่ คุณปณิธาน หยิบยกมานี้ นำมาจาก James Meindl และ Jonathan Ivy (ในวารสาร American Journal of Public Health เมื่อสามปีก่อน) ที่ได้ชี้ให้เห็นว่าองค์การอนามัยโลก (World Health Organization-WHO) ได้ศึกษาเรื่องนี้มากว่า 50 ปีแล้ว และก็มีข้อแนะนำที่น่าสนใจว่า ข้อควรปฏิบัติเพื่อสื่อสารในยามวิกฤต มีดังนี้
  • ไม่ควรใส่อารมณ์ความรู้สึกเข้าไปในการรายงานข่าว
  • ไม่ควรพาดหัวข่าวใหญ่โตเกินไป
  • ไม่ควรด่วนสรุปว่าเป็นเพราะสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง เพราะในความเป็นจริง จะมาจากหลายปัจจัยประกอบกัน
  • ไม่ควรจะรายงานซ้ำๆ หรือย้ำบ่อยๆ
  • ไม่ควรนำเสนอขั้นตอนการสังหารโดยละเอียด อันจะนำไปสู่การลอกเลียนแบบ หรือการเรียนรู้ได้ง่าย
  • จำกัดการนำเสนอในรูปแบบของรูปภาพและคลิปวิดีโอให้น้อย เพื่อลดผลกระทบลง เพราะ สื่อที่เป็นภาพและคลิปวิดีโอ จะยิ่งทำให้ผู้ชมมีความรู้สึกร่วมมากขึ้น
  • ระมัดระวังในการนำเสนอ ไม่สื่อสารในทำนองที่ทำให้เข้าใจได้ว่า ผู้กระทำผิดถูกยกย่องชื่นชม หรือเป็นแบบอย่าง ยิ่งในกรณีที่ คนร้ายฆ่าตัวตายหลังก่อเหตุ หรือโดนวิสามัญฆาตกรรม หรือเป็นการพลีชีพเพื่อก่อเหตุ

หลังเหตุการณ์ร้ายจบลง #อย่าให้ชื่อ คนร้าย เพื่อป้องกันพฤติกรรมเลียนแบบ

#อย่าให้ชื่อ เป็นอีกหนึ่งแฮชแท็ก # ที่ติดอันดับทวิตเตอร์ภายหลังเหตุการณ์ กราดยิงโคราช จบลงแล้ว โดยเหล่านักคิด นักพูดสร้างแรงบันดาลใจเป็นผู้จุดประเด็นนี้ขึ้นมา ด้วยความปรารถนาที่ไม่อยากให้เกิดความจดจำ การกล่าวถึง ชื่อของคนร้าย แม้จะเป็นในทางสาปแช่ง หรือในทางอื่นใดก็ตาม เพื่อให้คนร้ายผู้นี้ไร้ความสำคัญและไม่มีตัวตนไปเสียเลย ป้องกันการจดจำชื่อเพื่อนำไปเลียนแบบ หรือยกย่องในการกระทำอันเลวร้ายนี้อีกเลย

 

ในเฟสบุ๊คของ Sean Buranahiran – ฌอน บูรณะหิรัญ นักคิดนักเขียนผู้มีอิทธิพลทางความคิดกับคนรุ่นใหม่ ได้โพสต์มุมมองต่อเหตุการณ์ครั้งนี้เกี่ยวกับ #อย่าให้ชื่อ ซึ่งมีที่มาจาก Jacinda Ardern นายกรัฐมนตรี ประเทศนิวซีแลนด์ ที่ได้กล่าวสุนทรพจน์ ภายหลังเกิดเหตุกราดยิงชาวมุสลิมที่มาร่วมพิธีละหมาดในมัสยิด 2 แห่ง ใจกลางเมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดถึง 50 คน และได้รับบาดเจ็บ 48 คน โดยนายกรัฐมนตรีหญิงท่านนี้ กล่าวว่า

“หนึ่งในสิ่งที่เขาต้องการจากอาชญากรรมนี้ คือการมีตัวตน (ชื่อเสียง) ดังนั้นคุณจะไม่มีวันได้ยินฉันพูดชื่อเขา เขาเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นอาชญากร เป็นคนหัวรุนเเรง เเต่เมื่อฉันพูด “เขาจะไม่มีชื่อ” ฉันขอให้พวกเราเอ่ยชื่อผู้ที่สูญเสีย มากกว่าชื่อของคนที่คร่าชีวิตเขาเหล่านั้น เขาอาจจะอยากมีตัวตน แต่พวกเราชาวนิวซีเเลนด์ จะไม่ให้ แม้เเต่ชื่อ”

นอกจากนั้น ในช่วงที่เหตุการณ์รุนแรงเพิ่งจบลงได้ไม่นาน การสื่อสารหรือการรายงานข่าว ก็ควรเป็นไปอย่างมีหลักเกณฑ์ ขอย้อนกลับไปในบทความของคุณปณิธาน ที่อ้างอิงหลักการของ James Meindl และ Jonathan Ivy อีกครั้ง ถึงการสื่อสารภายหลังเกิดวิกฤตการร้ายแรงไว้อีก 6 ประการ คือ
  1. สื่อสารในมุมที่แสดงให้เห็นถึงความชั่วร้าย น่าละอาย การละเมิดศีลธรรม จรรยาบรรณ ความขลาดกลัวของมือสังหาร ซึ่งจะป้องกันไม่ให้ผู้ทำผิดถูกชื่นชมหรือยกย่อง
  2. หลีกเลี่ยงการอธิบายเหตุผลเบื้องหลังของการสังหาร เพราะมันอาจซับซ้อน และมีความเสี่ยงที่จะทำให้คนอื่นที่มีปัญหาคล้ายๆ กันเลียนแบบ และเลือกแนวทางความรุนแรงเป็นทางออกได้
  3. เมื่อเหตุการณ์จบสิ้นลงแล้ว ให้ลดเวลาออกอากาศ ลดการรายงานข่าว ลดพื้นที่การสื่อสารเรื่องผู้ร้ายให้น้อย เพราะการให้เวลาหรือให้พื้นที่สื่อมากๆ จะเป็นการสร้างความจดจำ และเพิ่มสถานะทางสังคมของผู้ทำผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
  4. ควบคุมการให้ข่าวและการแถลงข่าวสดหลังเหตุการณ์ ถึงแม้ว่าข่าวนั้นจะเป็นที่สนใจและผู้คนยังอยากรู้ เพราะการนำเสนอข่าวทุกครั้ง ก็จะปลุกความสนใจ ความคับแค้น เกินความจำเป็น
  5. นำเสนอแต่ข้อเท็จจริงสั้นๆ อย่าผลิตหรือทำซ้ำอะไรที่เป็น “ดราม่า” โดยเฉพาะไม่ควรพาดหัวว่า “Breaking News” เพื่อสร้างความเร้าใจเพิ่มขึ้น
  6. ไม่ควรลำดับเหตุการณ์โดยละเอียดทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการสังหาร เพราะรายละเอียดเหล่านี้จะถูกนำไปลอกเลียนแบบได้ง่าย

ภาพข่าวจาก PPTV HD 36

ผู้นำที่ดี พาชาติพ้นภัยได้ เมื่อภัยมา

หากจะเปรียบเทียบ เหตุกราดยิงโคราชเข้ากับเหตุการร้ายแรงระดับโลกสักเหตุการณ์ เชื่อว่าเหตุกราดยิงชาวมุสลิมที่มาร่วมพิธีละหมาดในมัสยิด 2 แห่ง ใจกลางเมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ ที่กล่าวถึงไปแล้วในพาร์ทที่แล้ว ดูจะใกล้เคียงที่สุด
Jacinda Ardern ผู็นำหญิงของนิวซีแลนด์
และจากเหตุการณ์นี้เอง ที่กลายเป็น “สถานการณ์สร้างวีรสตรี” ส่งให้ ชื่อของ Jacinda Ardern ผู้นำหญิงของนิวซีแลนด์เป็นต้นแบบของผู้นำที่รับมือกับเหตุการณ์เลวร้ายระดับชาติ และพิชิตใจชาวนิวซีแลนด์และชาวโลกไปได้เต็มๆ
ยิ่งภาพที่เธอสวมฮิญาบสีดำเหมือนกับหญิงมุสลิมไปร่วมงานพิธีศพของผู้สูญเสีย สวมกอดต่อครอบครัวผู้สูญเสียด้วยความเห็นใจ โดยไร้ซึ่งอัตตา เชื้อชาติ ศาสนา สีผิว อันแตกต่างมากั้นขวาง ยิ่งช่วยเยียวยาจิตใจผู้สูญเสียได้อย่างดีี

นอกจากความอ่อนโยนที่เธอมอบเพื่อเยียวยาจิตใจคนในชาติแล้ว อาร์เดิร์นยังแถลงข่าวเรื่องเหตุการณ์นี้ด้วยการระมัดระวังคำพูด ทว่า ยังคงความเด็ดขาด ไม่กำกวมอย่างการใช้คำว่า “ก่อการร้าย” อย่างชัดเจนและทันท่วงที เพื่อแสดงให้เห็นถึงการตระหนักรู้ของกระแสสังคมว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้ เจ้าหน้าที่รัฐไม่เต็มใจนักที่จะใช้คำว่า “ก่อการร้าย” ยิ่งเวลาผู้ก่อเหตุเป็นคนผิวขาวด้วยแล้ว จะปรากฏขึ้นน้อยมาก อาร์เดิร์น จึงขอแสดงจุดยืนชัดเจนแบบไม่เลือกข้าง เพื่อไม่เป็นคนที่สร้างชนวนซ้ำเติมให้ความเคียดแค้นในประเด็นเรื่องเชื้อชาติ สีผิว ทวีความรุนแรงขึ้นอีก
และยังถือโอกาสนี้ เป็นวาระในการเปลี่ยนกฎหมายครอบครองอาวุธปืน ที่อ่อนด้อยให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคนในชาติด้วย 
หากใครต้องการย้อนไปศึกษาวิธีสื่อสารอันเป็นแบบอย่างของผู้นำหญิงท่านนี้ สามารถคลิกไปอ่านเพิ่มเติมในในบทความของสาลิกา เรื่อง ‘Jacinda Ardern’ นายกรัฐมนตรีหญิงนิวซีแลนด์ ฝ่าไฟก่อการร้าย กุมหัวใจคนทั่วโลก ได้

ส่องแนวทางยกระดับ มาตรการรักษาความปลอดภัยให้คนในชาติ หลังเกิดเหตุร้ายในต่างประเทศ

ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เลวร้ายสะเทือนขวัญคนทั้งชาติ นอกจากจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อครอบครัวผู้ที่สูญเสียแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจและความเชื่อมั่นของประชาชนโดยทั่วไปด้วย รวมถึงยังอาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศในระยะยาว จึงจำเป็นที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาครัฐที่มีหน้าที่รักษาความสงบสุขของคนในชาติ จะต้องมีมาตรการที่เหมาะสมมาป้องกันหรือรองรับ
แม้เหตุการณ์เลวร้ายที่เพิ่งเกิดขึ้นที่โคราช ยังเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นน้อยมากในสังคมไทย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือสัญญาณเตือนให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องมาช่วยกันถอดบทเรียน เพื่อหาทางรับมือและวางมาตรการสร้างความปลอดภัยที่เหมาะสม รัดกุม โดยวิธีเร่งด่วนที่ทำได้เร็วที่สุด คือ การนำเอาบทเรียนเหตุการณ์การสังหารหมู่ของประเทศอื่นๆ ที่คล้ายกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นที่โคราชมาปรับใช้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายแบบเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันขึ้นอีก
ก่อการร้าย
เพื่อให้เห็นภาพ ในบทความของคุณปณิธานได้นำเอาโมเดลการรับมือกับเหตุก่อการร้ายในสหรัฐอเมริกามาบอกเล่าให้ฟัง เพราะเหตุการณ์การสังหารหมู่โดยการใช้อาวุธปืนถือเป็นเรื่องใหญ่ และมีความถี่ที่เกิดขึ้นทุก 12-13 วันในสหรัฐอเมริกา นอกจากนั้น จากการศึกษาของ Lankford ที่ศึกษาเหตุการณ์ก่อการร้ายใน 171 ประเทศ เมื่อปี 2016 พบว่าเกิดขึ้นในอเมริกากว่า 30% เมื่อเทียบกับทุกประเทศทั่วโลก โดยมาตรการที่น่าสนใจ มีดังนี้
  • เร่งรัดยกระดับมาตรการการรักษาความปลอดภัย การควบคุมอาวุธปืนทั้งในเมือง ในศูนย์การค้า และในชุมชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย หรือเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในรูปแบบอื่นๆ
  • เยียวยาผู้ที่สูญเสียและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างรวดเร็ว
  • เร่งวางมาตรการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพจิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
  • เริ่มดำเนินการระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพจิต ความเครียด ของผู้คน
  • ปรับแนวทางการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน และการสื่อสารสมัยใหม่ในระดับบุคคล โดยเฉพาะการรายงานผ่านสื่อออนไลน์ หรือสื่อโซเชียล ซึ่งเป็นช่องทางการสื่อสารที่ไปยังผู้รับสารอย่างรวดเร็ว การรายงานข่าวจึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบให้ถูกต้องและมีความเหมาะสม

หลังจบเหตุการณ์เลวร้าย ได้เวลาเสพข่าวในมุมสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความตระหนักและทางป้องกัน

‘Jacinda Ardern’ นายกรัฐมนตรีหญิงนิวซีแลนด์ ฝ่าไฟก่อการร้าย กุมหัวใจคนทั่วโลก

ในข่าวร้ายมีข่าวดีเสมอ ชี้แนวทางเสพข่าว ‘ไวรัสอู่ฮั่น’ ระบาด อย่างมีสติและความหวัง

สังคมผู้สูงวัยญี่ปุ่น ดัน ‘รถพุ่มพวง’ เจิดจรัสโอกาสทองท่ามกลางกระแสธารค้าปลีก 4.0