เปิดโมเดลเชื่อมพรมแดน ไทย-อาเซียน ด้วย ‘Creative Tourism การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์’ โดยชุมชนทั่วไทย

598

หากพิจารณาดูนิยามของ ‘Creative Tourism การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์’ ที่ทาง สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำหนดไว้เป็นธงในการดำเนินโครงการการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เห็นชัดว่าถ้าการท่องเที่ยวในเชิงสร้างสรรค์นี้เกิดขึ้นได้จริง ชุมชน จะได้รับประโยชน์จากการมีรายได้ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง เพราะ Creative Tourism หมายความถึง

“การท่องเที่ยวที่สร้างประสบการณ์ใหม่ โดยใช้ทรัพยากรวัฒนธรรมและธรรมชาติที่ผ่านกระบวนการจัดการอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้ชุมชนมีความมั่นคง มีรายได้ที่ยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้อย่างมีความสุข”

และเพื่อส่งต่อองค์ความรู้ที่ได้จากการดำเนินโครงการฯสู่การปรับใช้พัฒนาการท่องเที่ยวแบบใหม่ โดยชุมชน เพื่อชุมชน นี้อย่างกว้างขวางทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดประชุมนานาชาติ “Creative Tourism and Development” ไปเมื่อเร็วๆนี้
โดยงานนี้ได้นักวิชาการในไทยและต่างประเทศ ดึงผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ร่วมเปิดมุมมองเสริมความแข็งแกร่ง และแสวงหาแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์ เชื่อมสัมพันธ์อย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับและต่อยอดการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในไทยและกลุ่มประเทศอาเซียน

ปูพื้นฐาน แนวคิด ‘Creative Tourism การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์’ กับ Professor Greg Richard กูรูผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวเพื่อชุมชน

ในพิธีเปิดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ครั้งนี้ ได้เชิญ Professor Greg Richard เกร็ก ริชาร์ด ผู้เชี่ยวชาญและผุ้บุกเบิกแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ระดับโลกมาเป็นผู้ปาฐกถาพิเศษเปิดงาน ในหัวข้อ “Creating Creative Tourism and the Big Dream of Creative Placemaking” ในมุมมองเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ รวมถึงปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์เพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดด้านการท่องเที่ยว
โพรเฟสเซอร์ ริชาร์ด ปูพื้นฐาน แนวคิดเรื่อง Creative Tourism โดยเริ่มจากการกล่าวถึงความได้เปรียบของประเทศไทย ในการสร้างการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ว่า

“ประเทศไทย มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ในหลากหลายด้าน ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดสร้างการท่องเที่ยวแนวใหม่นี้ให้เกิดขึ้นในชุมชนได้ไม่ยาก ด้วยเหตุนี้ จุดเริ่มต้นในการสร้างชุมชนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ทั่วไทย คือ ต้อง Redesign tourism หรือ ปรับรูปแบบการท่องเที่ยวใหม่ตามแนวทาง Creative Tourism ด้วยการนำทรัพยากรท้องถิ่น วัฒนธรรมท้องถิ่น มาเพิ่มมูลค่า แปรสภาพ สร้างสตอรี่ เป็นการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อชุมชน แล้วนำเสนออกไปยังกลุ่มเป้าหมายให้ตรงจุด”

โดย อาจารย์ริชาร์ด ได้ขยายความการสร้างสตอรี่ว่า ต้องเป็นการเล่าเรื่องแบบ Narrative Story Telling ด้วยการบรรยายเป็นเรื่องเล่า ถึงทรัพยากร วัฒนธรรม ประจำถิ่น ว่ามีความล้ำค่าในด้านไหนบ้าง เล่าความเป็นมา ความอัศจรรย์ และความหมายของวัฒนธรรมนั้นๆต่อชุมชน เพื่อดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวให้มาเสพเสน่ห์เฉพาะตัวของของชุมชนนี้
นอกจากนั้น ชัยชนะของการ รีดีไซน์ หรือปรับลุค การท่องเที่ยวชุมชนในเชิงสร้างสรรค์ที่ อาจารย์ริชาร์ด อธิบายให้เห็นภาพ คือ “ทำอย่างไรก็ได้ ที่ทำให้ผู้คนผละออกจากสังคมก้มหน้า เสพสื่อออนไลน์ สื่อโซเชียล แล้วเงยหน้ามาเสพความงดงาม ความล้ำค่าของทรัพย์สมบัติ สถาปัตยกรรม วิวทิวทัศน์ ในชุมชนแทน”
จากนั้นกูรูด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ยังชี้ให้เห็นว่า Creative tourism ที่ดี ควรสร้างประสบการณ์ให้กับนักท่องเที่ยวได้ใน 5 ด้าน คือ การออกจากกรอบการท่องเที่ยวแบบเดิมๆ (Escape) กิจกรรมที่ทำให้เกิดการสื่อสารระหว่างชุมชนและนักท่องเที่ยว (Interactivity) การเรียนรู้ร่วมกัน (Learning) การตระหนักรู้ร่วมกับชุมชน (Recognition) ความรู้สึกผ่อนคลาย(Relaxation)

ส่วนประโยชน์ที่ การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ จะสร้างคืนกลับให้กับชุมชนในระยะยาวได้ นั่นคือ
  • ความสนับสนุนจากหน่วยงาน องค์กรภายนอก กับการดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวที่สร้างสรรค์ของแต่ละชุมชน
  • การแลกเปลี่ยนทักษะและความรู้ร่วมกัน ทั้งในระดับชุมชนหนึ่งกับอีกชุมชนหนึ่ง ชุมชนกับสถาบันการศึกษา และชุมชนกับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือน
  • สร้างเครือข่าย Creative Tourism การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ กับประเทศต่างๆทั่วโลก
  • สร้างการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ดีต่อชุมชน ระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อม
  • สร้างประสบการณ์ใหม่ๆให้กับนักท่องเที่ยว
  • สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นคืนกลับให้กับชาวชุมชนทุกคน

เปิดโมเดล ชุมชนต้นแบบ การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เชื่อม ไทยอาเซียน

ภายในงานนี้ยังมีการจัดนิทรรศการของชุมชน ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นต้นแบบของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในธีม “เชื่อมพรมแดน ไทย-อาเซียน” ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ชม เพื่อให้เห็นภาพว่าเราได้อะไรจากชุมชนต้นแบบ Creative Tourism บ้าง

เริ่มต้นจากชุดโครงการ “การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์พื้นที่อันดามัน” ซึ่งได้หยิบเอาโครงการการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ผ่านการเชื่อมความสัมพันธ์ของผู้คนระหว่างไทย-เมียนมา ซึ่งทีมนักวิจัยผู้ดำเนินโครงการนี้ได้บอกเล่าถึงจุดประสงค์ของโครงการฯว่า

“สิ่งสำคัญที่สุด คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องสังคมพหุวัฒนธรรมชาติพันธุ์ของพื้นที่ และการเชื่อมโยงพื้นที่เป้าหมายการท่องเที่ยวระหว่างไทย-เมียนมา รวมทั้งการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมข้ามพรมแดน ซึ่งผลที่ได้ คือ โปรแกรมการท่องเที่ยวที่มีเส้นทางไฮไลต์ที่น่าสนใจ”

“กอปรกับมีการกำหนดจุดสนใจและแหล่งเรียนรู้ในแนวทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นไปที่ “ความเป็นพหุวัฒนธรรม” และจากการดำเนินโครงการนี้ ยังทำให้เกิดการจัดตั้ง พิพิธภัณฑ์ชุมชน ภายใต้ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับหน่วยงานวิจัยฝรั่งเศส และมหาวิทยาลัยในเมียนมา”
ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ด้านการท่องเที่ยว ทว่า โครงการนี้ ยังส่งต่อไปยังเครือข่าย สถาบันการขนส่ง ทำให้เกิด โครงการการเพิ่มศักยภาพการขนส่งเพื่อการท่องเที่ยวข้ามแดนระหว่างไทยกับตอนใต้ของเมียนมา ด้วยการริเริ่มโครงการนำร่อง การเดินทางท่องเที่ยวที่มีการขนส่งสาธารณะที่เชื่อถือได้ มีมาตรฐานปลอดภัยและช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้เดินทางได้จริง
โดยในตอนนี้ผลิตผลิตที่เกิดจากการดำเนินโครงการนี้ คือ ข้อเสนอในการพัฒนาการขนส่ง เพื่อการท่องเที่ยวในพื้นที่
  1. จังหวัดประจวบคีรีขันธ์กับเขตตะนาวศรี (มะริด)
  2. จังหวัดระนองกับเขตตะนาวศรี (เกาะสอง)
ทั้งนี้ ถ้าข้อเสนอนี้ได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการ มิติโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมจะได้รับการเติมเต็ม เอื้อประโยชน์ต่อผู้ให้บริการ ผู้ประกอบการขนส่งเพ่อการท่องเที่ยว ทั้งยังก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชน มาร่วมสร้างการท่องเที่ยวสร้างสรรค์ บนเส้นทางการเดินท่องเที่ยวด้วยขนส่งสาธารณะของทั้ง 2 ประเทศ
ไปทางตอนใต้แล้ว ก็ได้เวลาขึ้นเหนือมาดูอีกหนึ่งต้นแบบ การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในพื้นที่จังหวัดน่าน ที่มีการดำเนินโครงการทั้งเพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของการท่องเที่ยวของชุมชนในประเทศ ก่อนที่จะขยายไปสู่ในระดับอาเซียนเชื่อมกับทางประเทศลาว ผ่านเมืองหลวงพระบาง ที่ใช้เวลาเดินทางทางรถ จากเมืองน่านแค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้น
เริ่มจากโครงการวิจัยทรัพยากรและศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแบบสร้างสรรค์ในจังหวัดน่าน โดยหน่วยงานรับผิดชอบ คือ ศูนย์เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข คณะเศรษฐศาสตร์ ที่นำแนวทางการพัฒนาที่เกิดจากแนวคิดของชุมชน มาต่อยอดพัฒนาให้เกิดมูลค่าเพิ่มและความยั่งยืนโดยชุมชน ซึ่งที่สุดแล้วจะสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นได้จากชุมชนเอง โดยการเชื่อมโยงโครงการวิจัยด้านสุขภาพกับชุมชนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ต่างๆในจังหวัดน่าน จนเกิดธีม “น่าน เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ”
ที่ประกอบด้วย การทำผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร บ้านพักผู้สูงอายุ สปาและนวดแผนไทย การพำนักระยะยาว หรือ Long stay และการสร้างศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ หรือ Wellness Center

จากนั้น มีอีกหนึ่งโครงการที่อยู่ภายใต้โปรเจ็กต์นี้ คือ การจัดการท่องเที่ยวเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวอิสระชาวจีนในไทย : ถอดบทเรียนเพื่อการจัดกการที่ยั่งยืนจากหลวงพระบางสู่น่าน โดย ศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเซียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้รับผิดชอบ
ด้วยความเชื่อมั่นว่า แม้น่าจะเป็นจังหวัดเล็กๆ แต่ก็มีเรื่องราวประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีเสน่ห์ มีศักยภาพโดดเด่นที่จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ได้
และเพื่อเตรียมความพร้อม ยิ่งในตอนนี้ เราสามารถใช้ช่วงเวลาที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนน้อยลงจากกระแสการระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ให้เป็นประโยชน์ เพื่อเตรียมการรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่อาจเดินทางมาท่องเที่ยวที่เมืองน่านต่อ หลังจากเดินทางท่องเที่ยวในเมืองหลวงพระบางเรียบร้อยแล้ว โดยสร้างปัจจัยเฉพาะเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนที่มีคุณภาพ มุ่งเน้นคุณภาพ ไม่โฟกัสที่ปริมาณ เพื่อควบคุมและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการทำลายบรรยากาศทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงยังคงรักษาเสน่ห์ดั้งเดิมของเมืองน่านไม่ให้เปลี่ยนไปตามกาลเวลา

ผู้ที่สนใจ สามารถค้นหาเรื่องเล่าสร้างแรงบันดาลใจในการ ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพิ่มเติม ได้ที่ www.creativejourneyth.com


สร้างแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์กันได้ต่อ 

‘แอปพลิเคชัน ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เกียวโต’ 3 คีย์เวิร์ด กำหนด 3 เทรนด์ท่องเที่ยว ทศวรรษหน้า 2020

“เคว้งทัวร์” Broken Heart Traveller ท่องเที่ยวเยียวยา “อกหัก”

Airbnb เผย ‘บุรีรัมย์’ จังหวัดเดียวของไทยที่ขึ้น Top 3 จาก 20 จุดหมายปลายทางฮอตฮิตในปี 2020