โหมดความรุนแรงและผลิตผลของสังคมออนไลน์…จาก โจ๊กเกอร์ – ผอ.ปล้นทอง – ถึงจ่าคลั่ง!!!

322

สังคมการสื่อสารที่ก้าวหน้ารวดเร็วยุคดิจิทัล ได้นำพาผู้คนก้าวข้ามพรมแดน กาลเวลา สภาพแวดล้อม และกฏกติกาแบบเก่าๆ ที่เคยเป็นมาในยุคอนาล็อกเรียบร้อยแล้ว!


ข่าวสาร ความเห็น เสียงบ่น และพฤติกรรมบูลลี่ ฯ วันนี้เกิดขึ้นมากมายท่วมท้นในโซเชียลมีเดีย ท่ามกลางสังคมที่ขาดการเฝ้าระวังในช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่กว้างใหญ่ ทำให้ผู้คนในสังคมวันนี้ก่อรูปความคิด พฤติกรรมแบบเฉพาะตัว เฉพาะกลุ่ม และลอกเลียนตามกัน! เพื่อสร้างตัวตน สร้างพื้นที่ทางสังคมขึ้นง่ายๆ นี่คือผลรวมของสังคมและการสื่อสารยุคใหม่ที่เปลี่ยนไปจากเดิม!
การยอมรับ ความดีงามของบุคคล ถูกส่งผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารและแพร่กระจายได้ง่ายรวดเร็ว แต่ความเลวร้ายทำลายล้างก็มีการส่งผ่านนำเสนอได้รวดเร็วเช่นกัน! สังคมออนไลน์ ข่าวสารแบบเฟคนิวส์ จึงมีอิทธิพลที่ทำให้ผู้คนและสังคมจมดิ่งสู่สังคมความเห็นฯ ความเร็วของการสื่อสารลดทอนการตั้งสติ การใส่ใจกับความรู้และความจริงอย่างน่าวิตก!

การเสพสมาทานที่พึงต้องตระหนักไตร่ตรองด้วยสติปัญญา ได้ถูกพื้นที่ของความเห็น ความรู้สึก และอารมณ์เข้าแทนที่! ส่งผลให้ผู้คน รัก ชอบ เกลียดชังกันง่ายๆ แบ่งฝักฝ่ายแบ่งขั้วตามอารมณ์ความรู้สึกจากข้อความที่ส่งต่อกันไปมา และลอกเลียนหาทางออกของชีวิตเมื่อเผชิญปัญหาไปโดยปริยาย นี่คือด้านมืดของเหรียญที่บางคนเห็นแต่ความก้าวหน้า!
เมื่อเหลียวดูความความป่วยไข้ทางสังคม อดไม่ได้ที่จะย้อนนึกถึงภาพยนตร์เรื่องโจ๊กเกอร์ที่ “อาเธอร์ เฟกส์” เป็นตัวนำ เขาเป็นโรคซึมเศร้า จิตเภท มีชีวิตอยู่ในสังคมแบบผู้ถูกกระทำจากหลายเหตุการณ์ มีสภาพป่วยทางจิต เมื่อเศร้าสะเทือนใจจะหัวเราะจนควบคุมตัวเองไม่ได้ เป็นคนกึ่งตลก กึ่งวิปลาส มีความคิดตกวนอยู่ในกับดักที่เป็นปมลึกของตัวเอง เป็นบุคคลที่ล้มเหลวทางจิตใจ ดิ้นรนอยู่ในสังคมเมืองที่ถูกรังเกียจและย่ำยี! จนในที่สุดก็พาตัวเองไปก่ออาชญากรรมและฆ่าคน มีข่าวการรับรู้แพร่กระจายไปทั่วเมือง แต่ก็มีคนเห็นใจและที่สุดผู้คนก็รวมตัวกันสร้างความโกลาหลขึ้นในเมือง จน “อาเธอร์ เฟกส์” ถูกทำให้กลายเป็นเป็นผู้นำความโกลาหล หัวเราะกับความฉิบหายของบ้านเมืองในที่สุด!

ภาพยนต์เรื่องนี้สะท้อนความรุนแรง ความป่วยไข้ การเก็บกด การลอกเลียน ของสังคมที่บ่มอยู่ในหมอกควันที่พร่ามัวทางความคิดและการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน ป่วยไข้จนผู้คนลงมือกระทำตัวเองและสังคมจนบ้านเมืองดิ่งจมสู่สภาพอนาธิปัตย์! เป็นภาพยนตร์ที่มากความทุกข์ เศร้า เก็บกด ขมขื่น รุนแรง และสะเทือนใจสะเทือนอารมณ์!

ในความเคลื่อนไหวที่ป่วยไข้ของสังคมและความก้าวหน้าของการสื่อสารนั้น ทำให้คนขาดความยั้งคิดหรือไตร่ตรอง นำไปสู่การก่ออาชญากรรมได้ง่ายๆ นี่คือสภาพสังคมและผู้คนในโลกที่เกิดขึ้นวันนี้ ซึ่งน่าวิตกยิ่ง!
การมี “สองพฤติกรรม สองตัวตน หรือหลายตัวตน” ในคนๆ เดียวกันในโลกของการสื่อสารที่ก้าวหน้า ทำให้ใครๆ สามารถสื่อสารผ่านสังคมออนไลน์เพื่อสร้างความเชื่อถือยอมรับได้ด้วยสื่อมือถือที่ตัวเองควบคุมและสร้างขึ้นมา สังคมวันนี้จึงเกิดกรณีที่ผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีอาชีพครูและใกล้ชิดกับเด็กๆ มีฉากชีวิตจริงที่สวมชุดพรางปล้นทอง ฆ่าเด็ก ฆ่าคนอย่าโหดเหี้ยมกลางศูนย์การค้า จนเป็นข่าวสยองสลดหดหู่ไปทั่ว! นี่คือพฤติกรรมลอกเลียนที่ปรากฏผ่านสื่อสังคมวันนี้!

คงต้องหันมาทบทวนมาตรการทางสังคมและการสื่อสาร ที่จะไม่ทำให้ผู้คนตกเป็นเหยื่อของการสื่อสารอย่างขาดความยับยั้งชั่งคิดกันอย่างจริงจัง จะหวังพึ่งแค่ศูนย์เฟคนิวส์ที่รัฐทำอยู่คงไม่น่าจะเพียงพอ!
ที่รุนแรงและเลวร้ายกว่าอีกครั้ง คือเหตุการณ์ที่จ่าคลั่งบุกศูนย์การค้าที่โคราช กราดยิงผู้คนเสียชีวิตถึง 30 คน บาดเจ็บเกินครึ่งร้อย และโพสต์เฟสบุ๊คระหว่างลงมือปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง! อาชญากรรมครั้งนี้สร้างความสูญเสียให้ผู้คนและสังคมอย่างท่วมท้น!
โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่บ้านเมืองมีสภาพเหมือนทุกข์ซ้ำกรรมซัดวิบัติลำเค็ญ จากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นติดๆ กัน ทั้งสังคม เศรษฐกิจ และภัยพิบัติข้ามโลก ที่ต้องเฝ้าระวังกันอยู่ชนิดที่ไม่ได้พักผ่อนทีเดียว
ข่าวอาชญากรรมเลวร้ายที่เกิดขึ้นที่โคราชนี้แพร่สะพัดไปทั่วโลก มีการวิจารณ์กันหลายแง่มุม แต่ที่แย่มากๆ คือมีกลุ่มฉวยโอกาสซ้ำเติมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐฯ สร้างตัวตนแบบโจ่งแจ้งและเนียนๆ ซ้ำลงมาอีก เป็นการฉวยโอกาสและขาดความรับผิดชอบอย่างรุนแรง

กราดยิงโคราช ถอดบทเรียน

สภาพที่น่าวิตกท่ามกลางความรุนแรงของสังคมวันนี้ ต้องยอมรับว่าเป็นผลพวงที่ผสมผสานเอาความเหลื่อมล้ำทางสังคมเข้ากับพัฒนาการของเทคโนโลยีการสื่อสารที่เป็นปฏิกิริยาผกผันกันอย่างน่าคิด!

ด้านหนึ่งก้าวรุดหน้าอย่างรวดเร็ว อีกด้านหนึ่งเป็นความเปราะบาง ขาดความรู้ความเข้าใจต่อพิษภัยของการสื่อสารสาธารณะที่จะส่งผลต่อสังคมโดยรวม การขาดความรู้เท่าทัน ขาดภูมิคุ้มกันจากการศึกษาและการให้ความรู้สาธารณะ ขณะที่มีช่องว่างการกำกับดูแลเชิงระบบระเบียบกฎหมายที่จะช่วยปกป้องผู้คนและสังคม ส่งผลให้ผู้คนในสังคมต้องผจญภัยไปกันเองอย่างเลื่อนลอย ยอมรับชะตากรรมกันไป!
แย่กว่านั้นคือพวกคลั่งการเมืองและความขัดแย้งได้หยิบฉวยบางประเด็น บางแง่มุมไปขยายความ ต่อเติม และเผยแพร่ให้สถานการณ์ดูเลวร้ายขึ้นไปอีก ชีวิตวันนี้จึงต้องใช้สติและปัญญาไตร่ตรอง เสพข่าวสารอย่างตระหนักรู้และรับผิดชอบ เพื่อร่วมสร้างสังคมที่ดีและน่าอยู่ให้เกิดขึ้นให้ได้…พึ่งใครไม่ได้ ก็ต้องเริ่มที่ตัวเรานี่แหละ ดีที่สุด

เรื่อง : Apichartology