นักวิจัยไทยพลิกวิกฤต เป็นโอกาสสร้างสรรค์ 3 นวัตกรรมรับมือไวรัสโคโรนา & ภัยพิบัติ

732

ในห้วงเวลาที่ผ่านมา ผู้คนทั่วโลกยังกังวลกับการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่ยังคงแผลงฤทธิ์ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อยังคงพุ่งทะยานต่อไปไม่หยุด โดยเฉพาะในประเทศจีน ซึ่งจากรายงานล่าสุดของสำนักข่าวซินหัว ล่าสุด พบว่าในตอนนี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสฯ ที่ได้รับการยืนยันในจีนแผ่นดินใหญ่รวมอยู่ที่ 42,638 ราย หากนับถึงสิ้นวันจันทร์ (10 ก.พ.) ส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อที่เสียชีวิตรวมอยู่ที่ 1,016 ราย และหนทางที่จะนำไปสู่การหยุด และลดความเสี่ยงการติดเชื้อไวรัสฯนี้ คือ การคิดค้น นวัตกรรมรับมือไวรัสโคโรนา ที่มีประสิทธิภาพ โดยความหวังในเรื่องนี้ก็ได้ฝากไว้กับนักวิจัยทั่วโลก

และล่าสุด ก็มีข่าวที่น่ายินดีว่านักวิจัยไทยจาก คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้คิดค้น 3 นวัตกรรมรับมือไวรัสโคโรนา และภัยพิบัติจากสารเคมี หรือกัมมันตรังสี ที่พร้อมนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ในวงการแพทย์และสาธารณสุขอย่างได้ผล

หุ่นยนต์แพทย์อัจฉริยะ Doctosight ลดความเสี่ยงติดเชื้อ ให้บุคลากรทางการแพทย์อย่างได้ผล

เมื่อมีกระแสโรคระบาดเกิดขึ้นทั้งในระดับประเทศและระดับโลก นอกจากจะสร้างความตื่นตระหนกให้ผู้คนเป็นวงกว้างแล้ว ยังส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องทำหน้าที่กันเต็มกำลังเพื่อรักษาผู้ป่วย และเหตุการณ์นี้เองที่ทำให้รู้ว่าบุคลากรทางการแพทย์หลายด้านมีความขาดแคลน ดังนั้น นี่เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้นักวิจัยพยายามจะคิดค้นนวัตกรรมเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับแพทย์ในการทำหน้าที่รักษาผู้ป่วย ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อให้มากที่สุดด้วย

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เกริ่มถึงข้อมูลอัปเดตเรื่องความขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ในบริบทของประเทศไทยว่า

“ไทยเป็นหนึ่งในประเทศมีปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ จากการกระจายตัวบุคลากรด้านการแพทย์ในหลายพื้นที่ ทำให้อัตราส่วนจำนวนบุคลากรทางด้านการแพทย์ต่อประชากรทั้งหมดค่อนข้างต่ำ เฉลี่ย 0.393 คนต่อประชากร 1000 คน โดยเฉพาะเมื่อเกิดวิกฤตโรคระบาดอย่างการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ยิ่งทำให้รู้ว่าบุคลากรทางการแพทย์ไทยยังขาดแคลน ในฐานะนักวิจัยจึงต้องการคิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาแบ่งเบาภาระแพทย์พยาบาล ตลอดจนมุ่งพัฒนายกระดับระบบสาธารณสุขของประเทศให้ดีขึ้นด้วย”

ทางทีมวิจัยคณะวิศวะมหิดล จึงได้พัฒนา หุ่นยนต์แพทย์อัจฉริยะ Doctosight สำหรับการวินิจฉัยและรักษาผ่านระบบโทรเวช (Telemedecine) ขึ้น เพื่อช่วยให้แพทย์และบุคลากรไม่ต้องเข้าใกล้หรือสัมผัสผู้ป่วยโดยตรง ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อจากคนไข้อย่างได้ผล
โดยจุดเด่นของหุ่นยนต์นี้สามารถทำงานร่วมกันได้มากกว่าหนึ่งตัวเพื่อตอบสนองคำสั่ง ในการตรวจสอบข้อมูลการทำงานในเชิงดิจิทัลในรูปแบบของการทำงานหุ่นยนต์ เช่น เวลาการบังคับของผู้ใช้งาน การระบุตำแหน่งหุ่นยนต์ที่มากกว่าหนึ่งตัวในระบบควบคุม

ทั้งนี้ หุ่นยนต์ทั้งหมดในระบบนั้นจะทำหน้าที่รับส่งข้อมูลระหว่างกันเพื่ออัปเดตสถานะ การทำงานภายในโรงพยาบาลและสามารถควบคุมได้ผ่านแอปพลิเคชันควบคุมหุ่นยนต์ที่ถูกพัฒนาและออกแบบขึ้นเฉพาะ โดยระบบควบคุมจะประกอบไปด้วย
  • ระบบควบคุมหุ่นยนต์แบบสั่งการพิกัดตำแหน่งเป้าหมายสำหรับหุ่นยนต์มากกว่าหนึ่งตัวในระบบปฏิบัติการและระบบนำทางอัตโนมัติของหุ่นยนต์แพทย์อัจฉริยะภายในสภาพแวดล้อมที่กำหนด
  • ระบบควบคุมหุ่นยนต์ทางไกลแบบกึ่งอัตโนมัติสำหรับหุ่นยนต์มากกว่าหนึ่งตัวในระบบปฏิบัติการ
  • ระบบติดตามการทำงานของหุ่นยนต์มากกว่าหนึ่งจำนวนภายในระบบปฏิบัติการ
  • ระบบผสานงานข้อมูลพื้นฐานของหุ่นยนต์มากกว่าหนึ่งตัวในระบบปฏิบัติการ เช่น การอัปเดตสิ่งกีดขวางหรือสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
  • ระบบของหุ่นยนต์ยังสามารถพัฒนาต่อยอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบโลจิสติกส์ภายในโรงพยาบาลได้ด้วย โดยโรงพยาบาลสามารถวางแผนให้ตัวหุ่นยนต์ทำงานเป็นกิจวัตร ภายในช่วงระยะเวลาที่กำหนดได้โดยไม่ต้องใช้คนควบคุม
นอกจากนั้น ตัวระบบจะอาศัยแพทย์หรือพยาบาลเฉพาะตอนที่ให้คำปรึกษากับคนไข้ผ่านตัวหุ่นยนต์ ซึ่งช่วยลดภาระการทำงานของแพทย์ พยาบาล เช่น วัดชีพจร วัดความดันเลือด วัดอัตราการเต้นของหัวใจ เป็นต้น และส่วนกลางของตัวหุ่นยนต์ออกแบบเป็นช่องเก็บของ ช่วยลำเลียงยาและวัสดุไปยังคนไข้
ในส่วนของการติดต่อสื่อสารระหว่างหุ่นยนต์กับตัวผู้ใช้งาน เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าถึงการใช้งานของหุ่นยนต์ได้ง่ายและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยทำให้อยู่ในรูปแบบแอปพลิเคชัน ซึ่งสามารถดาวโหลดและเข้ารหัสกับตัวหุ่นยนต์ ด้วยการควบคุมการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ผ่านระบบติดต่อไร้สาย ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย และยังสามารถแสดงผลจากตัวหุ่นยนต์มาได้เสมือนอยู่ในสเตชั่นควบคุมหุ่นยนต์ด้วย

ถุงเคลื่อนย้ายผู้ป่วย นวัตกรรมรับมือไวรัสโคโรน่า ป้องกันเชื้อโรคและสารเคมีอย่างได้ผล

โดยปกติแล้ว การขนย้ายผู้ป่วยในสถานการณ์อุบัติภัยโรคระบาด รวมถึงวิกฤตสารเคมีหรือสารกัมมันตรังสีรั่วไหลนั้น มีความจำเป็นที่ต้องดำเนินการอย่างรัดกุมมาก เพราะถ้าทำไม่ถูกวิธีอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงอย่างมาก ยิ่งในกรณีไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังระบาดอยู่ในตอนนี้ แพทย์พยาบาลหรือผู้ที่ช่วยเหลือมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อจากการขนย้ายผู้ป่วยได้
ดังนั้น เพื่อให้การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อจากจุดอันตรายไปยังที่ที่ปลอดภัยอย่างไม่เป็นอันตราย ทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงคิดค้นนวัตกรรม “ถุงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในการป้องกันเชื้อโรคและสารเคมี” สำหรับการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ขึ้นมา

ทั้งนี้ ถุงเคลื่อนย้ายผู้ป่วย นวัตกรรมรับมือไวรัสโคโรนา มีคุณสมบัติสามารถป้องกันไม่ให้อากาศด้านในไหลสู่ด้านนอก ซึ่งช่วยสกัดกั้นไม่ให้สารเคมีปนเปื้อนในถุงแพร่ไปสู่ภายนอกถุง หลักการของการป้องกันการไหลออกของอากาศภายในถุง คือ ทำให้ความดัน (Pressure) นั้นมีน้อยกว่าภายด้านนอกถุง แบ่งออกเป็น 2 แบบ
  1. ถุงเคลื่อนย้ายแบบ Negative Pressure Bag : NPB (ในรูปถุงสีใส) สำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อ ป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อสู่ผู้อื่น โดยเก็บอากาศภายในเพื่อป้องกันอากาศออก ถุง NPB จะปรับความดันอากาศให้ต่ำกว่าภายนอกทำให้อากาศจากภายนอกไหลเข้าสู่ด้านใน ทำให้เชื้อต่างๆอยู่ภายในถุงไม่แพร่กระจายออกไป โดยอากาศบริสุทธิ์จะไหลผ่านรูอากาศ และถูกดักจับด้วยฟิลเตอร์ เพื่อไม่ให้เชื้อโรคผ่านออกไปยังถุงได้
  2. ถุงแบบ Positive Pressure Bag : PPB (ในรูปถุงสีเขียว) สำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ไม่มีเชื้อในพื้นที่ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ โดยถ่ายเทอากาศออกไปด้านนอก ถุง PPB ใช้ในสถานการณ์ที่สิ่งแวดล้อมรอบด้านเป็นพิษ เราจำเป็นต้องให้ผู้ป่วยอยู่ในถุงที่ปลอดภัย และปรับความดันภายในถุงให้เป็นบวก ดังนั้น อากาศภายนอกจะไม่สามารถเข้าด้านในได้ โดยอากาศภายนอกนั้นจะถูก Feed ให้กับผู้ป่วยในถุงโดยผ่านไส้กรองเพื่อให้อากาศบริสุทธิ์ ส่วนวัสดุห่อหุ้มโครงสร้างถุง เป็นวัสดุพลาสติกทางการแพทย์ ซึ่งทำหน้าที่ในการห่อหุ้มและป้องกันไม่ให้อากาศด้านในไหลออกสู่ด้านนอก
ถุงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยนี้มีขนาดมาตรฐาน ประมาณ 60 ซม. x 200 ซม. x 70 ซม. และยังมีที่จับที่สามารถขนย้ายผู้ป่วยได้สะดวก ปลอดภัย พร้อมติดตั้งระบบกรองและถ่ายเทอากาศ รวมถึงปรับความดัน นอกจากนี้ ยังมีช่องทางที่เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงผู้ป่วยที่อยู่ด้านในได้ด้วย

ระบบ AI คัดกรองข่าวปลอม เรื่องการระบาดของไวรัสโคโรนา

ผู้คนยุคนี้ไม่ใช่แค่ต้องสู้กับการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่น่ากลัวเท่านั้น เพราะผู้คนยังต้องสู้กับข่าวปลอม หรือ Fake News ที่จ้องจะปั่นประสาทให้เกิดความหวาดกลัวเพิ่มขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ด้วยความตระหนักในภัยจากข่าวปลอมนี้เอง ที่ทำให้ ดร.สุเมธ ยืนยง อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้าโครงการ ร่วมกับ ผศ.ดร.นริศ หนูหอม และ ดร. กลกรณ์ วงศ์ภาติกะเสรี ผู้ร่วมวิจัย จากภาควิชาเดียวกัน คิดค้น ระบบ AI คัดกรองข่าวปลอมในเรื่องการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ขึ้น
ภาพจาก : www.bangkokbiznews.com
ที่ผ่านมา เพื่อความถูกต้องของข่าวสาร รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม หรือ Anti-Fake News Center Thailand ขึ้น โดยจากการมอนิเตอร์และรับแจ้งเรื่องเกี่ยวกับประเด็นไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ระหว่างวันที่ 25-29 มกราคม 2563 พบว่า มีจำนวนข้อความที่แจ้งเข้ามาทั้งสิ้น 7,587 ข้อความ แต่ต้องตรวจสอบยืนยัน (Verify) ถึง 160 ข้อความ โดยพบว่ามีข่าวที่เกี่ยวข้องโดยตรงมีทั้งหมด 26 เรื่อง แบ่งเป็นข่าวปลอม 22 เรื่อง และข่าวจริงมีเพียง 4 เรื่อง เท่านั้น
ดังนั้น ที่ผ่านมา ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมจึงต้องใช้เวลาในการตรวจสอบเป็นจำนวนมาก ทำให้ไม่สามารถยับยั้งข่าวปลอมที่ถูกแชร์บนโลกออนไลน์ไปอย่างรวดเร็วได้
ระบบ AI คัดกรองข่าวปลอมในเรื่องการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ตรวจจับข่าวปลอม ช่วยลดระยะเวลาการตรวจสอบข่าวสารที่แชร์บนโลกออนไลน์ และเผยแพร่ข่าวสารข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง
โดยกลไกการทำงานของ AI ระบบตรวจจับข่าวปลอม จะดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น Facebook ทางการของหน่วยงาน โดยจะดึงข้อมูลส่วนเนื้อความ วันที่ เวลา ช่วงระยะเวลา เช้า สาย บ่าย เย็น กลางคืน ซึ่งจะใช้เป็นตัวแบ่งข้อมูล จากนั้นทำการประมวลผลข้อความที่ดึงมาได้ในแต่ละวันเวลา แล้วสกัด Name Entity ออกมา เพื่อหาคำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การระบาดของโรค เช่น จำนวนผู้ติดเชื้อ จำนวนผู้เฝ้าระวัง พื้นที่พบผู้ต้องสงสัย เป็นต้น
เมื่อมีฐานข้อมูลแล้ว การทดสอบโพสต์ในสื่อออนไลน์ ทำโดยการสกัด Name Entity จากข้อความ และค้นหาโดยใช้คำเหล่านั้นเป็นฐานข้อมูล ในส่วนที่เป็นวันที่วันเดียวกันกับวันที่ของบทความ หากพบข้อความที่มีความหมายสอดคล้องกันในฐานข้อมูล ก็แสดงว่าบทความนั้นไม่ใช่ข่าวปลอม เพราะมีเนื้อความที่สอดคล้องกันกับฐานข้อมูล แต่หากไม่พบข้อความที่สอดคล้องกันเลย บทความดังกล่าวจะเป็นข่าวปลอมนั่นเอง

นวัตกรรมทางการแพทย์ ฝีมือนักวิจัยไทย มีประสิทธิภาพไม่แพ้นวัตกรรมระดับนานาชาติเลย

เปิดมิติใหม่ ‘วันมะเร็งโลก ปี 2563’ ที่มาพร้อมกับ นวัตกรรมรักษามะเร็ง ลดความสูญเสียอย่างได้ผล

ถอดบทเรียน ปี 2562 การใช้ “Telemedicine แพทย์ทางไกล “ยกระดับบริการสาธารณสุขให้เท่าเทียม เดินหน้า Thailand Medical Hub

ผู้ป่วยในกระบี่มีเฮ โรงพยาบาลกระบี่ใช้แอปใหม่ ‘PharmaSafe’ ช่วยดูแลการใช้ยาส่วนบุคคล