Parasite ชูธงโสมขาวสู่ยอดเสาเวทีออสการ์

155

พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า “Parasite” คือภาพยนตร์สัญชาติเกาหลี สร้างโดยทีมงานเกาหลี 100% ที่ชนะใจคอหนังทั้งโลก


132 นาทีของความยาวหนัง Parasite เป็น 132 นาทีที่อัดแน่นไปด้วยความสนุกครบเครื่อง…ครบรส…ครบมิติ เหมาะสมอย่างยิ่งกับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม-ภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยม-บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม-ผู้กำกับการแสดงยอดเยี่ยม จากเวทีออสการ์ปีล่าสุด…2020

ว่าไปแล้วรางวัลเกียรติยศที่ภาพยนตร์ Parasite ได้รับ มิได้จำกัดอยู่เฉพาะเวทีออสการ์เท่านั้น แต่กวาดรางวัลในลักษณะเดียวกับที่ได้รับจากเวทีออสการ์ มาแล้วกว่า 31 เวทีทั่วโลก 
ตัวอย่างเวทีนอกเหนือจากเวทีออสการ์ ที่ภาพยนตร์ Parasite ได้รับรางวัลเกียรติยศมาครอบครองได้แก่
  • British Academy Film Awards
  • Golden Globe Awards
  • Cannes Film Festival
  • Asia Pacific Screen Awards
  • Asian Film Awards
  • Grand Bell Awards
  • Korean Film Awards

deadline.com

บอง จุน โฮ…จอมทัพแห่ง Parasite:

“บอง จุน โฮ” หนุ่มใหญ่วัย 51 ปี ผู้อุทิศตัวให้กับภาพยนตร์มาตั้งแต่อายุแค่ 23 ปี คือผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จขั้นสูงสุดของภาพยนตร์ Parasite ทั้งในฐานะ ผู้สร้าง-ผู้เขียนบท-ผู้กำกับการแสดง” ซึ่งเบ็ดเสร็จอยู่ในตัวคนเดียว
เขาเป็นลูกคนสุดท้องในจำนวนพี่น้องรวม 4 คน มีคุณพ่อเป็นนักออกแบบศิลปอุตสาหกรรม มีพี่สาวเป็นอาจารย์สอนออกแบบแฟชั่น มีพี่ชายเป็นอาจารย์เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ ขณะที่ตัวเองร่ำเรียนสาขาวิชาสังคมวิทยา จากมหาวิทยาลัยยอนเซ ควบคู่ไปกับการติดอาวุธวิชาภาพยนตร์ จาก Korean Academy of Film Arts และมี มาร์ติน  สกอร์เซซี” ผู้กำกับภาพยนตร์ระดับตำนานชาวอเมริกันแห่งฮอลลีวู้ด วัย 78 ปี เป็นไอดอล 
บอง จุน โฮ // deadline.com
ก่อนที่บอง จุน โฮ จะพา Parasite พุ่งทะยานสู่ความสำเร็จอย่างสง่างาม เขาสะสมประสบการณ์ในฐานะผู้เขียนบทภาพยนตร์ และผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์มาแล้วรวม 6 เรื่อง โดยไม่รวมผลงานหนังสั้นอีกนับเป็นสิบเรื่อง
  • “Barking Dogs Never Bite” หรือ “หมาเห่าไม่มีวันกัด” เมื่อปี 2543 
  • “Memories of Murder” ปี 2546
  • “The Host” ปี 2549
  • “Mother” ปี 2552
  • “Snowpiercer” ปี 2556
  • “Okja” ปี 2560
“การทำงานของผมจะต้องตีความภาษาหนังสือ เป็นภาษาภาพด้วยการสร้างสตอรี่บอร์ดขึ้นมา สำหรับเป็นแม่บทในการลงมือทำงาน และในเนื้องานภาพยนตร์ของผมจะต้องสะท้อนมิติของภาพที่เหนือความคาดหมาย โดยวัดจากความพึงพอใจของตัวผมเอง”นี่คือหลักการทำงานของสุดยอดผู้กำกับภาพยนตร์แห่งยุค


ทำไม Parasite ชนะใจคอหนังทั้งโลก?

องค์ประกอบสำคัญที่สุดที่นำความสำเร็จสูงสุดมาสู่ภาพยนตร์ Parasite น่าจะมีอยู่ด้วยกัน 5 ประการ
ประการที่ 1 Story Telling หรือศิลปะการเล่าเรื่อง ผ่านบทภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยม
หนังเรื่องนี้จัดเป็นหนังประเภท เคี้ยวง่าย-กลืนง่าย-ย่อยง่าย” ด้วยลีลาการเปิดเรื่องแบบง่ายๆ…เล่าเรื่องแบบง่ายๆ…และปิดเรื่องแบบง่ายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่สะท้อนความหมายของ Parasite” ออกมาให้คนดูสัมผัสรับรู้ได้อย่างเด่นชัด ผ่านความแตกต่างชนิด ฟ้ากับเหว” ระหว่างครอบครัวชนชั้น Parasite” กับครอบครัวชนชั้น “Host” 
อย่างไรก็ตามแก่นของหนังเรื่องนี้สื่อมิติค่านิยมของวัฒนธรรมตะวันออกให้เห็นผ่านความรักผูกพัน และการเคารพเชื่อฟังกันตามลำดับชั้นความสำคัญของคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวชนชั้น Parasite หรือ ครอบครัวชนชั้น Host

ประการที่ 2 ฝีไม้ลายมือยอดเยี่ยมของผู้กำกับการแสดงอย่างบอง จุน โฮ ที่ตีความมิติของบทภาพยนตร์ที่เขียนขึ้นเอง ออกมาเป็นมิติของภาพในภาพยนตร์ได้อย่างสมจริงสมจัง โดยเฉพา่ะอย่างยิ่งฉากฆาตกรรมหมู่กลางงานปาร์ตี้ 
ประการที่ 3 ฝีไม้ลายมือของผู้กำกับศิลป์ ในการสร้างฉากที่จัดจ้านฉกาจฉกรรจ์ 
ประการที่ 4 ฝีมือการแสดงของนักแสดงทั้งหมด ที่เล่นได้เหมาะสมกลมกลืนกับบทบาทที่ถูกกำหนดให้
ประการที่ 5 ดุลยภาพของอารมย์ความรู้สึกที่กระแทกใส่คนดู ซึ่งเป็นไปอย่างกลมกล่อม ครบรส ทั้งความร่าเริง-ซึมเศร้า-หวานซึ้ง-หยามเหยียด-สะเทือนขวัญ-สะเทือนอารมณ์ ไม่เว้นแม้กระทั่งอารมณ์วาบหวิวรัญจวนจิตใจแบบอีโรติก

อะไรคือลมใต้ปีก Parasite 

ความสำเร็จของ Parasite วันนี้ ต้องถือเป็นรางวัลแห่งความมุ่งมั่นและเอาจริงเอาจังของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ที่ทุ่มเททำอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2540 หลังเผชิญวิกฤตต้มยำกุ้ง
วิกฤตการเศรษฐกิจปี 2540 เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้นำประเทศตอนนั้นหันเหทิศทางการพัฒนาประเทศด้วยอุตสาหกรรมการผลิตและส่งออกสินค้า ไปสู่อุตสาหกรรมการผลิตและส่งออกวัฒนธรรม โดยชูเศรษฐกิจวัฒนธรรม เป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ในการขับเคลื่อนประเทศให้พ้นจากวิกฤต ด้วยความเชื่อมั่นว่าอานุภาพของเศรษฐกิจวัฒนธรรม จะทรงพลังในการเปิดประตูบานใหญ่อย่างไม่มีที่สิ้นสุดให้แก่อุตสาหกรรมทั้งหลาย
เมื่อผู้นำประเทศปักหมุด กำหนดวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศด้วยเศรษฐกิจวัฒนธรรม ก็มีการจัดโครงสร้างการบริหารจัดการ และจัดทำชุดมาตรการส่งเสริมสนับสนุนสินค้าทางวัฒนธรรมออกมาอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ให้ทำหน้าที่เจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรม และจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมกิจการวัฒนธรรมแห่งชาติ หรือ Korean Culture and Contents Agency-KOCCA ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรมฯ เพื่อทำหน้าที่วางแผนพัฒนา และส่งเสริมสนับสนุนการผลิตและการตลาดสินค้าทางวัฒนธรรมแบบเบ็ดเสร็จ ครอบคลุม 9 มิติ
  • 1. Animation
  • 2. Music
  • 3. Character License
  • 4. Comics
  • 5. Mobiles Internet Contents
  • 6. Entertainment Contents
  • 7. Movies
  • 8. TV.Programe
  • 9. Games
นอกเหนือจากการจัดระเบียบโครงสร้างการเดินหน้าส่งเสริมสนับสนุนเศรษฐกิจวัฒนธรรมแล้ว รัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี ยังออกมาตรการทางกฏหมายที่กำหนดให้ผู้นำเข้าภาพยนตร์จากต่างประเทศต้องวางเงินประกันในอัตราเรื่องละ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 2,400,000 บาท และกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงภาพยนตร์ต้องจัดฉายภาพยนตร์ที่สร้างโดยคนเกาหลีไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของรอบฉายทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการลดหย่อนภาษีแก่กิจการผลิตสินค้าทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการสร้างภาพยนตร์อีกด้วย

ดอกผลอันสวยงาม จากวิสัยทัศน์ที่เฉียบคมของรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี เริ่มชูช่อให้ชื่นใจในเบื้องแรก ด้วยซีรีส์ยาวเฟื้อย 54 ตอน เรื่อง ”แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง” ซึ่งประกาศศักดาความเป็นเกาหลี และปล่อยเชื้อ K-Wave ให้ระบาดไปทั่วทั้งโลก ในช่วงทศวรรษที่ 2540 นั่นเอง

10 ปีต่อมา ช่วงทศวรรษที่ 2550 กระแส K-Wave ถูกเพิ่มความเข้มข้นยิ่งขึ้นไปอีกด้วย “กังนัมสไตล์”
มาถึงทศวรรษปัจจุบัน…ทศวรรษที่ 2560 พลังของ K-Wave ได้แผ่ซ่านเข้าครอบงำโลกภาพยนตร์อย่างสง่างาม ด้วย “Parasite”
ดูความสำเร็จของสาธารณรัฐเกาหลีที่ก้าวข้ามกับดักวิกฤตเศรษฐกิจไปสุดกู่…แล้วหันกลับมาดูประเทศไทยที่ยังเงอะงะติดหล่มชุดความคิดเก่าคร่ำครึ ได้แต่ต้องถอนหายใจหลายๆ เฮือก…เฮ้อ!!!!