เปลี่ยน น้ำเสีย เป็นต้นทุนสู้ ‘ภัยแล้ง 2563’ ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม นำร่องในพื้นที่ EEC ชู ญี่ปุ่น-จีน-สิงคโปร์ เป็นต้นแบบ

271

ตั้งแต่ช่วงปลายปีมาจนถึงตอนนี้ มีการวางแผนเพื่อสู้ วิกฤตภัยแล้ง ที่คาดว่าจะรุนแรงกว่าทุกปีมาโดยตลอด โดยนอกจากจะมีการสร้างความตระหนักรู้ให้ภาคประชาชนปรับตัว ปรับพฤติกรรมการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ร่วมกับการหาแนวทางที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการและความจำเป็นที่ต้องใช้ในพื้นที่ต่างๆ แล้ว ทางนักวิจัยทุกภาคส่วนก็ยังร่วมกันค้นหา เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อรับมือกับ ภัยแล้ง 2563 อย่างได้ผลด้วย

เช่นกันกับ ทีมนักวิจัยซึ่งเป็นคณาจารย์และนักวิชาการจากหลายสถาบันการศึกษา ที่มาร่วมกันทำงานภายใต้ แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม แผนงานการบริหารจัดการน้ำ ก็เร่งศึกษาแนวทางการนำน้ำใช้แล้วหรือน้ำเสียที่ผ่านมาบำบัดกลับมาใช้ใหม่โดยการรีไซเคิลน้ำให้มีคุณภาพดีเหมาะสมกับกิจกรรมที่จะนำไปใช้ โดยนำร่องศึกษาในพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งมีความสำคัญต่อภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ และคาดหวังผลว่าการศึกษานี้จะช่วยสร้างโมเดลต้นแบบและเป็นแนวทางเพิ่มเติมสำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อื่นๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม

นวัตกรรมการบำบัดน้ำเสีย

วิเคราะห์ พฤติกรรมการใช้น้ำ ภาคประชาชน-ภาคอุตสาหกรรม เพื่อวางแผนรับ ภัยแล้ง 2563 อย่างตรงจุด

รศ.ดร.ชวลิต รัตนธรรมสกุล หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยนวัตกรรมการบำบัดของเสียและการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ในฐานะหัวหน้าโครงการ “การพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมและเมืองโดยการใช้น้ำเสียที่บำบัดแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ในพื้นที่ EEC” ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม แผนงานการบริหารจัดการน้ำ ให้ข้อมูลพื้นฐาน วิเคราะห์ปริมาณความต้องการใช้น้ำ ทั้งในภาคประชาชนและภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ว่า
รศ.ดร.ชวลิต รัตนธรรมสกุล // facebook.com/cutip.chulalongkorn
“ปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ EEC ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรในพื้นที่ การขยายตัวของเมือง อุตสาหกรรม พื้นที่เกษตรกรรม ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ชุมชนจึงมีน้ำใช้ไม่เพียงพอ บวกกับภาวะแล้ง ผลกระทบของภาวะโลกร้อนขณะเดียวกัน คุณภาพน้ำก็ต่ำลง มีการปนเปื้อน ไม่ถูกสุขอนามัย และมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมต่อการบริโภคและอุปโภค จนในบางพื้นที่ บางชุมชนเกิดสงครามแย่งน้ำกันระหว่างภาคชุมชน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การประปาและชลประทาน”
ยิ่งในพื้นที่ EEC ที่ครอบคลุมจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา มีทั้งภาคชุมชน เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม อยู่รวมกัน ในอนาคตเมื่อการพัฒนาพื้นที่ EEC สมบูรณ์แบบตามแผนงานของรัฐบาล คาดว่าจะขาดแคลนน้ำไม่น้อยกว่า 100 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี นี่เป็นที่มาให้ทีมนักวิจัย ซึ่งมี รศ.ดร.ชวลิต เป็นหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการฯ จึงพยายามหาแนวทางที่จะเพิ่มปริมาณน้ำให้เพียงพอต่อการความต้องการใช้ทั้งภาคชุมชน เกษตร และอุตสาหกรรม ในพื้นที่ EEC เพื่อป้องกัน ภัยแล้ง 2563 ที่อาจเกิดขึ้นที่นี่ได้
“จากการรวบรวมข้อมูล พบว่าการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เพื่อให้เป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับพื้นที่ EEC ทำได้ยากขึ้น เพราะมีผลกระทบกับชุมชนและคาดเห็นได้ว่าชุมชนจะไม่เห็นด้วย และแม้ว่าจะมีอ่างเก็บน้ำแต่ในภาวะแล้งยาวนานก็ทำให้เก็บน้ำได้ไม่เพียงพอกับความต้องการอยู่ดี จึงต้องหาทางเลือกแหล่งน้ำต้นทุนอื่นๆ ด้วย อาทิ การนำน้ำทะเลมาทำน้ำจืด ซึ่งทำได้แต่มีต้นทุนสูงและราคาแพง”
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา ทำให้ รศ.ดร.ชวลิต เฉลยว่า การนำน้ำเสียมาบำบัดเพื่อใช้ใหม่ น่าจะเป็นวิธีที่เหมาะสมและสามารถทำได้อย่างรวดเร็วที่สุด

นวัตกรรมการบำบัดน้ำเสีย

เปลี่ยนน้ำเสีย เป็นต้นทุน รับมือ ภัยแล้ง 2563 ด้วยเทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียล่าสุด

จากการศึกษาบริบทในพื้นที่ EEC รศ.ดร.ชวลิต สรุปว่า
“เมื่อพิจารณาแหล่งน้ำต้นทุนอื่นๆ ที่เป็นไปได้คือ “น้ำเสียที่บำบัดแล้ว” ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะนำมาบำบัดได้และมีต้นทุนถูกลงมาก และในพื้นที่ EEC ก็มีปริมาณน้ำเสียไม่น้อย มาจาก 2 แหล่งใหญ่ คือ น้ำเสียจากชุมชน คือ น้ำเสียจากระบบบำบัดของชุมชน (เทศบาล/อบต.) อีกแหล่งจากน้ำเสียจากสถานประกอบการ สถานบริการ และอุตสาหกรรม”
นอกจากนั้น หากพิจารณาประกอบกับการคาดการณ์ปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นภายใน 20 ปีข้างหน้าในพื้นที่ EEC 3 จังหวัด รวมทั้งข้อมูลศักยภาพของการบำบัดน้ำเสียโดยระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนที่ออกแบบไว้สูงสุด พบว่า
ถ้ายังไม่มีโครงการ EEC ปริมาณน้ำเสียชุมชนจะอยู่ที่ประมาณ 300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี แต่เมื่อมี EEC สมบูรณ์แบบ เท่ากับว่ามีการเติบโตของเมืองอย่างเต็มรูปแบบ คาดการณ์ว่าจะมีน้ำเสียชุมชนเพิ่มขึ้นมากกว่า 600 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และเมื่อรวมกับน้ำทิ้งจากภาคอุตสาหกรรม ปริมาณน้ำเสียรวมจะมากกว่า 900 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
“ลองคิดดูว่าถ้าเราสามารถเปลี่ยนน้ำเสียปริมาณมากขนาดนี้ ให้เป็น ‘ต้นทุน’ ด้วยการนำน้ำเสียมาผ่านกระบวนการแล้วหมุนเวียนมาใช้ใหม่อย่างมีประสิทธิภาพได้ ย่อมชดเชยความต้องการใช้น้ำของพื้นที่ได้แน่นอน” รศ.ดร.ชวลิต เน้นย้ำ

นวัตกรรมการบำบัดน้ำเสีย

เพราะในปัจจุบันระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน มีปริมาณน้ำเสียเข้าสู่ระบบมากกว่า 75% ของความสามารถในการรองรับน้ำเสียในพื้นที่ EEC โดยเฉพาะในระบบบำบัดน้ำเสียเมืองพัทยา (ซอยวัดหนองใหญ่) และระบบบำบัดน้ำเสียเทศบาลเมืองแสนสุข (แสนสุขใต้) จังหวัดชลบุรี
สำหรับโครงการศึกษาพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมและเมือง EEC ในส่วนของการนำน้ำเสียมาผ่านกระบวนการ เพื่อหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่นี้ มุ่งศึกษาในเชิงนโยบายโดยหาตัวเลขต้นทุนน้ำเสียที่ชัดเจนจากแหล่งต้นทุนของน้ำเสียที่มีศักยภาพ แล้วพัฒนาระบบการรีไซเคิลน้ำเสียจากระบบบำบัดให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์แทนการทิ้งลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ และทดแทนความต้องการใช้น้ำของพื้นที่ EEC ในอนาคต
“การศึกษานี้จะจัดทำร่างระดับคุณภาพมาตรฐานของน้ำรีไซเคิลที่จะนำกลับไปใช้ในกิจกรรมต่างที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ว่าจะต้องมีลักษณะอย่างไร สำหรับเป็นแนวทางให้พื้นที่เมืองและอุตสาหกรรมใน EEC เช่น การนำไปใช้ในพื้นที่เกษตรกรรม (พื้นที่สีเขียว) การใช้ชำระชะล้างต่างๆ ล้างถนน ลดฝุ่น หรือนำมาเป็นน้ำใช้ในส่วนอื่น เช่น น้ำหล่อเย็นในระบบอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังขาดแนวทางที่เป็นมาตรฐานที่ชัดเจนในส่วนนี้”

เรียนรู้จากโมเดล การจัดการน้ำเสีย นำมาหมุนเวียนใช้ใหม่ ของ ญี่ปุ่น-จีน-สิงคโปร์

รศ.ดร.ชวลิต ยังได้แชร์ความรู้ในการบำบัดน้ำเสียที่ได้ผล ผ่านโมเดลต้นแบบของ ประเทศ ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ ว่า
“ปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นในทุกวัน หากมีปริมาณมากพอก็สามารถบำบัดและปรับสภาพน้ำเพื่อนำมารีไซเคิลกลับมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ดังตัวอย่างในหลายประเทศ ประเทศที่ถือเป็นต้นแบบ อาทิ ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ ที่สามารถนำน้ำเสียชุมชนมารีไซเคิลทำเป็นน้ำประปาดื่มได้ แต่ทั้งนี้ต้องสร้างมาตรฐานให้เกิดการยอมรับและมั่นใจ”
และอย่างไรก็ตาม การจะดึงน้ำเสียที่บำบัดแล้วกลับมาใช้ยังต้องพิจารณาถึงข้อกำหนด กฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เป็นกฎหมายเฉพาะ เช่น ภาคอุตสาหกรรม สถานประกอบการ สถานบริการ เป็นต้น ต้องพิจารณาถึงการลดข้อจำกัด ความซ้ำซ้อนและมาตรการเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยสร้างแรงจูงใจในการดำเนินการประกอบกันไปด้วย โดย รศ.ดร.ชวลิต ยกตัวอย่าง การนำน้ำเสียหมุนเวียนมาใช้ใหม่ ใน 3 ประเทศที่กล่าวมา ดังนี้

  • เมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น
จากเดิมที่มีการนำน้ำทะเลมาทำเป็นน้ำจืดแต่พบว่ามีต้นทุนสูง ที่เมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น จึงเอาน้ำเสียของเมืองมาบำบัดโดยกรองเป็นน้ำประปาเกรด 2 ที่มีคุณภาพดีและขายราคาถูกกว่าน้ำประปา
  • ประเทศสิงคโปร์
แต่เดิมทางการสิงคโปร์แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำด้วยการนำน้ำทะเลมาทำน้ำจืดและการซื้อน้ำจากประเทศมาเลเซีย ซึ่งล้วนมีต้นทุนสูง สิงคโปร์จึงหันมาศึกษาและเตรียมพร้อมกระบวนการรีไซเคิลน้ำเสียมาเป็นน้ำใช้เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมาก ด้วยการใช้เทคโนโลยีในการกรองน้ำ ทำให้ได้น้ำคุณภาพดีที่สะอาดมากกลับมาใช้ โดยทางการสิงคโปร์ทำควบคู่ไปกับการให้ความรู้กับประชาชนเรื่องกระบวนการนำน้ำเสียมาบำบัดด้วยเทคโนโลยี จนได้รับการยอมรับจากประชาชนเป็นอย่างดี
ทำให้ตอนนี้ น้ำรีไซเคิลที่ได้จากการบำบัดน้ำเสียที่สิงคโปร์มีคุณภาพดีกว่าน้ำประปาปกติ และได้เดินระบบท่อจ่ายน้ำประปาที่ผลิตจากน้ำรีไซเคิลให้กับภาคอุตสาหกรรมและชุมชนได้ใช้อย่างสะดวกสบาย และยังส่งกลับไปขายให้กับมาเลเซียอีกด้วย
  • สาธารณรัฐประชาชนจีน
กรณีของประเทศจีน ได้ลงทุนสร้างโรงงานรีไซเคิลน้ำจากการบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่ 50,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวันที่ เมืองเทียนสิน โดยรับน้ำทิ้งจากโรงบำบัดน้ำเสีย Jizhuangzi และเดินระบบท่อจ่ายน้ำรีไซเคิลความยาว 52 กิโลเมตร ไปยังชุมชน ซึ่งน้ำรีไซเคิลนี้ เพิ่มศักยภาพการจ่ายน้ำไปยังชุมชนได้ถึง 158,000 ครัวเรือน และถูกนำไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ในกระบวนการหล่อเย็น เป็นต้น โดยราคาค่าน้ำรีไซเคิลอยู่ที่ 0.3 US dollar ต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งถูกกว่าราคาค่าน้ำประปาทั่วไปอีกด้วย

สำหรับการนำเอาโมเดลต้นแบบจากประเทศต่างๆ มาปรับใช้ในประเทศไทย รศ.ดร.ชวลิต แนะนำว่าอาจใช้ต้นแบบของญี่ปุ่นและจีนได้ คือ การรีไซเคิลน้ำเสียมาเป็นน้ำประปาเกรด 2 ขายให้กับแหล่งที่ต้องการซื้อได้เลย ซึ่งนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งก็สนใจ ส่วนการบำบัดน้ำเสียในส่วนกลางของเทศบาลบางแห่งก็อยู่ไม่ไกลจากนิคมอุตสาหกรรม ก็จึงมีความเป็นไปได้ที่จะทำและเอากลับไปขายให้อุตสาหกรรม ชุมชน และภาคเกษตรก็ได้ แต่ทุกเรื่องที่กล่าวมานี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องได้รับการปลดล็อคจากกฎหมายหลายส่วนที่ยังเป็นข้อจำกัดในปัจจุบัน หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยนวัตกรรมการบำบัดของเสียและการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ กล่าวในที่สุด

ที่มา : รายงานข่าวจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่ใน เว็บไซต์ Ryt9 ข่าวเศรษฐกิจ 12 กุมภาพันธ์ 2563

อัปเดตนวัตกรรมบริหารจัดการน้ำ เพื่อขับเคลื่อนโครงการ EEC ทุกมิติ

แก้ “น้ำแล้ง” พื้นที่ EEC แบบอัจฉริยะด้วยหลัก 3R + IoT เปลี่ยน “น้ำเสีย” เป็น “น้ำดี”

ถอดรหัสการจัดการ ขยะอุตสาหกรรม & ขยะพลาสติก ด้วยงานวิจัยและโมเดล Zero Plastic Waste ครบวงจร

กลั่นทะเลเป็นน้ำจืด เมืองไทยก็ทำได้ หนึ่งในแผนบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก